ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 779 อยู่ๆ ก็คิดถึงเจ้า
ตอนที่ 779 อยู่ๆ ก็คิดถึงเจ้า
ไม่ได้บอกว่าน้ำพริกไม่ดี แต่มันดูเหมือนไม่ใส่ใจ
ถ้าเขตทหารไม่ได้เพาะปลูกพริก เอาของขวัญแบบนี้ไปให้ แบบนั้นจะยิ่งได้หน้าเป็นทวีคูณ ดูมีความตั้งใจ
แต่ตอนนี้ เขตทหารทางนั้นมีการเพาะปลูกพริกแปลงใหญ่ แม่ทัพหลิ่วก็รู้ว่าของพวกนี้เป็นฝีมือของเจ้า ก็ยังจะหิ้วไปฝาก มันเหมือนกับว่าแค่หาอะไรติดไม้ติดมือไปให้
เฉียนเพ่ยอิงถลึงตาใส่ซ่งฝูเซิง
เห็นแก่หน้าลู่พั่นก็ไม่ควรงกขนาดนี้
ซ่งฝูเซิง ก่อนมาไม่ได้รู้เรื่องลู่พั่นเสียหน่อย
“อย่ามาเถียง ดูเอาแล้วกันว่าบ้านแม่ทัพหลิ่วให้อะไรกลับมา เห็นได้ชัดว่าของที่ทางนั้นให้เพราะเห็นแก่ลู่พั่น ไม่อย่างนั้นเจ้าเป็นแค่ขุนนางขั้นหกต้องให้ขนาดนี้เหรอ”
เฉียนเพ่ยอิงหยิบกล่องไม้สองกล่องมาจากด้านหลัง
พอเปิดกล่องออกซ่งฝูเซิงก็นั่งตัวตรง มองโสมแล้วมองเมีย
โสมหัวนี้เป็นรูปคนแล้ว มีแขนขาชัดเจน มูลค่าตั้งเท่าไหร่ แถมยังให้มาตั้งสองหัว
“ทางนั้นได้บอกหรือเปล่าว่าอายุกี่ปี”
“บอกได้ที่ไหนกัน มันจะดูเป็นการไม่ให้เกียรติ บอกแค่ว่าให้เอากลับไปให้ผู้เฒ่าผู้แก่กิน”
ซ่งฝูเซิงถึงได้เข้าใจว่าทำไมเมียถึงรู้สึกขายหน้า
โสมดีขนาดนี้ เอาไปที่ไหนก็มีเกียรติ ประเมินราคาไม่ได้ ของขวัญแบบนี้มูลค่าสูงมาก
แต่เขาหยิบโสมขึ้นมาดมพลางพูดปลอบเมีย “ไม่เป็นไรหรอก อยู่ติดเขาฉางไป๋ โสมไม่ใช่ของหายากสำหรับที่นี่ บนเขามีเยอะแยะ บ้านเขาคงมีอีกเยอะ”
แม้แต่ครอบครัวทหารยศเล็กก็คงมีของแบบนี้เหมือนกัน
ไปขุดเอาตอนลาดตระเวน
ขุดได้ก็เอามาให้หัวหน้าแสดงความจงรักภักดี นี่เป็นเรื่องปกติมาก
เป็นของมีค่าสำหรับเรา แต่อาจเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับพวกเขาก็ได้
“อืม พูดอย่างกับเป็นกระเทียม ถ้ามันง่ายแบบเจ้าว่าก็คงดี มา ข้าจะให้ดูอย่างอื่นอีก”
เฉียนเพ่ยอิงหยิบกล่องด้านหลังที่ห่อด้วยผ้าวิจิตรงดงาม
ซ่งฝูเซิงชะโงกหน้าไปมอง พูดไม่ออกแล้ว
ขนมิ้งค์สองผืน
ผืนหนึ่งเป็นสีดำไม่ใช่ของหายากอะไร
อีกผืนเป็นขนมิงค์สีขาว เป็นโทนสีขาวนวลออกเหลืองๆ
“หลิ่วฮูหยินบอกว่า ให้เอากลับไปตัดชุดให้ลูกสาว”
ซ่งฝูเซิงลูบขนมิงค์ พูดตอบ “ของแบบนี้ต้องเอาไปตัดชุดให้ลูกสาวเราอยู่แล้ว เดี๋ยวกลับไปข้าจะให้เหล่าฉินเรียกช่างตัดเย็บฝีมือดีที่สุดของฮุ่ยหนิงมา เมื่อก่อนข้าเคยให้เหล่าสุยช่วยหา อยากตัดชุดให้ลูกสักชุดมาตลอด”
โดยเฉพาะขนมิงค์สีขาว ถ้าทำเป็นผ้าคลุมไหล่ หมวก ผ้าพันคอ ถุงมือ ลูกสาวของเขาใส่คู่กับกระโปรงสีชมพูจะต้องดูเหมือนในเทพนิยายแน่นอน ลูกสาวของเขาแต่งตัวแบบนี้น่ามองมาก
ดูก็รู้ว่าขนมิงค์สองผืนนี้ของจวนหลิ่วถูกใจซ่งฝูเซิงมาก
เฉียนเพ่ยอิงบอกว่า “ยังมีผ้าอีกสี่ผืนกับขนมของจวนหลิ่วจำนวนหนึ่ง ทางนั้นให้ของขวัญมาสี่อย่างเชียวนะ มีผ้าสองผืนที่เป็นผ้าไหม อีกสองผืนเป็นผ้าต่วน เห็นบอกว่ามาจากทางโครยอ”
“โครยอเหรอ”
“อืม เห็นหลิ่วฮูหยินว่าแบบนั้น ทุกปีหลังเก็บเกี่ยวฤดูใบไม้ร่วง กษัตริย์ครองแคว้นโครยอจะส่งราชทูตนำขบวนมาถวายเครื่องบรรณาการให้ฮ่องเต้ ยังชวนแม่ไปดูด้วยกันปีนี้”
เฉียนเพ่ยอิงพูดถึงตรงนี้ก็ยื่นหน้าไปข้างหูซ่งฝูเซิงแล้วกระซิบบางอย่าง
ซ่งฝูเซิงฟังแล้วก็พยักหน้าไม่หยุด เมียเขาเดาถูก ต้องเป็นแบบนั้นแน่
ต้องผ่านเส้นทางนั้น ทางโครยอก็ต้องให้ของบรรณาการแก่แม่ทัพหลิ่วอยู่บ้างหรือเปล่า แม่ทัพหลิ่วจะได้ไม่ยกทัพไปตีฝั่งตรงข้าม
คิดว่าห้องเก็บของของจวนหลิ่วคงเต็มไปด้วยโสมโครยอ ไข่ปลาคาเวียร์ กุ้งมังกร ผ้าห่มในบ้านต้องเป็นผ้าต่วนอย่างดีแน่นอน
เมื่อไรบ้านเขาจะมีแบบนั้นบ้าง
ลูกสาวของเขาจะได้ได้กินไข่ปลาคาเวียร์กับกุ้งมังกรแบบรสชาติต้นตำรับ
ซ่งฝูเซิงดึงเฉียนเพ่ยอิงมากระซิบ “เมียจ๋า โครยอเป็นแหล่งอัญมณีด้วย ทางนั้นมีแหล่งเยอะ คงมีอีกหลายที่ที่ยังไม่ได้บุกเบิก”
คนคุมม้าที่นั่งอยู่ด้านนอกหน้าแดงหมดแล้ว “…”
ไม่รู้ว่าใต้เท้านายอำเภอกับฮูหยินทำอะไรอยู่ด้านใน กระซิบกระซาบคิกคักกัน บางช่วงก็มีเสียงหัวเราะ
เขาล่ะกลัวจะได้ยินเสียงที่ไม่ควรได้ยิน
อันที่จริงก็ไม่ได้คุยอะไรหรอก
แค่ซ่งฝูเซิงแกล้งหยอกเฉียนเพ่ยอิง “ทำไมเราจะตอบแทนน้ำใจไม่ได้ ไม่ใช่เรื่องใหญ่ คราวหน้าไปจวนหลิ่ว ข้าจะเอาพริกแกงไป ให้พวกเขาเตรียมหม้อ เดี๋ยวจะทำบะหมี่แกงเผ็ดให้กิน พวกเขาปลูกพริกได้ แต่ทำพริกแกงเป็นเหรอ พวกเราน่ะขายฝีมือ”
…
ด้านหน้าไม่มีมือปราบนำขบวนเปิดทาง ไม่มีบ่าวรับใช้ติดตาม เป็นรถม้าธรรมดาๆ กลับถึงที่ว่าการอำเภออย่างเงียบๆ
พวกชาวบ้านต่างไม่รู้ว่าวันนี้ใต้เท้าออกไปข้างนอกมา
พอซ่งฝูเซิงเข้าไปในที่ว่าการอำเภอก็ถามว่าติดประกาศหรือยัง ยื่นมือออกไปขอรายชื่อ
จากนั้นก็ถามว่างานที่สั่งไว้ทำเสร็จหมดหรือยัง
“จริงสิ วันนี้ให้ทางครัวหุงข้าวทำเนื้อสัตว์ให้ว่านปิ่งอี้กินหน่อย บอกเขาว่าเย็นนี้จะให้เขาได้เจอหน้าครอบครัว รวมถึงน้องชายสองคนที่ถูกขังไว้ด้วย จะได้เจอกันหมด”
วะ ว่าไงนะใต้เท้า
ซ่งฝูเซิงคิดในใจ เขาไม่สนหรอกว่าขุนนางคนอื่นทำอย่างไร เขาทำตามสไตล์ของตัวเอง อย่างไรเสียเขาก็มาจากยุคปัจจุบัน เคารพสิทธิส่วนบุคคล เขาหวังว่าจะมีการผ่อนปรนในบางด้านบ้าง แต่ที่นี่มีสิทธิส่วนบุคคลที่ไหนกัน มีแต่อำนาจจักรพรรดิ
ว่านปิ่งอี้จะถูกเอาตัวไปแล้ว
วันนี้ฟังจากที่แม่ทัพหลิ่วพูด ต้องการเขียนหนังสือร้องทุกข์กล่าวโทษถึงฮ่องเต้ จากนั้นจะให้ทหารคุมตัวนักโทษไป
ในสายตาของแม่ทัพหลิ่ว ว่านปิ่งอี้ไม่ใช่ญาติ เป็นเพียงนักโทษราชสำนักที่เกี่ยวพันถึงรองเสนาบดีเหมาขุนนางขั้นสาม กับเจ้าหน้าที่สำคัญหลายคนในกรมคลัง
หรือก็หมายความว่า ว่านปิ่งอี้จะไม่ได้กลับมาแล้ว
ตอนนี้ไม่ใช่เรื่องจะเนรเทศหรือไม่อีกต่อไป
นี่อาจเป็นครั้งสุดท้ายที่เขาจะได้เจอหน้าครอบครัว
กินข้าวจนอิ่มท้องเป็นครั้งสุดท้าย
หลังจากว่านปิ่งอี้ถูกไต่สวนเสร็จ วิธีตายที่ดีหน่อยก็คือไปทดสอบปืนใหญ่ชนิดใหม่
ในยุคโบราณมีหน่วยงานเฉพาะทางที่รับผิดชอบเรื่องแบบนี้ เวลาที่คิดค้นคันธนูได้ใหม่หรือปืนใหญ่ชนิดใหม่ออกมาได้ ก็จะให้นักโทษคดีอุกฉกรรจ์มาเป็นหนูทดลองก่อนตาย เพื่อทดสอบวิถียิงและพลังทำลายล้าง
รองนายอำเภอพานรีบส่งคนไปบอกครอบครัวว่าน
ตอนนี้พวกสมุดบัญชีของสกุลว่านถูกยึดมาหมดแล้ว ฟังจากมือปราบที่ไปที่นั่นเล่า สกุลว่านที่มีอิทธิพลในฮุ่ยหนิงมาหลายปีเกิดความโกลาหลในชั่วข้ามคืน แม่เฒ่าสกุลว่านเป็นลมไปหลายรอบ พวกญาติๆ ก็ทะเลาะกัน แถมยังร่ำๆ ว่าต้องการมาร่างหนังสือที่อำเภอเพื่อตัดความสัมพันธ์
ผู้ช่วยหลี่ว์มองตามหลังซ่งฝูเซิงที่กำลังเดินไปเรือนหลัง อยู่ๆ เขาก็รู้สึกว่ามองนายอำเภอคนใหม่ไม่ออกแล้ว
เสมียนฉินรีบไปบอกว่านปิ่งอี้ที่อยู่ในคุก
“เจ้าน่าจะรู้จุดจบของตัวเองใช่ไหม…
…เจ้าก็เป็นผู้ตรวจลาดตระเวนมาหลายปีแล้ว คำพูดบางอย่างไม่ต้องพูดอะไรมาก…
…คิดดูแล้วกันว่าจะมีนายอำเภอคนไหนที่ใจดีอย่างนายอำเภอซ่ง ไม่เพียงแต่จะรับปากเจ้า ตัดสินโทษเบาให้น้องชายสองคนของเจ้า ยังให้เจ้าได้กินดีเจอหน้าลูกเมียกับแม่ก่อนไปอีก…
…อย่าหาว่าข้ายุ่งเลยนะว่านปิ่งอี้ เจ้ามีวันนี้ได้ไม่ใช่เพราะใต้เท้าใส่ร้ายเจ้าเลย โชคชะตานำพา มันถึงเวลาแล้ว…
…เจ้าควรรู้สึกขอบคุณนายอำเภอซ่ง เขาจะไม่ให้เจ้าเจอหน้าแม่กับลูกเมียก็ได้…
…ดังนั้นอีกเดี๋ยวได้เจอกัน เจ้าก็บอกครอบครัวเจ้าเถอะ โกรธแค้นนายอำเภอไม่ได้หรอก”
ว่านปิ่งอี้พยักหน้าทั้งน้ำตา “เสมียนฉิน พวกเรารู้จักกันมาหลายปี ข้ารบกวนหน่อย ข้าอยากเจอใต้เท้านายอำเภออีกครั้ง”
เสมียนฉินส่ายหน้า มีแขกคนสำคัญมาหานายอำเภอ เขาไม่ว่างมาฟังเจ้ารำพึงรำพันหรอก
บอกแล้วไม่ใช่เหรอ ไม่มีทางปล่อยให้ใครทำร้ายน้องชายสองคนของเจ้าได้ เนรเทศที่ว่าก็ไม่ใช่เนรเทศจริงๆ
เป็นการแลกเปลี่ยนตัวนักโทษกับทางแม่ทัพหลิ่ว
น้องชายสองคนของเจ้าจะไปขุดเหมืองที่แม่ทัพหลิ่วสองปี ส่วนนักโทษที่แม่ทัพหลิ่วส่งมาไม่รู้จักฮุ่ยหนิง ทางนี้จะสั่งพวกเขาทำงานอะไรก็สะดวก
ดังนั้นพอเถอะ อย่าคิดจะเจอคนนี้คนนั้นอีกเลย เรื่องของเจ้าถือว่าจบลงตรงนี้แล้ว “กินข้าวให้อิ่มเถอะ”
…
ส่วนซ่งฝูเซิงที่กลับถึงเรือนหลัง ลูบพวกเครื่องเรือนใหม่ที่จวนผู้สำเร็จราชการเอามาให้แม่เขา โดยเฉพาะเก้าอี้ขุนนางของเขา ในใจเกิดความรู้สึกที่บอกไม่ถูก
ซ่งฝูเซิงยืนอยู่ที่ริมหน้าต่างลำพัง มองท้องฟ้ายามราตรี
ท่านลุงเป็นอะไรไป
เฉียนเพ่ยอิงรีบดึงตัวหมี่โซ่วที่กำลังจะเข้าไปในห้อง
ท่านลุงของเจ้าน่ะ แต่ไหนแต่ไรมาแสดงออกว่าตัวเองเป็นคนใจแข็ง น้อยครั้งที่จะเป็นห่วงคนนอก แต่เวลานี้เขาน่าจะคิดถึงพี่แม่ทัพเล็กของเจ้าแล้ว
ควรจะพูดอย่างไรดีล่ะ
จริงสิ ช่วงนี้พี่สาวเจ้าชอบฮัมเพลงอะไรนะ
อยู่ๆ ก็คิดถึงเจ้า เจ้าไปอยู่ที่ไหน มีความสุขหรือเศร้าใจ
สำหรับท่านลุงของเจ้าก็คือ อยู่ๆ ก็คิดถึงเจ้า เจ้าไปอยู่ที่ไหน ทำศึกราบรื่นหรือไม่ ไม่มีข้าไปส่งเสบียง รู้สึกหิวอยู่หรือเปล่า
อืม เฉียนเพ่ยอิงนึกถึงตรงนี้ก็พยักหน้า ความหมายประมาณนี้แหละ