ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 758 ขุนนางใหม่รับตำแหน่งมาถึงก็ได้เรื่อง
ตอนที่ 758 ขุนนางใหม่รับตำแหน่งมาถึงก็ได้เรื่อง
ซ่งฝูเซิงได้รู้เรื่องของฮุ่ยหนิงจากปากโจรพวกนี้ไม่น้อย
เป็นต้นว่าทำไมถึงได้กล้าออกมาปล้นหน้าตาเฉยแบบนี้
เพราะไม่ค่อยกลัว
ที่นี่เรียกว่าเนินต้นไม้ใหญ่
เนินต้นไม้ใหญ่เป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างอำเภอทงโกวกับอำเภอฮุ่ยหนิง
ขบวนพ่อค้าที่ถูกปล้น หากไปแจ้งความที่อำเภอทงโกว อำเภอเล็กๆ แบบนั้น เมื่อเทียบกับอำเภอฮุ่ยหนิงเล็กกว่ามาก นายอำเภอของอำเภอทงโกวไม่ขอรับเผือกร้อนชิ้นนี้ไว้ในมือ คิดเพียงว่าปัญหาน้อยเท่าไรยิ่งดี บอกว่าตัวเองไม่มีอำนาจควบคุมดูแล ผลักภาระไปให้ฮุ่ยหนิง
บอกว่ามาร้องเรียนผิดที่แล้ว เชิญไปที่ศาลาว่าการอำเภอฮุ่ยหนิง
ส่วนทางศาลาว่าการอำเภอฮุ่ยหนิงก็ถูกเตี๊ยมกันไว้ดีแล้ว ถ้าไม่ผลักภาระกลับไปที่อำเภอทงโกวอีกครั้งก็แสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้
ทำไมถึงพูดแบบนี้น่ะเหรอ
ปัญหานี้พอถูกยกขึ้นมาถามโจร ตอนแรกสุดเขาก็ลังเล ไม่กล้าพูดอะไรมาก
ฝูกุ้ยแอบกระซิบข้างหู
“นายท่านของเราเดี๋ยวก็จะไปรับตำแหน่งแล้ว…
…เจ้าจะถูกตัดสินเนรเทศ หรือถูกลงโทษใช้แรงงานอยู่ที่นี่ ขึ้นอยู่กับคำตอบแล้วนะ…
…คิดให้ดีล่ะ ถ้าเจ้าไม่บอก ตรงนั้นคุกเข่ากันอยู่หลายคน มีแต่คนอยากพูดทั้งนั้น”
โจรคนนี้คิดไปคิดมา และก็เป็นเพราะพวกซ่งฝูเซิงกล้าทำจริง กล้าลงมือ ไม่เหมือน ‘คนที่ดีแต่พูด’ เป็นพวกบัณฑิตซื่อบื้อ เห็นได้ชัดว่านิสัยไม่เหมือนนายอำเภอฮุ่ยหนิงคนก่อน เขาจึงกัดฟันพูดไปตามความจริง
เขาบอกว่า อันที่จริงลูกพี่ใหญ่ตัวจริงที่อยู่เบื้องหลังพวกเขาคือผู้ตรวจลาดตระเวนแซ่ว่านของอำเภอฮุ่ยหนิง
ผู้ตรวจว่านคนนี้ อย่าเห็นว่าตำแหน่งเทียบไม่ได้กับใต้เท้า แต่เขาอยู่ในฮุ่ยหนิงมานาน
ในแต่ละอำเภอมีผู้ตรวจลาดตระเวนสามคน ผู้ตรวจลาดตระเวนแต่ละคนมีมือปราบที่ดูแลความสงบของพื้นที่เกือบสองร้อยคน
แต่ที่ฮุ่ยหนิง บอกว่ามีสามคน แต่ในความเป็นจริงอีกสองคนเป็นคนที่ผู้ตรวจว่านคนนี้ดันขึ้นมารับตำแหน่งทั้งนั้น
แม้แต่ แม้แต่นายอำเภอคนก่อน…
ซ่งฝูเซิงเม้มปากจิบชา ผู้ตรวจลาดตระเวนเล็กๆ ที่ไม่มีแม้แต่ขั้นตำแหน่งวางตัวเหิมเกริม พูดตามตรงก็เป็นแค่หัวหน้าโรงพักในตัวอำเภอของยุคปัจจุบัน แต่ลักษณะกลับไม่เหมือนกัน การรับเข้ามาทำงานคือใช้วิธี ‘พูดคุย’
“แม้แต่การเก็บส่วยของนายอำเภอคนก่อน ชาวบ้านมีความเดือดร้อน พอไปร้องเรียนที่ที่ว่าการอำเภอ เบื้องหลังก็เป็นฝีมือของผู้ตรวจว่านคนนี้ทั้งนั้น…
…ตอนนั้นผู้ตรวจว่านสั่งห้ามผู้ตรวจลาดตระเวนอีกสองคนโยกย้ายลูกน้อง นายอำเภอคนก่อนก็ทำอะไรพวกเขาไม่ได้…
…ที่ว่าการอำเภอถูกชาวบ้านล้อมไว้…
…ได้ยินว่า เบื้องบนบอกว่า นายอำเภอคนก่อนปกครองไม่ได้ ทำให้ชาวบ้านลุกฮือ ถึงได้ต้องออกจากตำแหน่ง คิดว่าเพราะแบบนี้ใต้เท้าถึงได้มาแทนขอรับ”
ซ่งฝูเซิงขมวดคิ้ว เจ้าก็รู้เยอะดีนะ
“ผู้ตรวจว่านคนนั้นมีเบื้องลึกเบื้องหลังอะไรอีกไหม”
อย่าบอกนะว่า เขาเป็นแค่เจ้าพ่อท้องถิ่นก็วางตัวอยู่เหนือกฎหมายบ้านเมืองได้ขนาดนี้แล้ว
คิดว่าผู้ว่าฯ เขตหวงหลงตายไปแล้วรึ
ทำได้ถึงขั้นทำให้นายอำเภอข้างเคียงไม่กล้าเข้ามายุ่ง เจ้าคิดว่าแค่ผู้ตรวจลาดตระเวนเล็กๆ ก็ทำได้แล้วอย่างนั้นเหรอ
ต่อให้นายอำเภอฮุ่ยหนิงไม่กล้า แต่ในที่ว่าการอำเภอมีแค่นายอำเภอหรือไง ไม่มีผู้ช่วยนายอำเภอกับรองนายอำเภอรึ คนพวกนี้ตายไปหมดแล้วหรือไง
คนพวกนี้ไม่ได้ตาย ก็แค่ทุกปีพวกเขาจะได้เงินจากผู้ตรวจว่าน
“ข้าก็แค่เคยได้ยินมา ใต้เท้า เรื่องอาจไม่เป็นแบบนี้ก็ได้ขอรับ ข้ามีหัวหน้า ก็คือคนที่พวกท่านฆ่าตาย คนนั้นต่างหากที่ไปดื่มเหล้าคลุกคลีกับพวกผู้ตรวจลาดตระเวน เรื่องพวกนี้ข้าก็ฟังมาจากพรรคพวกคุยกัน”
“อืม ข้าจะถือว่าเจ้าไม่ผิด เล่าต่อสิ”
“ข้ายังได้ยินอีกว่า สาเหตุที่ผู้ตรวจว่านไม่เห็นนายอำเภอคนก่อนอยู่ในสายตาเป็นเพราะเขามีน้องสาวที่เป็นอนุคนเก้าของแม่ทัพหลิ่วขอรับ”
แม่ทัพหลิ่วก็คือผู้ปกครองที่อยู่สูงสุด ตั้งค่ายอยู่ชายแดน ป้องกันพวกโครยอ ดูแลครอบครัวทหารและนักโทษ
ซ่งฝูเซิงนึกถึงคำพูดของลูกชายวังจิ้นซื่อ เรื่องอื่นก็พอจะเดาได้แล้ว
เขตหวงหลงถูกตั้งขึ้นทีหลัง เมื่อก่อนเรียกที่นี่ว่าจวนแม่ทัพมาตลอด อยู่ในความดูแลของแม่ทัพปกครอง
ต่อให้เป็นตอนนี้ มีการตั้งศาลาว่าการ ก็ไม่กล้าเป็นศัตรูกับแม่ทัพท้องถิ่นอยู่ดี
ผู้ตรวจว่านมีน้องสาวเป็นอนุภรรยาของแม่ทัพหลิ่ว ขุนนางเหล่านี้ไม่ได้กลัวผู้ตรวจลาดตระเวนหรอก แต่กลัวแม่ทัพที่อยู่เบื้องหลัง
“ยังมีอีกไหม”
ยังมีกิจการอีกมากมายของสกุลว่าน ร้านขายผ้าที่ใหญ่ที่สุดในอำเภอฮุ่ยหนิง ร้านขนม ร้านเสบียงอาหาร ร้านน้ำชา ล้วนเป็นกิจการของสกุลว่านทั้งนั้น
ได้ยินว่าทุกปีทางสกุลว่านจะส่งของจำนวนไม่น้อยไปที่จวนแม่ทัพในเขตครอบครัวทหาร
มีคนบอกว่าส่งให้น้องสาว
แต่ก็มีคนบอกว่า ให้น้องสาวอะไรกัน อันที่จริงเป็นการแสดงความจงรักภักดีต่อแม่ทัพหลิ่ว
เกรงว่าจะเป็นการแสดงความจงรักภักดีจริง พวกขุนนางถึงได้ทำเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ จำต้องปล่อยไป กลัวจะไปล่วงเกินเข้าโดยไม่รู้ตัว
ต่อมาช่วงสองปีนี้ สกุลว่านนับวันจะยิ่งเอาใหญ่
คิดว่าไม่มีการค้าที่เกี่ยวกับล่าสัตว์ ไม่ได้เงินรู้สึกไม่พอใจ แต่จะไปขอจากพวกพ่อค้าที่ทำด้านนั้นก็ไม่ได้ ก็เลยมีโจรที่คอยดักปล้นอยู่บนเขาแบบพวกเขามานานหลายปี
ขบวนพ่อค้าที่จะไปอำเภอทงโกวหรือพวกอำเภอใกล้เคียง โดยเฉพาะไปอำเภอฮุ่ยหนิง พวกเขาก็จะเก็บ ‘ค่าผ่านทาง’ นิดหน่อย
พวกพ่อค้าคนไหนก็ตามที่ต้องผ่านเส้นทางนี้เพื่อไปค้าขายต่างก็รู้กัน ทำได้เพียงยอมเสียเปรียบ ไม่กล้าขัดขืน
พวกชาวบ้านย่อมต้องเอาตัวรอด อย่างมากก็ปรับราคาสินค้าขึ้น ขนแกะต้องเอามาทำเสื้อผ้า ความซวยก็เลยไปลงที่ชาวบ้าน
พวกชาวบ้านจะไม่สวมเสื้อผ้าก็ไม่ได้ จะเปลือยกายไปตลอดก็ไม่ได้ ผ้าเนื้อหยาบที่เมืองอื่นขายกันคืบละแปดเหวิน แต่ในอำเภอฮุ่ยหนิงและอำเภอข้างเคียงกลับขายสิบแปดเหวิน
สิบแปดเหวินก็ต้องกัดฟันซื้อ
…
ไกลออกไป ขบวนเกวียนที่ด้านข้างมีคำว่า ‘ขนส่ง’ ได้ปรากฏขึ้น
ผู้ช่วยนายอำเภอฮุ่ยหนิงรีบจับหมวกขุนนางให้ตรง
ซ้ายขวาของผู้ช่วยนายอำเภอรวมถึงด้านหลัง มีคนยืนอยู่ร่วมร้อยคน
เช่น เสมียน พัศดี ศึกษาธิการอำเภอ เป็นต้น ส่วนใหญ่เป็นพวกมือปราบที่เข้าเวร และยังมีผู้ตรวจลาดตระเวนสามคนนั้น
พวกเขามารอต้อนรับซ่งฝูเซิงนายอำเภอคนใหม่ของอำเภอนี้
ผู้ตรวจว่านถือพัดอยู่ด้านหลัง มองขบวนที่ยืดยาว กระซิบคุยกับผู้ตรวจลาดตระเวนอีกสองคนอย่างไม่ค่อยสนใจ “เล่นใหญ่พอตัวเลยนะ ขนคนในบ้านมาเยอะแค่ไหนกันเนี่ย”
ผู้ตรวจลาดตระเวนคนหนึ่งพูด “ลูกพี่ เขาพาคนมาเยอะขนาดนี้ เดี๋ยวถึงเวลาไม่มีที่พัก จะมายึดบ้านพักมือปราบหรือเปล่า ที่ข้า ฮี่ๆ ที่ข้าเลี้ยงดูไว้อยู่คน”
ความหมายคือ เขาเลี้ยงอนุไว้ในบ้านพักมือปราบของอำเภอ แถมยังใช้ห้องที่ใหญ่ที่สุด
ผู้ตรวจว่านพยักหน้า
เขารู้ว่าบ้านพักที่ผู้ตรวจลาดตระเวนคนนี้พูดถึงคือที่ไหน ลูกน้องเยอะขนาดนี้ จัดการแบ่งบ้านพักกันเรียบร้อยแล้ว
อย่างแม่ยาย พี่ชายเมีย ก็พักอยู่ที่นั่นหมด แบบนี้ก็จะเอาบ้านว่างของตัวเองไปปล่อยเช่าได้ มีลูกน้องบางคนถึงกับขายบ้านตัวเองทิ้ง
ในขณะที่ผู้ตรวจว่านคิดเรื่องพวกนี้ ขบวนเกวียนของพวกซ่งฝูเซิงในที่สุดก็มาถึงตรงหน้าแล้ว
หน้าศาลาสิบลี้ ลูกน้องของผู้ตรวจว่านพูดด้วยความตะลึง “นายท่าน”
ผู้ตรวจว่านสีหน้าเปลี่ยน
ส่วนพวกผู้ช่วยนายอำเภอกำลังเตรียมจะเดินขึ้นหน้ายิ่งยืนงงเข้าไปใหญ่
ผู้ช่วยนายอำเภอยังกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก
เพราะในขบวนเกวียนมีโจรถูกมัดไว้หลายคน
คนเหล่านี้เดินจนรองเท้าขาด เล็บเท้าดำสกปรก ผมเผ้ารุงรังเหมือนหญ้าแห้ง กำลังเข็นรถ ดันรถ จูงสัตว์แรงงาน
ซ่งฝูกุ้ยที่ขี่อยู่บนล่อ หรี่ตามองคนกลุ่มนั้น ดูท่าคนพวกนี้ก็คือคนที่ฝูเซิงบอก ขุนนางฉ้อฉล
ฝูกุ้ยลงจากล่อ เปิดม่าน ซ่งฝูเซิงถึงลงมา
พอลงจากเกวียนเขาก็ยิ้ม ยิ้มจนผู้ช่วยนายอำเภอก้มหน้าปาดเหงื่อ
ซ่งฝูเซิงพูด “มากันหมดเลยหรือ”
“ท่านไหนคือผู้ตรวจว่าน”