ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 769 ยังคงเหมือนเดิม
ตอนที่ 769 ยังคงเหมือนเดิม
ในขณะที่แม่ทัพหลิ่วให้คนพาตัวคนสกุลว่านเหล่านี้กลับไปส่งคืน ซ่งฝูเซิงก็กำลังเขียนจดหมาย
รับตารางราคาสินค้าที่ซ่งฝูกุ้ยยื่นให้แล้วคัดลอกลงไปในจดหมาย
เมื่อให้เห็นภาพชัด ซ่งฝูเซิงยังได้เปรียบเทียบราคาสินค้าของเฟิ่งเทียนอดีตเมืองหลวงกับฮุ่ยหนิง เขียนออกมาเป็นตาราง
ที่นี่เป็นเพียงอำเภอแห่งหนึ่ง แต่เฟิ่งเทียนเป็นเมือง
ขณะเขียนซ่งฝูเซิงก็พูดขึ้น
“ฝูกุ้ย เจ้าติดตามข้าไปสอบที่เมืองหลวง ตามข้ากลับไปที่บ้าน ตลอดทางดูแลเรื่องอาหารการกินของพวกจิ้นซื่อหลายสิบคน…
…ข้าอยู่บ้านเกิดยังอ้างเรื่องเก็บของได้พักผ่อนสองสามวัน แต่เจ้ากลับต้องไปช่วยดูแลม้าพันลี้อย่างไม่หยุดหย่อน เท่ากับต้องไป-กลับอีกครั้ง…
…ตอนนี้เพิ่งเดินทางพันลี้จากเฟิ่งเทียนมาถึงที่นี่ ยังไม่ทันได้ผ่านหนึ่งวันหนึ่งคืน…
…เฮ้อ ข้าต้องส่งเจ้าออกไปทำงานอีกแล้ว”
อยู่ๆ ซ่งฝูกุ้ยก็รู้สึกเขินคำพูดของซ่งฝูเซิง
พูดตามตรง เมื่อคืนเขาถึงขนาดฝันว่าขี่ล่ออยู่ แถมยังระแวง แต่มันไม่เท่าไหร่ เรื่องเล็ก
สะบัดผมตามความเคยชิน
“น้องชาย พูดอะไรอย่างนั้น พวกเรามีเรื่องด่วนไม่ใช่รึ…
…อีกอย่าง คนอย่างข้า ถ้าไม่ทำงานหาเงินก็ไปช่วยทำธุระสำคัญ นี่มันเป็นสิ่งที่คนมีความสามารถควรรับผิดชอบอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ”
ซ่งฝูเซิงสะอึก ไปต่อไม่ถูกแล้ว ชมอีกเดี๋ยวได้ลอย
“เอาเป็นว่า เจ้าใจกล้าทำงานละเอียด ว่องไวปราดเปรียว ข้าเลยต้องวานเจ้าอีกครั้ง…
…จำไว้ว่าจดหมายฉบับนี้สำคัญมาก…
…ข้าเองก็จนปัญญา ที่ฮุ่ยหนิงก็ไม่มีจุดส่งโดยเฉพาะ จดหมายทั้งหมดต้องส่งผ่านเขตหวงหลง ผ่านแต่ละระดับชั้นขึ้นไป ห้ามรายงานข้ามขั้นตำแหน่ง…
…ใครจะไปรู้ว่าผู้ว่าการเขตหวงหลงจะกล้ายื่นจดหมายให้ข้าหรือเปล่า…
…ยังไงเสีย อีกฝ่ายเป็นแม่ทัพใหญ่ขั้นสอง ทั่วทั้งราชสำนักมีแม่ทัพขั้นสองอยู่กี่คน คนทั่วไปไม่กล้าล่วงเกินหรอก…
…ส่วนข้าเป็นศิษย์แห่งโอรสสวรรค์ อาจข่มผู้ว่าการเขตหวงหลงได้บ้าง ข่มพวกขุนนางข้างเคียงได้บ้าง แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าแม่ทัพขั้นสองก็ยังสู้ไม่ได้อยู่ดี…
…อย่าว่าแต่ข้าเลย ต่อให้เป็นลู่พั่น ด้วยขั้นยศของแม่ทัพติ้งไห่ก็ยังไม่ถึงขั้นสอง…
…พวกเราต้องคิดหาทางยื่นจดหมายให้ฮ่องเต้กันเอาเอง”
ซ่งฝูเซิงเป็นขุนนางขั้นหก เสริมด้วยตำแหน่งศิษย์แห่งโอรสสวรรค์ เขารู้ดีว่าอย่างมากตัวเองก็แค่กล้างัดข้อกับขุนนางขั้นสี่ขั้นห้า แต่ไม่กล้าท้าชนกับแม่ทัพประจำการขั้นสอง
ยกตัวอย่างเช่น
ถ้าแม่ทัพขั้นสองนั่นโมโหขึ้นมา ถือดาบมาตัดหัวขุนนางขั้นหกอย่างเขา อย่างมากสุดต่อมาก็ยุ่งยากนิดหน่อย ต้องอธิบายเหตุผลให้ฮ่องเต้ฟัง ถูกตำหนิ แต่เขากลับตายไปแล้ว
หาทางอ้อมดีกว่า
เข้าทางคนที่มีอำนาจมากกว่า เพิ่มหนามยอกอกที่ชื่อแม่ทัพหลิ่วในใจฮ่องเต้
คนเราก็แบบนี้
เคยใช้อะไรนานๆ เฝ้าอะไร นานวันเข้าก็คิดว่าเป็นของตัวเอง แต่กลับลืมไปว่า ทุกสิ่งทุกอย่างใต้หล้าเป็นของจักรพรรดิ สถานที่แห่งนี้ไม่ได้แซ่หลิ่ว
ฝูกุ้ยฟังเข้าใจแล้ว “ความหมายของเจ้าคือ คนอื่นไปยื่นต้องเหนื่อยมาก ให้หยางหมิงหย่วนยื่นง่ายกว่าถูกไหม เช่นนี่นเขาก็ต้องแบกรับความเสี่ยงสิ เขาจะเชื่อฟังเหรอ”
ซ่งฝูเซิงวางพู่กันลง มองฝูกุ้ย
ในจดหมายนี้ได้อธิบายถึงความจำเป็นที่เขาต้องให้หยางหมิงหย่วนช่วยยื่นจดหมายแล้ว แต่ “เจ้าไม่ไว้ใจเขาขนาดนั้นเลยเหรอ”
ฝูกุ้ยนึกถึงหยางหมิงหย่วนที่เวลาเจอซ่งฝูเซิงประหนึ่งผึ้งที่เจอดอกไม้ แทบอยากจะเจาะดูดน้ำหวานออกมา ระริกระรี้เสียจริง
“ก็ไม่ใช่ แค่ข้าเคยบังเอิญเห็นดูเหมือนซุ่นจื่อจะไม่ค่อยชอบหยางหมิงหย่วน…
…ข้าเลยคิดว่า ท่าทีของซุ่นจื่อไม่เท่ากับเป็นท่าทีของแม่ทัพลู่หรอกเหรอ คนอย่างแม่ทัพลู่ไม่มีวางมาดใหญ่โตของขุนนาง แทบไม่ชายตาแลใครด้วยซ้ำ…
…หยางหมิงหย่วนทำให้แม่ทัพลู่ไม่ชอบได้ เพราะมีด้านไหนที่ไม่ดีหรือเปล่า พวกเรามองไม่ออก แต่แม่ทัพลู่ที่มีประสบการณ์มากกว่ามองออก”
ซ่งฝูเซิงอึ้ง คนหนึ่งเป็นคุณชายสูงศักดิ์ อีกคนเป็นบัณฑิตยากจน ชีวิตแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ถ้าเป็นอย่างที่ฝูกุ้ยพูดจริง ลู่พั่นรู้ได้อย่างไรว่าหยางหมิงหย่วนมีด้านไหนที่ไม่ดีจริงๆ
แต่ไม่ว่าจะลู่พั่นหรือซุ่นจื่อ ในสายตาของซ่งฝูเซิงพวกเขาก็คือคนที่ไม่ทำอะไรโดยไร้จุดประสงค์
ซึ่งก็หมายความว่า เขาไว้ใจสองคนนี้มากกว่าหยางหมิงหย่วน
“เจ้าเคยถามซุ่นจื่อหรือเปล่า”
“เคยถาม ครั้งนั้นที่มาตอนเทศกาลฉงหยาง ซุ่นจื่อให้ของขวัญลูกชายคนเล็กของข้า ข้าก็เลยฉวยจังหวะถามหน่อย เขาไม่พูดอะไร แต่ข้ารู้สึกได้จากท่าทางว่าไม่ชอบ”
อยู่ๆ เกาเถี่ยโถวก็วิ่งเข้ามาขัดจังหวะทั้งสองคนพูดคุย
“น้าสาม แย่แล้ว ใต้เท้าฝ่ายป้องกันของเขตหวงหลงมา ข้าเห็นพาคนมาเยอะมาก แถมยังโมโหอาละวาดอยู่ด้านหน้า ผู้ช่วยหลี่ว์ให้ข้ามาตามน้าสาม”
…
ด้านหน้าที่ว่าการอำเภอ
ซ่งฝูเซิงปรากฏตัวในชุดขุนนาง
ใต้เท้าหลิวมองสำรวจซ่งฝูเซิงตั้งแต่หัวจรดเท้า แอบส่ายหน้าอยู่ในใจ
มิน่า พอมาถึงก็ทำอวดดีชนิดที่แทบทนรอไม่ไหว ยังหนุ่มยังแน่น ศิษย์แห่งโอรสสวรรค์อวดดีเกินไปแล้วหรือเปล่า ในตำรากับชีวิตจริงมันไม่เหมือนกันหรอกนะ
เจ้าอยากสร้างผลงาน อันนี้เข้าใจได้ แต่ยังอ่อนหัดเกินไป
“นายอำเภอซ่งรึ”
“ข้าคือนายอำเภอ”
ซ่งฝูเซิงยืนตรงหน้าใต้เท้าหลิววัยห้าสิบกว่า ตัวสูงกว่าอีกฝ่ายเกินครึ่งศีรษะ
“ข้ามาจับชาวบ้านอันธพาลที่เมื่อวานมารวมตัวที่นี่ ได้ยินว่าตอนนั้นท่านสั่งให้คนจดชื่อไว้ เอามาสิ ข้าจะได้ไล่จับตามรายชื่อ”
ซ่งฝูเซิงตอบอย่างใจเย็น “ขอถามท่านใต้เท้าฝ่ายป้องกัน ใครบอกว่าเป็นชาวบ้านอันธพาลหรือ ส่วนเรื่องรายชื่อ มีรายชื่อด้วยรึ”
ซ่งฝูเซิงหันเล็กน้อยมองผู้ช่วยหลี่ว์กับพวกเจ้าหน้าที่ ราวกับกำลังถาม
เสมียนฉินกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก คิดในใจ
นับแต่เมื่อวานเป็นต้นมา เขาก็เท่ากับลงเรือผุพังลำเดียวกับนายอำเภอคนใหม่แล้ว ต่อให้ตอนนี้เขาหยิบเอาสมุดรายชื่อออกมาก็หาประโยชน์เข้าตัวไม่ได้หรอก ดีไม่ดีจะซวยซ้ำซ้อน สุดท้ายจบไม่สวย
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อคืนคนของแม่ทัพประจำการมาไปแล้ว แม่ของนายอำเภอคนใหม่ไม่มีท่าทีตื่นตระหนก ไม่กลัวลูกชายตัวเองถูกจับเลยสักนิด ไม่เหมือนหญิงสูงวัยทั่วไป บุคลิกแบบนั้น น้ำเสียงที่ใช้พูด มิน่าในบ้านถึงมีป้ายพระราชทาน เขาที่เป็นเสมียนมาหลายปียังสู้ไม่ได้เลย
สัมผัสที่หกบอกเขาว่า นายอำเภอคนใหม่ไม่ใช่คนที่ใครจะเก็บได้ง่ายๆ เอาอยู่
เสมียนฉินกัดฟัน พูดโกหกต่อหน้าทุกคน “ไม่ทราบว่าใต้เท้าฝ่ายป้องกันไปฟังใครพูดมา เรียกออกมาถามได้หรือไม่” หันไปคารวะโค้งตัวให้ซ่งฝูเซิง “เรียนใต้เท้า ไม่มีขอรับ”
อันที่จริงสมุดรายชื่ออยู่ในอกเสื้อของเขา
ถ้าใครกล้าค้นตัวเขา เสมียนฉินคิดไว้แล้วว่า เขาจะฉีกรายชื่อกินให้หมด ไม่มีทางส่งให้หรอก
ไม่อย่างนั้นถ้าชาวบ้านถูกจับขึ้นมาจริงๆ นายอำเภอคนใหม่กับเจ้าหน้าที่ทั้งที่ว่าการอำเภอจะเป็นตัวอะไร ต่อให้วันหน้ามีโอกาสพลิกฟื้น แต่ก็เสื่อมบารมีลงไปมาก
ซ่งฝูเซิงพยักหน้าแล้วหันไปพูด “ใต้เท้าฝ่ายป้องกันได้ยินหรือไม่”
“นายอำเภอซ่ง ท่านเข้าใจอะไรผิดหรือเปล่า ข้ากำลังสั่งท่านในฐานะที่มีอำนาจสูงกว่า ถ้าข้าจำไม่ผิด ท่านขั้นหกใช่ไหมล่ะ”
ซ่งฝูเซิงพยักหน้า “ข้าเป็นขุนนางขั้นหก เป็นส่วนน้อยในบรรดานายอำเภอทั้งหมด สอบได้จิ้นซื่อจากการสอบคัดเลือกจอหงวน ด้วยเหตุนี้จึงทราบว่าใต้เท้าฝ่ายป้องกันเป็นขุนนางขั้นห้า ไม่ต้องแนะนำตัว แต่ก็ยังคงไม่ให้ความร่วมมือ”
ใต้เท้าหลิวรู้สึกว่าทำไมเหมือนเขากำลังถูกเยาะเย้ยถากถาง
ซ่งฝูเซิงพูดต่อ “และยังทราบอีกว่าใต้เท้าฝ่ายป้องกันเชื่อฟังทั้งแม่ทัพประจำการกับใต้เท้าผู้ว่าการเขต”
ฝ่ายป้องกันของที่นี่ ในสายตาของซ่งฝูเซิงเปรียบเสมือนพลกำลังสำรองของยุคปัจจุบัน เชื่อฟังคำสั่งทั้งกองทัพทั้งรัฐบาล มีผู้บัญชาการสองสาย เสแสร้งอะไรน่ะ
“ดังนั้น ในเมื่อใต้เท้าฝ่ายป้องกันมาเพราะเรื่องในท้องถิ่น ไม่ทราบว่ามีคำสั่งจากใต้เท้าผู้ว่าการเขตหรือไม่”
ใต้เท้าหลิวหรี่ตามอง “นายอำเภอซ่ง เพิ่งมาถึงก็คิดจะเป็นปรปักษ์กับข้าแล้วรึ”
“ใต้เท้าฝ่ายป้องกัน ข้าแค่ทำไปตามหน้าที่ ข้าขอดูคำสั่งของใต้เท้าผู้มีอำนาจโดยตรงเหนือข้า ไม่มีก็พาคนฮุ่ยหนิงไปไม่ได้ ส่วนเรื่องเป็นปรปักษ์ หากใต้เท้าจะคิดเช่นนั้น ข้าก็จนปัญญา”
“ท่าน!”
รองผู้บัญชาการเผิงได้มาถึงในเวลานี้
เขามาพร้อมหนังสือคำสั่ง ลายมือของแม่ทัพหลิ่ว แสดงท่าทีของแม่ทัพใหญ่ที่ประจำการอยู่ในถิ่นนี้ เชื่อว่าซ่งฝูเซิงจะสืบจนกระจ่างได้แน่นอน ไม่ว่าใครก็ห้ามรบกวนการสืบคดีของนายอำเภอซ่ง
ส่งตัวนักโทษกลับมาให้ดังเดิม เชิญเอาตัวไปขังได้
ใต้เท้าหลิววัยห้าสิบกว่าอ้าปากค้าง “…” เขาอุตส่าห์ไปสืบมาแล้วว่าแม่ทัพหลิ่วต้องการเก็บนายอำเภอฮุ่ยหนิงถึงได้มา
ซ่งฝูเซิงก็งง กวาดตามองซื่อจ้วงที่แสร้งทำตัวเป็นองครักษ์ยืนอยู่ตรงมุม รีบไปตามอาฝูกุ้ยของเจ้ากลับมา
เสมียนฉิน อ๊าๆๆ อยู่มาครึ่งชีวิต ในที่สุดข้าก็พนันถูกฝั่งแล้วโว้ย
ฟังดูนะ แม่ทัพหลิ่วเชิญนายอำเภอคนใหม่ของพวกเขาไปกินข้าวในอีกเจ็ดวันให้หลัง ไปกินข้าวที่จวนแม่ทัพเชียวนะ
ภายในเรือนหลัง แม้แต่ซ่งฝูเซิงก็ยังงง ระหว่างนี้มันเกิดอะไรขึ้น
ซ่งฝูหลิงเดาคำตอบได้
ก่อนอื่น นางเดาได้จากเสียงเรียกซื้อของที่ดังมาจากข้างนอก “เต้าหู้ผัดน้ำมันแพะของเฝ้าคิดถึงคะนึงหามาแล้วจ้า”
“แค่กๆๆ” ซ่งฝูหลิงสำลักน้ำอย่างแรง รีบมองซ้ายมองขวา พอพบว่าทุกคนไม่มีใครสนใจนางถึงได้วางกระบวยตักน้ำลง หันไปสังเกตคนในครอบครัวพลางเดินไปที่ประตูหลังเงียบๆ เปิดประตูชะโงกหน้าออกไป
“เอ๊ะ ขายเต้าหู้ผัดน้ำมันแพะเหรอ”
“คุณหนู ไอ๊หยา ท่านออกมาจริงด้วย ข้าน้อยเสี่ยวโย่วจื่อ”