ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 778 พวกเจ้าสองคนรู้จักกลับบ้านกลับช่องด้วยเหรอ
ตอนที่ 778 พวกเจ้าสองคนรู้จักกลับบ้านกลับช่องด้วยเหรอ
พอกระดานนวดแป้งที่ขนาดใหญ่เป็นพิเศษถูกยกออกมา พวกช่างต่อเครื่องเรือนก็ถึงกับตะลึง
“กระดานนวดแป้งของร้านอาหารในเมืองหลวงยังไม่ใหญ่ขนาดนี้เลย”
ท่านลุงซ่งหัวเราะแล้วอธิบาย “บ้านเรามีสมาชิกเยอะ เมื่อก่อนอยู่ด้วยกันร่วมสองร้อยคนต้องกินข้าวพร้อมกัน ถ้ากระดานไม่ใหญ่ก็ต้องเสียเวลาหลายรอบ”
จากนั้นก็ชี้กะละมัง กาน้ำ รวมถึงไหที่ใส่พวกซีอิ๊ว น้ำมัน
พวกช่างฝีมือที่มาจากเมืองหลวงถึงได้สังเกตเห็นว่า ข้าวของเครื่องใช้ของครอบครัวซ่งชิ้นใหญ่เป็นพิเศษหมด
กะละมังนวดแป้งนั่นใกล้เคียงกับอ่างอาบน้ำเด็กเล็กของบางบ้านแล้ว
จากนั้นฝูกุ้ยก็โชว์ลีลานวดแป้ง เล่นเอาพวกคนที่มาจากเมืองหลวงต่างตะลึง
ก็แค่รักษาหน้าเจ้านายเลยไม่ได้ตะโกนชมออกมา
ไม่อย่างนั้นคงตะโกนว่าสุดยอดไปแล้ว
ท่านลุงซ่งเห็นฝูกุ้ยโชว์ลีลาเด็ดก็แอบมองบนอยู่ในใจ ทำเป็นอวด
ฝูกุ้ยกลับไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองอวดอะไร
คนอย่างเขาเป็นประเภทที่ว่า มีอะไรก็ต้องงัดออกมาโชว์
ซ่งฝูกุ้ยสะบัดผมพลางนวดแป้งในกะละมัง โยนก้อนแป้งลงบนกระดานแล้วดึงให้เป็นเส้นๆ
คนที่มาจากเมืองหลวงถามด้วยความสงสัย คล่องแคล่วขนาดนี้ บ้านนี้ผู้ชายรับหน้าที่ทำกับข้าวเหรอ
ท่านลุงซ่งอธิบาย “เปล่าหรอก ก็แค่ช่วงสองปีนี้พวกคนหนุ่มในบ้านทยอยเรียนรู้การทำอาหารขั้นพื้นฐานจนเป็นกันหมดแล้ว ถ้าพวกผู้หญิงงานยุ่ง พวกเขาก็จะเข้าไปช่วย ถ้าให้บอกว่าคนในครอบครัวเราใครทำอาหารอร่อยสุดก็ต้องเป็นฝูเซิง อ๋อ ก็นายอำเภออย่างไรล่ะ เขาไม่อยู่บ้าน ไม่อย่างนั้นจะให้มาทำบะหมี่ให้ทุกคนกิน”
“ท่านผู้เฒ่า พวกข้ามิกล้า”
“ฮ่าๆๆ ไม่มีอะไรให้ต้องไม่กล้า เขาเองก็ต้องกินข้าวเหมือนกัน เรื่องเล็กน้อย”
อีกด้านหนึ่งหน้าหม้อใหญ่สองหม้อ
ท่านย่าหม่ากำลังเพ่งมองพลางคนน้ำแกงเผ็ด และก็กำลังคุยกับพวกหมอมอที่มาจากเมืองหลวงไปด้วย
“พวกเจ้าไม่ได้ทำกับข้าวนานแล้วใช่ไหม”
พวกหมอมอคิดในใจ พวกนางแค่ไม่ทำกับข้าวที่ไหนกัน แม้แต่เด็ดต้นหอมก็นานแล้วที่ไม่ได้ทำ
วันนี้ตอนเด็ดผักล้างผักถึงได้ดูเงอะงะ
ดูเอาแล้วกัน เหล่าฮูหยินยังถามด้วยน้ำเสียงมั่นใจ
พวกหมอมอกระอักกระอ่วน “ขายหน้าเหล่าฮูหยินแล้ว ใช่เจ้าค่ะ”
ยายหวังคอยดูอีกกระทะหนึ่ง ทอดเลือดหมูพลางคิดในใจ จึ๊ๆ เป็นบ่าวรับใช้ระดับตำแหน่งของพวกเจ้าชีวิตช่างดีเสียจริง
มีหมอมอคนหนึ่งถามท่านย่าหม่าด้วยความสงสัย “เหล่าฮูหยินก็ซื้อสาวใช้มาหลายคน ตอนนี้ก็ยังทำกับข้าวเองอยู่บ่อยๆ หรือเจ้าคะ”
ท่านย่าหม่าบอกว่า ตราบใดที่ว่างก็จะทำเอง หรือแม้กระทั่งเวลายุ่งมากๆ ก็จะหาเวลามาทำกับข้าวให้เด็กๆ กิน
ทำไมถึงต้องทำแบบนั้นน่ะเหรอ
ท่านย่าหม่ายิ้มพลางตอบ
นางคิดว่า อันที่จริงบางครั้งพวกเด็กๆ ก็ไม่ได้อยากกินฝีมือแม่แท้ๆ ของตัวเองทำ ถ้าไม่ใช่อาหารที่นางทำก็จะไม่ใช่รสชาติที่คุ้นเคย
อาศัยช่วงที่ตัวเองยังมีกำลังทำไหว ทำให้พวกลูกหลานกินบ่อยๆ
นางเองก็ชอบดูเวลาพวกเด็กๆ กินอย่างเอร็ดอร่อย มันเป็นความปรารถนาของนางเมื่อหลายสิบปีก่อน ตอนนั้นแค่หวังว่าพวกลูกๆ จะกินอิ่มท้อง
เดี๋ยวนี้จะดีใจมากเวลาที่ได้ยินพวกลูกๆ หลานๆ พูดว่า ‘ท่านแม่ ท่านย่า ข้าอยากกินนั่นอยากกินนี่’
ไม่รู้ทำไม คำตอบที่สุดแสนจะธรรมดากลับทำให้พวกหมอมอรู้สึกอบอุ่นหัวใจ ต้องจำไว้ เดี๋ยวกลับไปเล่าให้เหล่าฮูหยินฟัง
หมี่โซ่วกับจินเป่าที่มีหน้าที่เติมฟืนอยู่หน้าสองหม้อใหญ่มองหน้ากัน
พวกเขาแอบมองบนอยู่ในใจ ท่านย่าพูดจาเหลวไหล รสชาติที่คุ้นเคยอะไรกัน ทั้งครอบครัวช่วยกันทำกับข้าว ผสมปนเป แยกออกที่ไหนกันว่าเป็นรสชาติฝีมือใครทำ
ท่านย่าหม่ายังพูดอีกว่า
“ครอบครัวเราไม่ค่อยเหมือนบ้านอื่น
จะมีหรือไม่มีบ่าวรับใช้ เด็กๆ ในบ้านควรทำอะไรก็ต้องทำไป
อย่างลูกชายคนโตกับคนรองของข้า หลานๆ พวกนี้ ต่างต้องยกน้ำล้างหน้าล้างเท้ามาให้ข้า ก่อไฟใต้เตียง
พอข้ากลับถึงบ้านเตียงก็อุ่นอยู่ก่อนแล้ว
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงลูกชายคนสามของข้า ต้มน้ำแกงไก่ใส่เส้นก๋วยเตี๋ยวให้
พอข้านั่งเกวียนเข้ารั้วบ้านมา เขาก็ตะโกนอยู่หน้าประตู “ท่านแม่ เข้ามาล้างมือกินข้าวก่อนสิ น้ำแกงจะเย็นชืดหมดแล้ว มักจะทำกับแกล้มให้ข้าไปกินที่ร้าน”
หมี่โซ่วกับจินเป่าเติมฟืน รู้สึกจนปัญญา ท่านย่า ถ้าพวกข้าไม่ยกน้ำล้างหน้าล้างเท้าไปให้ ท่านย่าก็ไล่เตะ พวกข้าถูกเลี้ยงด้วยลำแข้งมาไม่ใช่เหรอ
ต่อมาซ่งฝูหลิงเดินเข้ามาได้ยินก็รู้สึกซาบซึ้ง ประทับใจตัวเอง
เพราะท่านย่าบอกพวกหมอมอที่มาจากเมืองหลวงว่า
“นี่เหมือนเป็นสิ่งสืบทอดในครอบครัวของเรา…
…ตอนนี้พวกหลานๆ ของข้าไม่เหมือนพ่อแม่ของพวกเขา อะไรที่ทำเองได้ก็ทำ ทำงานเป็นทุกอย่าง…
…มีของกินอะไรก็จะเอามาแบ่งให้คนแก่อย่างพวกข้ากินก่อน…
…อย่างหลานสาวคนเล็กของข้า รายนั้นยิ่งแล้วใหญ่ ไม่ว่าจะคิดค้นอะไรใหม่ๆ ออกมาได้ก็จะต้องให้ข้าชิมก่อน บังคับชิม”
หมี่โซ่วกับจินเป่ามองหน้ากัน ท่านย่ากำลังแปะทองบนหน้าตัวเองเหรอ ที่พี่ทำน่ะเขาเรียกว่าเอาท่านย่าเป็นตัวทดลอง
ซ่งฝูหลิง เรานี่มันช่างกตัญญูเสียจริง อืม
ยายหวังที่ทอดเลือดหมูอยู่อีกด้านหนึ่ง โอ๊ย ปกติไม่รู้สึกอะไร แต่พอฟังพี่หม่าพูดจบก็รู้สึกซึ้งใจ ถ้าทุกคนทำได้ถึงขั้นนั้นโดยที่ไม่ต้องบอกก็คงดี
พวกหมอมอที่เห็นโลกมามากกลับเชื่อว่าเป็นเรื่องจริง
พวกนางมองซ่งฝูหลิงด้วยสายตาอบอุ่น
รู้สึกดีใจแทนเหล่าฮูหยินที่ในอนาคตจะมีหลานสะใภ้ที่กตัญญู
คิดว่าพอกลับไปเล่าให้เหล่าฮูหยินฟัง เหล่าฮูหยินจะต้องจินตนาการว่าซ่งฝูหลิงป้อนอาหารให้ตัวเองแน่นอน จะยิ่งอยากให้รีบแต่งเข้าจวน
ดีใจแทนคุณชายที่ในอนาคตจะได้เกี่ยวดองกับครอบครัวที่อบอุ่นแบบนี้
ความอบอุ่นนี้ไม่ได้เป็นแบบที่เขียนในหนังสือ และไม่ใช่ชื่อเสียงอันดีงามที่พวกคนภายนอกใฝ่หา
มันปรากฏอยู่ในชีวิตจริง เกิดขึ้นได้ทุกวัน สัมผัสได้จริงๆ
ขนาดพวกนางที่เป็นคนสูงวัยในจวน แค่จินตนาการว่าคุณชายยิ้มอย่างมีความสุขอยู่ในครอบครัวแบบนี้ ก็ยังรู้สึกอบอุ่นหัวใจเหลือเกิน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเหล่าฮูหยินเลย
เริ่มกินข้าว
ขณะที่ท่านย่าหม่ากำลังจะยื่นมือที่สวมแหวนทองออกไปบอกให้พวกหมอมอไม่ต้องแยกโต๊ะกิน พวกหมอมอก็ยิ้มพลางนั่งลงก่อนแล้ว
พวกนางรู้สึกว่าตัวเองอยู่ข้างนอกเป็นตัวแทนของจวนผู้สำเร็จราชการ
แต่ไหนแต่ไรมาจวนผู้สำเร็จราชการไปเป็นแขกใคร มารยาทที่ให้เกียรติมากที่สุดก็คือทำตามเจ้าบ้าน ต้องทำตามความเคยชินของเจ้าบ้าน ให้เจ้าบ้านรู้สึกสบายใจ
“ใช่ มาที่นี่ก็ต้องแบบนี้ บ้านเรากินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตา เจ้านั่นน่ะ ฝูกุ้ย ทำบะหมี่มาหน่อย”
ท่านลุงซ่งก็ยิ้มพลางทำท่าทางบอกพวกช่างฝีมือยี่สิบกว่าคนกับพวกบ่าวรับใช้ที่มากับขบวนรถม้า “กินให้อิ่มๆ นะ”
กินให้อิ่มเป็นการแสดงความจริงใจมากที่สุดของครอบครัวซ่งที่มีต่อแขก
ในเวลาเดียวกันที่จวนแม่ทัพ
หลิ่วฮูหยินยืนอยู่ตรงระเบียงทางเดินที่ทอดยาว มองไปไกลพลางพูด “หมอมอ เดิมทีข้าคิดว่าผู้ชายเพาะปลูก ผู้หญิงเย็บผ้า คือความจนตรอกของครอบครัวที่ยากจน แต่ดูนายอำเภอซ่งกับฮูหยินของเขาสิ ไม่ได้มีความจนตรอก แต่กลับดูแลกันเป็นอย่างดี”
หมอมอสูงวัยมองออกว่าเหล่าฮูหยินรู้สึกอิจฉา ลอบถอนหายใจ แต่ปากกลับตอบว่า “เป็นเรื่องที่น่าแปลก แต่ว่า ฮูหยินเจ้าคะ ฟังหมอมอสักหน่อย อย่าคิดมาก สาเหตุที่โลกนี้ถูกเรียกว่าแปลก เป็นเพราะคนแบบนี้กับเรื่องแบบนี้พบเจอได้น้อยมาก”
ต้องทราบก่อนว่าแม้แต่ครอบครัวชาวไร่ชาวสวน ผู้ชายกลับจากแปลงเพาะปลูกก็วางตัวเป็นใหญ่ มีเหรอจะทำกับข้าว ช่วยประคองลงจากรถม้า
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงครอบครัวที่มีฐานะส่วนใหญ่ แม้แต่ครอบครัวที่พอมีอันจะกินต่างก็อยากมีอนุทั้งนั้น ไม่มีหรอกรักเดียวใจเดียวแบบนี้ ขนาดไม่มีลูกชายให้ก็ยังดูแลดีขนาดนี้ พูดได้เพียงว่า ซ่งฮูหยินมีวาสนาดี เป็นคนโปรดของสวรรค์
หลิ่วฮูหยินยิ้ม
“อืม หมอมอ ข้าไม่ได้คิดมาก แค่รู้สึกว่าวันหน้าต้องเชิญซ่งฮูหยินมาเที่ยวจวนบ่อยๆ ข้าจะได้ฟังเรื่องแปลกๆ มากขึ้น ที่แท้โลกเราก็เป็นแบบนี้ ยังมีชีวิตแบบอื่นอีก”
หลิ่วฮูหยินไม่รู้ว่าซ่งฮูหยินยังกล้าด่าใต้เท้าซ่งด้วย ถ้ารู้เกรงว่าจะยิ่งช็อกหนัก
บนรถม้า
เฉียนเพ่ยอิงว่าซ่งฝูเซิง “ก่อนออกจากบ้านข้าก็บอกแล้วว่าอย่าเอาน้ำพริกสองกระปุกมา มันน่าอาย เจ้าก็ไม่เชื่อ แล้วดูทางนั้นให้อะไรเรา ข้าล่ะขายหน้าจริงๆ”
ซ่งฝูเซิงเรอเหล้าแล้วเถียงกลับ “น้ำพริกแล้วทำไม น้ำพริกก็เงินเหมือนกัน”