ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 771-2 พวกเจ้าสามคนไม่นานต้องถูกด่า
ตอนที่ 771-2 พวกเจ้าสามคนไม่นานต้องถูกด่า
จากที่กล่าวมา แต่ละคนมีความคิดที่แตกต่างกันไป รู้สึกว่าเวลาผ่านไปช้าเหลือเกิน แต่ในความเป็นจริงเพิ่งผ่านไปได้ไม่นาน
รองผู้บัญชาการเผิงจับตาดูด้วยตัวเอง ดูสามพี่น้องสกุลว่านถูกจับเข้าห้องขังอีกครั้ง จากนั้นถึงกำมือคารวะยิ้มพลางพูดกับซ่งฝูเซิง “ใต้เท้าซ่ง ข้าขอดื่มน้ำชาสักหน่อยได้หรือไม่”
ซ่งฝูเซิงยิ้มตอบ “ดูข้าสิ เชิญรองผู้บัญชาการเผิง เชิญเข้ามา”
เสมียนฉินรีบจัดการให้ทันที ไม่ต้องรอให้ซ่งฝูเซิงสั่ง เขาให้พวกมือปราบเอาม้าของพวกรองผู้บัญชาการเผิงไปกินหญ้ากินน้ำ
ผู้ช่วยหลี่ว์ก็มีรอยยิ้ม ในฐานะที่เป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงในที่ว่าการอำเภอ เขาเชิญพวกทหารที่ติดตามรองผู้บัญชาการเผิงมาด้วยไปดื่มชาที่ห้องรับรอง
ในที่นี้ หากว่ากันด้วยขั้นตำแหน่ง ใต้เท้าหลิวเป็นขุนนางระดับสอง ก็ขั้นห้านี่นะ ซ่งฝูเซิงเป็นขั้นหก ตรงกลางคั่นด้วยรองขั้นห้า ก็ควรไปดื่มชาที่ประตูพิธีการด้านหน้า
มีเพียงตรงประตูพิธีการเท่านั้นที่เป็นสถานที่สำหรับรับรองขุนนางระดับสูงโดยเฉพาะ
ตรงประตูพิธีการมีการจัดวางแท่นหิน เมื่อขุนนางระดับสูงมาถึงที่นี่ ขุนนางฝ่ายบุ๋นลงจากเกี้ยว ขุนนางฝ่ายบู๊ลงจากม้า ด้านข้างสองฝั่งจะเป็นสถานที่สำหรับพักเกี้ยวและผูกม้าของขุนนางเหล่านั้น
จากนั้นนายอำเภอหรือขุนนางระดับสูงของที่ว่าการอำเภอจะมาพาเดินไปเข้าประตูตรงกลาง
เนื่องจากประตูพิธีการแบ่งออกเป็นสามทางเข้า ประตูกลางสำหรับนายอำเภอหรือขุนนางที่ตำแหน่งสูงกว่านายอำเภอเดินเท่านั้น ปกติชาวบ้านกับเจ้าหน้าที่คนอื่นจะเข้าทางประตูตะวันออก รวมถึงญาติของนายอำเภอหรือก็คือบรรดาคนในเก้าสกุล ต่างต้องเข้าโดยใช้ประตูตะวันออก ห้ามเดินเข้าประตูกลาง ส่วนนักโทษที่ถูกสอบสวนเสร็จจะเข้าออกโดยใช้ประตูตะวันตก
แต่ผู้ช่วยหลี่ว์สังเกตเห็นว่าซ่งฝูเซิงเหมือนไม่ได้จะไปทางประตูพิธีการ เมื่อครู่งัดข้อกับใต้เท้าหลิวขั้นห้าไปแล้ว ยังมีหน้าจะพาใต้เท้าหลิวไปดื่มชาที่ประตูพิธีการอีก ด้วยเหตุนี้จึงอาศัยช่วงชุลมุนพาทุกคนไปดื่มชาที่ห้องรองภายในที่ว่าการ
ห้องรองเป็นสถานที่ที่พวกเจ้าหน้าที่ใช้ทำงาน
ทุกคนเดินผ่าน ‘บ่อเฉิงจิ้ง’ ภายในที่ว่าการอำเภอ ระหว่างนั้นก็มีการพูดคุยด้วยความเกรงใจพร้อมเดินไปทางห้องรอง
รองผู้บัญชาการเผิงถามใต้เท้าหลิวว่าวันนี้ใต้เท้าหลิวมาทำอะไรที่ฮุ่ยหนิง
ให้ตายเถอะ นี่เป็นความคิดแรกของใต้เท้าหลิว คุยอะไรไม่คุยมาคุยเรื่องนี้ กะจะดื่มชาให้ผ่อนคลายเสียหน่อย เจ้ากลับถามขึ้นมาเสียได้
ซ่งฝูเซิงได้ฟังก็หันไปมองใต้เท้าหลิว
จริงสิ เกือบลืมหมอนี่ไปเสียสนิท ไหนว่าจะมาจับชาวบ้าน ไปจับสิ
“อย่าไปพูดถึงเลย ดูท่าจะเป็นการเข้าใจผิด”
ภายในห้องรอง
สองมือของซ่งฝูเซิงประสานกันอยู่ที่หน้าท้อง นั่งอยู่ที่ด้านหน้าดื่มชากับใต้เท้าหลิวและรองผู้บัญชาการเผิงพลางดูใต้เท้าหลิวเล่นละคร
ใต้เท้าหลิวนั่งอยู่ด้านข้างเขา เสียงที่ตะโกนออกมาสะเทือนเยื่อแก้วหูของเขา เห็นได้ชัดว่าเล่นใหญ่ขนาดไหน
ได้ยินใต้เท้าหลิวตะโกนใส่ลูกน้องที่คุกเข่าอยู่ “เจ้าสืบมาอย่างไร หา!”
ลูกน้องที่คุกเข่าอยู่น่าจะเป็นคนสนิทของใต้เท้าหลิว ถ้าไม่ใช่คนสนิทมีเหรอจะรู้ใจกันขนาดนี้ ต้องทราบก่อนว่าไม่มีเวลาให้เตี๊ยมกันมาก่อน
ลูกน้องคนนั้นคำนับยอมรับผิด พูดอยู่หลายรอบว่า ข้าน้อยสมควรตาย ข้าน้อยทำงานผิดพลาด ทำให้เกิดการเข้าใจผิดระหว่างใต้เท้ากับใต้เท้าซ่ง
พอด่าได้ที่แล้ว ใต้เท้าหลิวก็หันมาพูดด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “นายอำเภอซ่ง หึหึ ดูสิ”
ซ่งฝูเซิงเม้มริมฝีปากจิบชายิ้มพลางพูด “เข้าใจผิดกัน ข้าเพิ่งมารับตำแหน่งได้ไม่ถึงสามวัน เกิดเรื่องขึ้นต่อเนื่อง อาจมีหลายคนที่เข้าใจผิดในตัวข้า วันหน้าขอใต้เท้าหลิวโปรดชี้แนะด้วย เมื่อได้ยินเรื่องที่เข้าใจผิดเกี่ยวกับข้า รบกวนช่วยแก้ไขให้ด้วย”
ใต้เท้าหลิวรู้สึกโล่งอก
เขาล่ะกลัวจริงๆ ว่านายอำเภอซ่งคนนี้จะเพี้ยนขึ้นมา ไม่ไว้หน้าเขา
แบบนี้ก็ถูกแล้ว
มิน่าล่ะ
ไม่ธรรมดาจริงๆ
ยังหนุ่มยังแน่น เจ้าเป็นแบบนี้ เห็นทีข้าต้องผูกมิตรไว้หน่อยแล้ว
แต่ถ้าเจ้าเป็นอย่างเมื่อครู่ที่หัวแข็ง อย่าเห็นว่ามีแม่ทัพหลิ่วหนุนหลัง ต่อให้เจ้าเป็นศิษย์แห่งโอรสสวรรค์หรืออะไรก็แล้วแต่ เจ้าอยู่ห่างตั้งไกลรู้ตัวหรือเปล่า
ไม่ว่าเจ้าจะรู้จักใคร หากมีนิสัยแบบนั้น ข้าก็ไม่จำเป็นต้องผูกมิตรกับเจ้า พวกแม่ทัพหลิ่วก็จะค่อยๆ ตีตัวออกห่างจากเจ้าไปเอง
เพราะคนนิสัยแบบนั้น อยู่ได้ไม่นาน เดินได้ไม่ไกล มีแต่จะหาเรื่องใส่ตัว
ระหว่างที่รับตำแหน่งในท้องถิ่น เจ้าล่วงเกินลูกน้องซ้ายขวาบนล่างครบทุกคน มีเจ้าที่เป็นขุนนางน้ำดีอยู่คนเดียวหรืออย่างไร หา เจ้าไล่ต้อนคนอื่นให้จนมุม เพื่อยกให้ตัวเองโดดเด่นขึ้นมา เจ้าคิดว่าแผนของตัวเองจะสำเร็จรึ
หากเจ้าหน้าที่คนอื่นจวนตัวขึ้นมา มีแต่จะรวมกลุ่มกันทำให้เจ้าไม่ได้ดี เอาให้เจ้าทำต่อไปไม่ได้
คำพูดนี้ไม่ได้แค่ขู่ให้กลัว
ลองดูพวก ‘คนเก่งที่เดินลำพัง’ ขุนนางน้ำดีที่ว่า มีสักกี่คนที่ลงเอยด้วยดี แม้แต่ในเรื่องแต่งยังเขียนว่าคนแบบนั้นถูกญาติมิตรพี่น้องทรยศหักหลังทำตัวห่างเหิน เพราะคนแบบนั้นมีแต่ความยุติธรรมและผลประโยชน์ส่วนรวม ไม่ยอมให้คนใกล้ชิดหาผลประโยชน์เข้าตัวแม้แต่น้อย ทำเพื่อชื่อเสียงอันดีงามจนคนรอบตัวมีแต่เสียเปรียบ
อย่ามาพูดว่าขอแค่ชาวบ้านยกย่องเชิดชูแค่นี้ก็พอแล้ว
เจ้าอยากทำอะไรก็ไม่มีใครเห็นชอบและสนับสนุน มีเหรอจะสำเร็จ
สมมติว่าเจ้าทำสำเร็จ เป็นที่นับหน้าถือตา พวกเราคิดกันในใจ ดีไม่ดีฮ่องเต้ได้สั่งเก็บเจ้า
ใต้เท้าหลิวประเมินตัวเองไว้สูงมาก
พวกเราดิบเถื่อนก็จริง แต่ก็มีความละเอียดอ่อนอยู่บ้าง
พอไหว ความจริงเป็นที่ประจักษ์แล้วว่า ตอนนี้เจ้าหาทางลงให้ข้า ไม่ใช่คิดจะงัดข้อจริงๆ
ส่วนเรื่องพี่น้องสกุลว่าน เขาเคยรับเงิน ไม่จำเป็นต้องปกป้อง เดิมทีเขาก็ไม่ได้มาเพื่อปกป้องพี่น้องสกุลว่าน
ทำไมถึงไม่กลัวตรวจสอบน่ะหรือ ไปลองถามพวกเจ้าหน้าที่ในเขตหวงหลงดูสิ มีคนไหนบ้างไม่เคยรับเงินหรือของกำนัลจากสกุลว่านมากน้อยแตกต่างกันไป เวลาขึ้นปีใหม่ ทางนั้นมาหาถึงบ้าน ฮ่องเต้ก็ไม่ได้มีกฎห้าม ดังนั้นนี่ก็อยู่ในขอบเขตที่สมเหตุสมผล
ด้วยเหตุนี้ใต้เท้าหลิวจึงประนีประนอม ไม่ได้ถามเรื่องพี่น้องสกุลว่านมากนัก แต่กลับถามซ่งฝูเซิงเรื่องที่มีพวกชาวบ้านรวมกลุ่มหน้าที่ว่าการอำเภอว่าเรื่องเป็นมาอย่างไร
พอได้ยินว่าเพราะสู้ไม่ได้ก็เลยใช้แผนนี้ อันที่จริงก็คิดไว้ในใจแล้ว ใต้เท้าหลิวก็แสดงท่าทีโมโหมากทันที
จากนั้นก็เพ่งตาพลางพูด “ฮุ่ยหนิงเป็นอำเภอใหญ่ เป็นอำเภอที่ใหญ่ที่สุดในเขตหวงหลง ประชากรหลายแสนคน เจ้าหน้าที่ตรวจลาดตระเวนสี่ร้อยกว่าคนไม่เพียงพอควบคุมสถานการณ์ฉุกละหุกแบบนี้
ถ้าอย่างนั้น ด้วยอำนาจของเขาก็ทำได้แค่เพิ่มจำนวนหน่วยตรวจลาดตระเวนให้ เมื่อก่อนกำหนดไว้ว่าหน่วยตรวจลาดตระเวนของฮุ่ยหนิงห้ามเกินห้าร้อยคน ตอนนี้จะเพิ่มให้เป็นเจ็ดร้อยคน
ให้ซ่งฝูเซิงรับคนเพิ่มจนถึงเจ็ดร้อย เขาอนุมัติแล้ว “จริงสิ ให้กุนซือของท่านเขียนรายงานยื่นมาให้ข้าได้เดี๋ยวนี้เลยนะ ข้าจะอนุมัติให้ทันที”
ซ่งฝูเซิงพูด “ข้าไม่มีกุนซือ เช่นนั้นข้า?”
ขณะจะลุกขึ้น เสมียนฉินก็วางกาน้ำชาลง ดวงตาเปล่งประกายพูดขึ้น “ใต้เท้า ข้าน้อยทำแทนได้ จะไปเขียนให้เดี๋ยวนี้”
เจ็ดร้อยคนเชียวนะ ไม่รีบคว้าไว้เสียเปรียบแย่
ในสายตาของเสมียนฉินนี่คือข้อได้เปรียบ
เพราะการอนุมัตินี้ไม่เพียงแต่จะเป็นการเพิ่มกองกำลังให้อำเภอฮุ่ยหนิง อีกทั้งขอแค่มีการอนุมัติ คนพวกนี้ถึงจะมีเงินเดือน หลังเก็บเสบียงมาสามารถหักเป็นเงินรายเดือนของคนพวกนี้ได้อย่างสมเหตุสมผล ก่อนที่จะรายงานการเก็บส่วยประจำปีช่วงฤดูเก็บเกี่ยวใบไม้ร่วง
ถ้าใต้เท้าหลิวไม่อนุมัติ หากทางอำเภอต้องการเลี้ยงมือปราบจำนวนมากขนาดนั้น คนที่เกินมาทางอำเภอก็ต้องคิดหาทางเอาเงินจากที่อื่นมาจ่าย
ตอนที่เสมียนฉินถือหนังสือที่หมึกพู่กันยังไม่แห้งเข้ามา ก็ได้ยินรองผู้บัญชาการเผิงกับใต้เท้าหลิวกำลังชมใต้เท้าของพวกเขา ศิษย์แห่งโอรสสวรรค์ ได้ยินว่าข้อสอบเตี้ยนซื่อก็มาจากมือท่าน เก่งจริงๆ ถ้าไม่ได้มาที่นี่ อยู่เป็นขุนนางที่เมืองหลวง ก็ถือเป็นขุนนางสูงศักดิ์หน้าใหม่แห่งเมืองหลวงไปแล้ว มิน่าถึงได้ขั้นหก ได้ยินว่าทั่วทั้งราชสำนักมีนายอำเภอขั้นหกอยู่แค่ไม่กี่คน
ระหว่างที่คุยกันใต้เท้าหลิวเสียงดังที่สุด อยากจัดพิธีต้อนรับให้ซ่งฝูเซิงให้ได้ บอกว่าต้องการจัดให้ซ่งฝูเซิงได้เจอกับเจ้าหน้าที่ขุนนางทั้งหมดของเขตหวงหลง เดี๋ยวกลับไปเขาจะไปหารือกับใต้เท้าผู้ว่าฯ
รองผู้บัญชาการเผิงบอกว่า ไม่ได้ อีกเจ็ดวันให้หลัง ตัดสินคดีสกุลว่านเสร็จ นายอำเภอซ่งต้องไปเป็นแขกที่จวนแม่ทัพก่อน ไม่อย่างนั้นท่านแม่ทัพจะต้องไปลาดตระเวนที่ชายแดนแล้ว
ว่าอย่างไรนะ ศิษย์แห่งโอรสสวรรค์!
เสมียนฉิน ให้ตายเถอะ ทำไมข้อมูลของพวกเขามันล้าหลังได้ขนาดนี้ นี่แหละความเศร้าของเจ้าหน้าที่ตัวเล็กๆ ไม่รู้เรื่องอะไรเลย นี่ก็เหมือนที่พวกชาวบ้านชอบพูดกัน ความไม่รู้ที่แม้กระทั่งจะตายอย่างไรก็ยังไม่รู้ ไม่ได้การ เขาต้องปีนป่ายต่อ
เย็นวันนั้น
เวลานี้คนที่ไม่เกี่ยวข้องกลับไปกันหมดแล้ว
ซ่งฝูเซิงคีบกับข้าวให้ฝูกุ้ยที่นั่งอยู่ข้างๆ แล้วถามด้วยความสงสัย “ท่าทีก่อนและหลังของแม่ทัพหลิ่วแตกต่างกันเหลือเกิน หรือระหว่างนี้มีใครไปพูดอะไร เขาเองก็ไม่น่าจะรู้เรื่องที่พวกเราอยากยื่นจดหมายถึงฮ่องเต้”
จะบอกว่าตกใจเรื่อง ‘ศิษย์แห่งโอรสสวรรค์’ พูดออกไปเขาเองก็ไม่เชื่อ
ทุกคนนั่งอยู่ที่โต๊ะอาหาร หากครอบครัวซ่งจะกินข้าวก็ต้องกางโต๊ะกลมใหญ่สี่ตัว นี่ขนาดยังมาถึงไม่ครบนะ
ถ้ามาครบ กินข้าวกันทีต้องกางโต๊ะสิบกว่าตัว
ท่านย่าหม่า เฉียนหมี่โซ่ว ซ่งฝูหลิง นั่งอยู่ด้วยกัน พอทั้งสามคนได้ฟัง มือที่พุ้ยข้าวเข้าปากก็ชะงัก จากนั้นก็พุ้ยข้าวต่อโดยไม่เงยหน้ามอง