ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 773-1 ตัดรากถอนโคน
ตอนที่ 773-1 ตัดรากถอนโคน
หนึ่งหมื่นตำลึง
เยอะจริงๆ
เขา ซ่งฝูเซิงมาอยู่ยุคโบราณได้หลายปีแล้ว
เคยทำการค้ามาหลายอย่าง
เคยขายหนังหมาป่า หนังหมี ต่อมาก็ร่วมกับเหล่าสุยเอาขนจิ้งจอก ขนมิงค์ มาขาย
เคยเปิดร้านขายอาหารริมทาง เคยขายถ่านได้กำไรสามเหวิน ห้าเหวิน เข็นน้ำพริกไปขายตามเมืองต่างๆ
เคยขนเสบียงทหาร สร้างระเบิด ขนส่งสิ่งของ ไม่ใช่แค่ขนสินค้า ตอนนี้ม้าพันลี้ยังรับบรรทุกคนด้วย
เพื่อรักษาน้ำใจ เพื่อตอบแทนบุญคุณ เพื่อหลุดพ้นจากความลำบาก เคยไปร่วมรบแนวหน้าที่ต้องเสี่ยงอันตรายถึงชีวิต
และก็เพื่อประโยชน์ส่วนตน เพื่อไม่ล่วงเกินผู้ร่วมงาน กลัวกิจการขนมปังดำกับอิฐนมจะถูกใครจ้องจับผิด ระหว่างที่ทำงานอยู่ในพระคลังหลวงจึงเคยรับเงินทอนค่าอาหารที่สมเหตุสมผล
เรียกได้ว่าเขา ซ่งฝูเซิงไม่เคยหยุดหาเงินเข้าครอบครัว ยกเว้นช่วง ‘ว่าง’ ที่ต้องอ่านหนังสือ
ขยันทำงานสารพัด ขอบเขตกว้างมาก ทางไหนพอมีช่องทางหาเงินก็ไปทางนั้น
เขา ซ่งฝูเซิง เงินเก็บของครอบครัวในตอนนี้ หักทรัพย์สินร้านม้าพันลี้ในแต่ละแห่ง ในบรรดาอสังหาริมทรัพย์ยังมีพันตำลึงที่ได้มาจากพี่ชายรองที่เป็นญาติผู้ไม่รู้หนังสือ ให้ตั๋วเงินเขามาฟรีๆ หักเงินที่ช่วงหลายปีมานี้ครอบครัวกินใช้ ยังต้องนับรวมเงินเก็บของลูกสาวที่อยู่ในพื้นที่พิเศษ
รวมทั้งหมด เบ็ดเสร็จก็สองพันสองร้อยยี่สิบห้าตำลึง
ตอนนี้ว่านปิ่งอี้เอ่ยปากจะติดสินบนเขาหนึ่งหมื่นตำลึง
ว่านปิ่งอี้เป็นใคร เงินเดือนของหัวหน้าผู้ตรวจลาดตระเวนเล็กๆ ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ครอบครัวก็แค่มีอิทธิพลในท้องถิ่น น้องสาวไปเป็นอนุภรรยาคนเก้าของแม่ทัพหลิ่ว ไม่มีสินสอดอะไร เช่นนั้นเงินหมื่นตำลึงมาจากไหน
ก็มาจากชาวบ้านทั้งนั้น เป็นเงินที่มาจากหยาดเหงื่อแรงงานของชาวบ้าน
“ใต้เท้า ท่านหัวเราะที่ข้าไม่รู้จักประมาณตนรึ…
…ไม่สิ ท่านอาจเข้าใจความหมายของข้าผิดแล้ว…
…ตอนนี้มีแค่ท่านรู้ข้ารู้ ข้าแสดงความนับถือท่านด้วยการให้เงินหมื่นตำลึง ไม่ใช่เพราะอยากให้ใต้เท้าใช้อำนาจส่วนตัวเพื่อข้า…
…หึหึ เรื่องมาถึงขั้นนี้ ข้าย่อมพอรู้แล้วว่าอะไรเป็นอะไร…
…ท่านทำเป็นเรื่องใหญ่ขนาดนี้ พอมาถึงก็เห็นข้าเป็นหนามยอกอก กำจัดข้าโดยเร็ว คิดๆ ดูก็รู้ว่าต่อให้ข้าให้ท่านหนึ่งแสนตำลึง ท่านก็ไม่มีทางกลับคำปกป้องข้า…
…และแน่นอนว่าข้าก็ไม่ได้มีเงินเยอะขนาดนั้น…
…หนึ่งหมื่นตำลึงนี้ ใต้เท้า ข้าแค่อยากขอร้องท่านสักเรื่อง ช่วยตัดสินโทษของน้องชายทั้งสองของข้าให้เบาลงหน่อย”
ว่านปิ่งอี้พูดถึงน้องชายก็นึกถึงแม่ ไหนจะน้องสาวที่เกรงว่าจะโดนหางเลขไปด้วย ทันใดนั้นน้ำตาของเขาก็ไหลออกมา
ตรงเท้าของเขามีโซ่ตรวน เคลื่อนตัวไปหาซ่งฝูเซิงด้วยท่าทางที่ต้องใช้แรงเยอะ “เรื่องนี้ก็แค่ใต้เท้าสั่งคำเดียวว่าจะให้ไปซ้ายหรือขวา ไม่ได้ให้ใต้เท้าปล่อยคนทันที แค่ลงโทษพอเป็นพิธี จะขังสองสามเดือนค่อยปล่อยกลับบ้านก็ได้”
เขาพูดด้วยเสียงสะอื้นต่อ
“ข้า ว่านปิ่งอี้คงทำอะไรไม่ได้แล้ว คิดๆ ดูญาติพี่น้องในบ้าน เมื่อเสาหลักล้มลงก็คงแยกย้าย ตอนนี้คงวุ่นวายน่าดู ตอนนี้ในใจของข้าขอแค่ว่า น้องชายสองคนจะกลับไปเป็นที่พึ่งให้แม่ได้ทันเวลา หากพวกเขาก็ถูกเนรเทศด้วย แม่ข้าอาจร้องไห้จนตาบอดหรือเสียชีวิตก็เป็นได้ ใต้เท้าโปรดวางใจ สกุลว่านของข้าจะไม่เป็นปัญหาอีก ไม่มีทางขวางทางใต้เท้า วันหน้า พวกเขาจะหอบเงินออกไปใช้ชีวิตที่อื่น”
ซ่งฝูเซิงมองว่านปิ่งอี้ที่คลานมาตรงเท้า อยู่ๆ ก็ร้องไห้เหมือนเด็ก
“ว่านปิ่งอี้”
“ใต้เท้า ข้าน้อยฟังอยู่” ว่านปิ่งอี้เงยหน้ามองซ่งฝูเซิงด้วยสายตาขอร้องและเต็มไปด้วยความหวัง
“สิ่งที่เจ้าพูดมาเมื่อครู่ มีอยู่สองข้อที่ผิด…
…ไม่ใช่ว่าข้าอยากจะกำจัดเจ้าให้ได้ แต่เป็นเพราะนับตั้งแต่เจ้าสั่งให้คนไปดักปล้นพ่อค้าระหว่างทาง ก็ทำให้ราคาสินค้าของฮุ่ยหนิงพุ่งสูง เจ้ามีวันนี้ได้ ก็มีโทษที่ต้องรับอยู่แน่นอน…
…ข้อที่สองคือ เจ้ากับน้องชายทั้งสองคนของเจ้าควรรับโทษอย่างไร ไม่ใช่ว่าข้ารับเงินหนึ่งหมื่นตำลึงของเจ้าแล้วก็จะตัดสินใจได้ว่าจะให้ไปซ้ายหรือขวา กฎหมายบ้านเมืองจะเป็นตัวตัดสินโทษของพวกเจ้า…
…ใครที่สวมควรโดนโทษหนักก็ต้องโดนหนัก ใครที่ควรรับโทษเบาก็ย่อมเบาได้…
…รวมถึงทรัพย์สินสกุลว่านของพวกเจ้า หลังจากศาลอำเภอตัดสินเสร็จ ส่วนไหนที่ไม่ผิดกฎหมายก็จะไม่มีทางยึดไว้…
…แต่ส่วนไหนที่ผิดกฎหมาย ข้าจะไม่ปล่อยไปแม้แต่เหวินเดียว”
“ใต้เท้า ใต้เท้า?” ว่านปิ่งอี้พยายามเอาศีรษะเบียดซี่กรง “เช่นนั้นถ้าข้าน้อยขอสร้างผลงานชดเชยความผิดล่ะขอรับ จะช่วยผ่อนโทษของน้องชายทั้งสองเป็นเบาได้หรือไม่”
ไม่ยอมรับเงินหนึ่งหมื่นตำลึง นี่เป็นเรื่องที่ว่านปิ่งอี้ไม่คาดคิด
เช่นนั้นเปิดโปงการทุจริตล่ะ เขาเหลือแค่ทางเดียวแล้ว
“แต่ข้าน้อยบอกใต้เท้าแค่คนเดียว”
จากคำพูดเมื่อครู่ของซ่งฝูเซิง ว่านปิ่งอี้เริ่มมองออกแล้วว่า ถึงแม้เขาจะอยู่ในกำมือของซ่งฝูเซิง แต่นายอำเภอคนใหม่คนนี้กล้าทำ ทำได้ อีกทั้งไม่มีทางได้ยินเรื่องใหญ่อะไรก็เที่ยวเอาไปโพนทะนาบอกคนอื่นให้คนพวกนั้นมาล้างแค้นครอบครัวของเขาอีก
เหลวไหลสิ้นดี ตอนนี้คนที่เขาไว้ใจได้ที่สุดกลับเป็นนายอำเภอคนใหม่
ซ่งฝูเซิงที่เดินออกไปไกลแล้วอยู่ๆ ก็หยุดชะงัก
…
เสมียนฉินมีรอยยิ้มบนใบหน้า
เห็นเขากำลังพูดกับท่านย่าหม่าด้วยความระมัดระวัง
ท่านย่าหม่ามีสีหน้าไม่พอใจ เดินชมที่ว่าการอำเภออยู่ดีๆ ก็เอาเรื่องมาให้ ทำไมลูกสามของนางถึงไม่ได้เรื่องขนาดนี้
ตอนท่องตำราก็ต้องมีพั่งยาอยู่ด้วย ตอนนี้ตัดสินคดีก็ต้องให้พั่งยาเข้าไปช่วยจดบันทึก
คุกนั่นใช่สถานที่ดีที่ไหนกัน น่าหงุดหงิด
มีคนอยู่ในที่ว่าการอำเภอตั้งเยอะแยะไม่เรียกใช้ ให้เงินพั่งยาค่าจดบันทึกไหมล่ะ
“เหล่าฮูหยิน คือ” เสมียนฉินจำต้องเร่งอีกครั้ง ใต้เท้านายอำเภอรออยู่ด้านใน
อันที่จริงเขาก็ไม่รู้ว่าทำไมนายอำเภอไม่เรียกใช้เขา สั่งให้เขามาเรียกคุณหนูไปแทน
ท่านย่าหม่าไม่สนใจว่าใครจะมองอยู่หรือไม่ นางถอดเสื้อที่เป็นงานผ้าปักเมืองหลวงไปใส่ให้ซ่งฝูหลิง นางไม่เคยติดคุก แต่ก็รู้ว่าที่นั่นมืดและหนาว ปากก็พูดว่า “ทำอย่างไรได้ พ่อเจ้าเรียกหาเจ้า เช่นนั้นก็ไปเถอะ ย่าจะกลับไปต้มน้ำร้อนไว้ให้ กลับมาเจ้าจะได้อาบ” ล้างสิ่งไม่ดีออกไป
ด้วยเหตุนี้ ซ่งฝูหลิงที่สวมเสื้อสีทองมีลวดลายของท่านย่าจึงไปที่คุกใต้
ภายในห้องขังเล็กๆ ที่ปิดมิดชิด ในนั้นมีเพียงโต๊ะไม้หนึ่งตัวกับเก้าอี้สองตัว
ภายในห้องมีแค่สามคน
ซ่งฝูหลิงจดบันทึกไม่หยุด
ซ่งฝูเซิงกำลังเพ่งมองสอบสวน
ว่านปิ่งอี้ชูมือที่ถูกใส่โซ่ตรวนไว้กำลังนึกไปพูดไป
ระหว่างที่ทำการบันทึก ซ่งฝูหลิงได้ยินว่าเมื่อหลายปีก่อน ตอนที่นายอำเภอคนก่อนๆ หน้านี้มาปกครองฮุ่ยหนิง ได้เกิดไฟไหม้ที่คลังเสบียงฮุ่ยหนิง
ปีนั้นเสบียงที่เก็บส่วยมาจากชาวบ้านฮุ่ยหนิงร่วมแสนคนถูกเผาไปกว่าครึ่ง มือที่จับพู่กันของฝูหลิงหยุดชะงัก
ได้ยินซ่งฝูเซิงถามขึ้น “แม่ทัพหลิ่วรู้เรื่องทั้งหมดนี้หรือไม่ แม่ทัพหลิ่วมีส่วนเกี่ยวข้องหรือเปล่า เจ้าแน่ใจนะ” ปลายพู่กันของนางชะงักอีกครั้ง
ได้ยินว่านายอำเภอคนก่อนๆ หน้านี้ครอบครัวมีภูมิหลัง นี่ก็เป็นสาเหตุที่ว่านปิ่งอี้สมคบคิดกับนายอำเภอคนนี้ทำเรื่องชั่วได้
ชั่วขณะที่พ่อของนางสอบสวน ได้ความว่าคนหนุนหลังคนนั้นคือใคร ปลายพู่กันของซ่งฝูหลิงไม่ได้ชะงัก แต่อดหันไปสบตากับพ่อไม่ได้
ใต้เท้ารองเสนาบดีเหมา เหมาจวิ้นอี้
นายอำเภอคนก่อนๆ หน้านี้เป็นหลานชายสายนอกของเหมาจวิ้นอี้ รองเสนาบดีกรมคลัง
ปีนั้นที่บอกว่าคลังเสบียงไฟไหม้เป็นเรื่องหลอกลวง แท้จริงแล้วคือการสมคบคิดเพื่อผลประโยชน์
นายอำเภอใจกล้าคนนี้อาศัยประโยชน์จากทำเลที่ตั้งของฮุ่ยหนิง เอาเสบียงไปขายหรือแลกเปลี่ยนสิ่งของกับคนโครยอ
ส่วนว่านปิ่งอี้ เขามีอิทธิพลอยู่ในฮุ่ยหนิงมานาน พรรคพวกมากมาย สืบเสาะร่องรอยจนเดาได้แล้วตามไปข่มขู่
นายอำเภอใจกล้าคนนั้นไม่กล้าแตะต้องว่านปิ่งอี้เพราะว่านปิ่งอี้มีแม่ทัพหลิ่วหนุนหลัง คุยกับแม่ทัพหลิ่วได้ ส่วนแม่ทัพหลิ่วก็สามารถยื่นหนังสือถึงฮ่องเต้ได้ตลอดเวลา จำต้องกัดฟันยกผลประโยชน์หลายอย่างให้ว่านปิ่งอี้ นับแต่นั้นมาก็อำนวยความสะดวกให้สกุลว่านมากมาย
ตอนนั้นฮ่องเต้ยังเป็นอ๋องเยี่ยน
อ๋องเยี่ยนเคยส่งผู้ตรวจราชการมาตรวจสอบเรื่องที่คลังเสบียงฮุ่ยหนิงไฟไหม้
แต่ทำงานกันคนละภาคส่วน อ๋องเยี่ยนคิดว่าคนที่ส่งไปไม่เข้าใจ พวกผู้ตรวจราชการถูกเลือกมาจากกรมคลัง พอมาถึงฮุ่ยหนิงก็ตรวจดู รู้ละเอียดกว่าอ๋องเยี่ยนที่อยากจะรวมบ้านเมืองเป็นปึกแผ่น รู้ว่านายอำเภอฮุ่ยหนิงคนนี้เป็นหลานชายสายนอกของรองเสนาบดีเหมา จึงสืบไม่ได้ความอะไร และก็มีความเป็นไปได้ว่าจะมีคนในบรรดาผู้ตรวจราชการรับสินบน สรุปว่าเรื่องนี้ก็เลยผ่านไป
หากว่ากันเวลาเกิดไฟไหม้ คนที่ต้องรับผิดชอบก็คงหนีไม่พ้นพวกมือปราบที่เฝ้าคลังเสบียงต้องเป็นแพะรับบาปแทน
ซ่งฝูเซิงขมวดคิ้ว มองว่านปิ่งอี้ที่คุกเข่าอยู่บนพื้น “ยังมีอะไรอยากพูดอีกไหม เล่าเรื่องคนอื่น เรื่องอื่นบ้างแล้วกัน”