ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 781 เดินบนทางสามัญชน
ตอนที่ 781 เดินบนทางสามัญชน
คนสกุลซ่งยืนอยู่หน้าประตูเมือง ส่งกลุ่มคนที่จวนผู้สำเร็จราชการส่งมา
พวกหมอมอนั่งอยู่บนรถม้า โบกมือให้ท่านย่าหม่าไม่หยุด
ขบวนรถม้าบรรทุกของดีของฮุ่ยหนิงกลับไป เช่น เห็ดหูหนู เป็นต้น
มีเป็นกระสอบใหญ่หลายกระสอบ
ท่านย่าหม่าเองก็พยายามโบกมือข้างที่ใส่แหวนทองตอบกลับ รีบกลับไปนะ
กลับไปเล่าให้องค์หญิงฟัง
ว่าครอบครัวเราเป็นกันเองขนาดไหน ต้อนรับอย่างอบอุ่นขนาดไหน
ลูกสามของข้าเก่งขนาดไหน
แน่นอนว่าเรื่องพวกนี้ไม่ได้สำคัญมาก จะเอ่ยถึงคนพวกนี้หรือไม่ก็ได้
เรื่องสำคัญที่สุดคือ รีบกลับไปเล่าให้องค์หญิงฟังว่า หลานสาวคนเล็กข้องข้ากตัญญูและฉลาดขนาดไหน
จะให้ดีต้องเล่าให้องค์หญิงฟังจากปากของพวกเจ้า ถึงแม้หลานสาวของข้าจะมีชาติกำเนิดที่ไม่สูงศักดิ์ แต่นางเติบโตมาในครอบครับที่อบอุ่นมาก สามารถสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นจากทุกที่ในบ้าน เด็กแบบนี้หัวใจหวานแหววแน่นอน
เอาเป็นว่าตระกูลลู่ของพวกเจ้าไปคิดดูเอาเองแล้วกัน
พอส่งคนตระกูลลู่กลับไปแล้ว ซ่งฝูเซิงก็กลับเข้าที่ว่าการอำเภอแล้วเริ่มปลดคน
วันนี้เขาจงใจเรียกมือปราบทั้งหมดกับกลุ่มผู้ตรวจลาดตระเวนเข้ามา
ฝูกุ้ยยืนอยู่ตรงมุม อุ้มหมี่โซ่วกำลังกวาดตามองดู
หมี่โซ่วมองดูพลางวาดสัญลักษณ์ว่าแถวที่เท่าไรคนที่เท่าไหร่บนไหล่ของลุงฝูกุ้ย
หลังจากเขาทำสัญลักษณ์มือปราบคนที่วันนั้นไม่เชื่อฟังท่านลุงเสร็จ กระดาษใบนี้ก็ถูกส่งไปที่ซ่งฝูเซิง
ซ่งฝูเซิงเอาไปเทียบกับข้อมูลที่ผู้ช่วยหลี่ว์เขียนมาให้ คนที่อายุมากเขาก็ตัดทิ้ง
จากนั้นผู้ช่วยหลี่ว์ถึงเริ่มถือกระดาษใบนี้เรียกรายชื่อคนที่โดนปลด แถวแรกคนที่สี่ก้าวออกมา คนที่ห้า คนที่เจ็ด…
ในขณะที่ผู้ช่วยหลี่ว์รับบทเป็นคนใจร้ายปลดมือปราบ เขาก็รับบทเป็นคนดีที่ช่วยปลอบ
“พวกเจ้าไม่ผ่านการทดสอบเป็นมือปราบ…
…แต่อย่าเพิ่งท้อ งานมีมากมาย แต่ละอาชีพล้วนมีคนเก่ง…
…นับแต่วันนี้เป็นต้นไป พวกเจ้าไม่ได้เป็นมือปราบแล้ว แต่อาจไปได้ดีในสายงานอื่นก็ได้…
…คำพูดนี้ข้าไม่ได้พูดปลอบพวกเจ้า ถือเป็นการบอกข่าววงในแล้วกัน…
…วันหน้าฮุ่ยหนิงของเราจะมีการรับสมัครคนมีฝีมือที่กล้าทำงานอีกจำนวนมาก…
…ใครที่รู้สึกเจ็บใจ คิดว่าตัวเองเป็นคนมีความสามารถ การที่ข้าปลดออกถือเป็นการกระทำที่ผิด เมื่อถึงตอนนั้นก็ยินดีต้อนรับพวกเจ้ากลับมาทำงานอีกครั้ง…
…นอกจากนี้ กลับไปบอกคนในครอบครัวว่า ไม่มีอะไรน่าอาย…
…การปลดคนครั้งนี้ไม่ได้เป็นการเล่นงานเฉพาะเจาะจง วันหน้ายังมีอีกทุกปี การทดสอบมีทุกเดือน…
…คนไม่ผ่านก็ปลดออก เอาคนเก่งเข้ามา เรียกได้ว่าพวกเจ้ายังมีโอกาสกลับมาสวมชุดมือปราบอีกครั้ง”
พวกมือปราบหน้าใหม่ที่เพิ่งรับเข้ามาแอบตกใจ ว่าอย่างไรนะ พวกข้าก็อาจถูกปลดได้เหรอ
พวกเด็กหนุ่มที่มาจากครอบครัวยากจนเหล่านี้กัดฟัน
ยอมไม่ได้เด็ดขาด พวกเขาต้องตั้งใจทำงาน เพื่อรักษางานเอาไว้
“อาฝูกุ้ย ทำไมท่านลุงต้องปลอบคนพวกนี้ด้วย”
ฝูกุ้ยพาหมี่โซ่วเดินไปทางเรือนหลังพลางอธิบาย
“ท่านลุงของเจ้าเพิ่งรับตำแหน่งได้ไม่กี่วัน จะปล่อยให้เกิดความวุ่นวายไม่ได้…
…พวกคนเลวถูกจับ คนอื่นอาจคิดว่าสมควรแล้ว…
…แต่ถ้าเพื่อนร่วมงานของเขาพากันไม่พอใจ มือปราบถูกปลดตั้งมากขนาดนี้ก็ไม่พอใจไปด้วย แบบนั้นนานวันเข้าก็จะมีคนตั้งแง่ลับหลัง อะไรจะบังเอิญขนาดนี้ เมื่อก่อนฮุ่ยหนิงก็ดีอยู่แล้ว ทำไมพอลุงเจ้ามาก็วุ่นวายไปหมด…
…คนที่ไม่รู้ความจริงจะคิดว่าท่านลุงของเจ้าเข้ากับใครไม่ได้ ไม่อย่างนั้นทำไมถึงได้เกิดเรื่องใหญ่ขนาดนี้…
…พวกเราต้องประนีประนอมหน่อย อย่าเอะอะก็ใช้ไม้แข็ง เดี๋ยวถึงเวลาเสื่อมเสียชื่อเสียงมันจะดูไม่ดี”
หมี่โซ่วส่ายมือ ไม่ต้องพูดแล้ว ข้าเข้าใจ ก็คือข้าวต้องค่อยๆ กิน เท้าต้องค่อยๆ เดิน เป็นขุนนางก็ต้องว่าไปตามขั้นตอน
…
“ท่านแม่ไม่ต้องไปหรอก พวกเราไปไม่กี่วันก็กลับแล้ว” ซ่งฝูเซิงเสร็จเรื่องปลดคน ก็เตรียมลงพื้นที่ไปดูพวกหมู่บ้านสำคัญๆ หน่อย
ท่านย่าหม่ากอดห่อสัมภาระปีนขึ้นรถม้า ไม่ฟัง
ถ้านางไม่ตามไปด้วยก็จะไม่ได้เจอพั่งยาตั้งหลายวัน
ท่านลุงซ่งยึกยักจะปีนขึ้นรถม้า ถูกซ่งฝูเซิงห้ามไว้ คนนี้ยิ่งต้องเกลี้ยกล่อม
อายุมาก พาไปลำบากลำบนต่อเนื่องจะป่วยเอาง่ายๆ
“ท่านลุงซ่ง อยากได้ที่ดินไปปลูกผักไม่ใช่เหรอ ข้าให้พวกเขาจัดการแล้ว ท่านลุงซ่งต้องไปเลือก”
พอได้ยินเรื่องที่เพาะปลูก ท่านลุงซ่งก็ไม่ดันทุรังแล้ว
“เช่นนั้นหลานเซิง รีบไปรีบกลับนะ”
“ได้”
“เอาเสื้อกันฝนไปหรือยัง เสบียงอาหารแห้งล่ะ ร่มล่ะ”
“เอาไปแล้ว”
ซ่งฝูเซิงไปพร้อมกับลูกเมีย หมี่โซ่ว จินเป่า เอ้อร์หลัง ซื่อจ้วง ฝูกุ้ย เถี่ยโถว เถาฮวา เป่าจู รวมถึงเสมียนฉินกับเจ้าหน้าที่บันทึกอีกสองคน มือปราบสิบสองคน ออกเดินทางเป็นขบวนยาว
นั่งอยู่ภายในรถม้า ได้ยินลูกสาวหัวเราะคิกคักกับพวกเถาฮวาเป่าจู เขาก็ถอนหายใจ
บอกว่าจะไปสำรวจ นี่กลายเป็นการไปเที่ยวทั้งครอบครัวแล้ว
สถานที่แรกเป็นหมู่บ้านที่ชื่อว่าเหลี่ยงเจียง
หลี่เจิ้งของที่นั่นพาพวกคนหนุ่มของหมู่บ้านมาพากลุ่มของซ่งฝูเซิงไปตรงหุบเขาลำธารในป่า เพื่อตามหาร่องรอยของหินซงฮวาตามที่ใต้เท้าบอก
“ใต้เท้า ก็คือหินที่เก็บได้จากในเขานี้ขอรับ”
คนในหมู่บ้านชอบมาเก็บหินที่แอ่งนี้กัน
เพราะมีตำนานท้องถิ่น
บอกว่าหินประเภทนี้เป็นหินที่นางสวรรค์เผลอทำหล่นจนเกิดสระที่อยู่บนเขาฉางไป๋ จากนั้นก็เลยมีหินสวยงามจำนวนมากเหล่านี้ปรากฏ
ในมือของซ่งฝูเซิงมีกระบองไม้เอามาเป็นไม้เท้า เดินไปตามทางน้ำไหลจนไปถึงริมแม่น้ำ
หยุดยืนอยู่ตรงทางโค้ง อืม ที่นี่มีหินซงฮวาเยอะจริงๆ
ท่านย่าหม่าแอบดึงชายเสื้อฝูหลิง ขยิบตาให้ พั่งยา เดี๋ยวพวกเราหอบกลับไปหน่อย
ได้เลยท่านย่า
ซ่งฝูหลิงย่อตัวลงลูบหินก้อนใหญ่ก้อนหนึ่ง ควรเอาก้อนใหญ่ไปวางไว้ในพื้นที่พิเศษ
พักอยู่ที่หมู่บ้านเหลี่ยงเจียงสามวัน ดูการเพาะปลูกของชาวบ้าน ถามไปหลายอย่าง จากนั้นพวกซ่งฝูเซิงก็เดินทางไปหมู่บ้านอันถูต่อ
พอเข้าหมู่บ้านก็รู้สึกว่าพวกชาวบ้านยืนตัวเกร็ง มีแค่หัวหน้าตระกูลที่เป็นหลี่เจิ้งด้วยพยายามฝืนยิ้ม แตกต่างกับชาวหมู่บ้านเหลี่ยงเจียงอย่างเห็นได้ชัด
ต้องทราบก่อนว่า ตอนอยู่หมู่บ้านเหลี่ยงเจียงพวกซ่งฝูเซิงกินอยู่อย่างดี
ถึงขั้นที่ว่าเป็นเพราะเรื่องนี้ ซ่งฝูเซิงยังเคยตำหนิเสมียนฉินต่อหน้าชาวบ้าน
“เป็นขุนนางประสาอะไร มาบ้านชาวบ้านคิดว่าตัวเองเป็นเจ้านายรึ สาเหตุที่ชาวบ้านนับถือเรา เป็นเพราะคาดหวังว่าพวกเราจะมีจิตใจดีมีเมตตา”
ตอนนั้นเสมียนฉินตบแขนเสื้อสองทีแล้วคุกเข่าลง ดวงตาแดงก่ำพูดอย่างจริงจัง
“ใต้เท้าสั่งสอนถูกแล้วขอรับ ข้าทำงานไม่รอบคอบ ความเมตตาของใต้เท้ายิ่งทำให้ข้าตระหนักได้ ข้าอยู่ข้างกายใต้เท้ายังต้องเรียนรู้อีกมาก”
เล่นเอาซ่งฝูเซิงไปต่อไม่ถูก
แต่เวลานี้ เสมียนฉินวางมาดอีกครั้ง หมู่บ้านอันถูไม่เห็นใต้เท้านายอำเภออยู่ในสายตาเลยหรืออย่างไร
ใต้เท้าบอกว่าต้องมีเมตตากับพวกเจ้า นั่นเป็นเพราะใต้เท้ามีชาวบ้านอยู่ในหัวใจ
แต่พวกเจ้ามีสิทธิ์อะไรมาทำหน้าบึ้งตึงใส่ใต้เท้านายอำเภอ
ชักสีหน้าให้ใครดู
พวกชาวบ้านไม่ได้ตั้งใจจริงๆ กำลังกลุ้มใจมาก ต่อให้เจ้าเป็นเง็กเซียนฮ่องเต้มา พวกเขาก็ยิ้มไม่ออก
ซ่งฝูเซิงเก็บข้อมูลที่ได้มา เขาทำความเข้าใจเกี่ยวกับหมู่บ้านนี้มาก่อนแล้วยื่นข้อมูลให้ฝูกุ้ยเก็บลงกระเป๋าแล้วเดินขึ้นหน้าไปพูด
“สกุลว่านล้มลงแล้ว พวกท่านกำลังกลุ้มใจใช่ไหมว่าจะทำอย่างไรกับน้ำผึ้งที่เก็บมา”