ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 782 ซ่งฝูเซิง ความรักของเจ้าไม่สิ้นสุด
ตอนที่ 782 ซ่งฝูเซิง ความรักของเจ้าไม่สิ้นสุด
มีผู้หญิงคนหนึ่งในหมู่บ้านเปิดประตูไม้ วิ่งเข้าไปในเขตบ้านแล้วตะโกนเรียก
“พี่สะใภ้ ท่านอาหลี่เจิ้งบอกให้หม่านตุ้นบ้านพี่ลงเขา เขายังหนุ่ม แข้งขาดี พูดจารู้เรื่องอันดับต้นๆ ของหมู่บ้าน พรุ่งนี้ให้พาพวกใต้เท้านายอำเภอขึ้นเขาไปดูเก็บน้ำผึ้ง”
ครอบครัวนี้เป็นครอบครัวใหญ่ที่เก็บน้ำผึ้งเป็นหลัก
ในลานบ้านมีหญิงสูงวัยนั่งอยู่คนหนึ่ง ก้มหน้าเปิดกล่องผึ้ง พูดโดยไม่รู้สึกตื่นเต้นอะไร
“เรียกหม่านตุ้นทำไม ให้เขาลงเขาไปหนึ่งวันเสียเวลาเก็บน้ำผึ้งตั้งเท่าไหร่…
…อย่าหาว่าข้าสอนเลยนะจวี๋เซียง ทำไมเจ้าใจกว้างขนาดนี้ นายอำเภอดูเสร็จแล้วเขาจะทำอย่างไรได้…
…เพราะนายอำเภอจับเศรษฐีว่านไปนั่นแหละ พวกเราถึงได้ต้องมาลำบากแบบนี้…
…พอเขาดูจนพอใจแล้วก็กลับ…
…พวกเรานี่สิที่ต้องดิ้นรนกันเอง…
…หม่านตุ้นบ้านข้าบอกแล้วว่า ไม่สู้หาน้ำผึ้งให้ได้มากๆ พวกเราเข็นเข้าไปขายในเมืองทีละจินดีกว่า”
นางพูดถึงตรงนี้ พอคิดว่าชีวิตต่อจากนี้จะต้องลำบาก น้ำตาก็ไหล
ที่นี่เป็นแหล่งน้ำผึ้ง รอบเขาลูกนี้มีหลายหมู่บ้านที่เลี้ยงผึ้ง
ดังนั้นถ้าอยากเอาเข้าไปขายในตัวอำเภอ ราคาก็ไม่ดีมากนัก
แล้วจะไม่ให้แค้นซ่งฝูเซิงได้อย่างไร ตัดช่องทางทำมาหากินแบบนี้
ทำไมต้องจับเศรษฐีว่านไปด้วย เขาดีจะตาย ช่วยรับซื้อน้ำผึ้งจากพวกเขา พวกเขาไม่ต้องปีนเขาข้ามน้ำเอาออกไปขายเอง
“พี่สะใภ้ เบาเสียงหน่อย อยากให้หม่านตุ้นบ้านพี่ติดคุกหัวโตเหรอ”
ต่อให้เป็นแบบนั้นจริงก็ต้องเก็บเอาไปด่าในใจ
นายอำเภออยู่ในหมู่บ้าน เกิดเขาได้ยินเข้าเดี๋ยวจะซวยเอานะ
ยิ่งไปกว่านั้น มันไม่ได้เป็นจริง
หญิงวัยกลางคนเข้าไปกระซิบข้างหูหญิงสูงวัย
หญิงสูงวัยยิ่งฟังดวงตาก็ยิ่งเปล่งประกาย “จริงเหรอ”
“ใช่ นั่นใต้เท้านายอำเภอนะ พี่สะใภ้!…
…ข้าไปฟังอยู่ข้างอาหลี่เจิ้ง ฟังแล้วก็ตาลุกวาว ใต้เท้านายอำเภอมาแก้ปัญหาให้พวกเราแล้ว…
…พี่ลองคิดดูสิ ถ้าเขาไม่สนใจความเป็นอยู่ของพวกเรา อากาศร้อนแบบนี้ พรุ่งนี้ยังจะเหนื่อยไปขึ้นเขาทำไม…
…เขานั่งจิบชาโบกพัดเย็นๆ นอนอยู่ในที่ว่าการไม่ดีกว่าเหรอ…
…เร็วเข้า พวกผู้ชายในหมู่บ้านเลี้ยงผึ้งอยู่บนเขา ผู้หญิงอย่างพวกเราต้องจัดหาอาหารที่หลับที่นอนให้”
หญิงสูงวัยตื่นเต้นจนริมฝีปากสั่น บ้านนางมีผึ้งเยอะ “เช่นนั้นข้าจะไปเรียกหม่านตุ้น”
“พี่สะใภ้ รอเดี๋ยว ห้องใหม่บ้านพี่กว้างดี เช่นนั้นให้ครอบครัวใต้เท้านายอำเภอพักห้องใหม่ที่เตรียมไว้ให้หม่านตุ้นแต่งงานได้ไหม”
หญิงสูงวัยรีบวิ่งออกไป พอได้ยินแบบนั้นก็โบกมือให้โดยไม่หันกลับมามอง นั่นไม่ใช่ปัญหา
ขอแค่นายอำเภอหาวิธีรับซื้อน้ำผึ้งจากบ้านนางได้ อย่าว่าแต่ให้พักอาศัยเลย นางยังจะยกน้ำล้างเท้ามาให้ อาบน้ำขัดหลังทำกับข้าวให้ฮูหยินนายอำเภอยังได้เลย
ประตูรั้วไม่ได้ปิด แม่ของหม่านตุ้นวิ่งหายไปแล้ว หญิงวัยกลางคนที่มาส่งข่าวก็ตามหลังไป รีบร้อนไปแจ้งบ้านอื่นต่อ
อันที่จริงเรื่องแจ้งข่าวไม่สำคัญหรอก
เรื่องสำคัญคือ ต้องหาทางให้ทุกบ้านช่วยกันรวบรวมผัก เนื้อสัตว์ ข้าวสาร
พยายามทำอาหารอย่างสุดความสามารถให้ใต้เท้านายอำเภอได้กิน
ในเวลาเดียวกันตรงริมหมู่บ้าน
ข้างกายของซ่งฝูเซิงมีพวกเจ้าหน้าที่ของที่ว่าการอำเภอและหลี่เจิ้งของหมู่บ้าน พวกเขากำลังดูแปลงเพาะปลูก
“มีที่แค่นี้เหรอ”
หลี่เจิ้งกำลังจะคุกเข่าตอบ แต่ซ่งฝูเซิงยกมือห้าม “ข้าถามอะไรไม่จำเป็นต้องคุกเข่า ไม่ถือเป็นความผิด ขอแค่คิดให้ดีก่อนตอบเป็นพอ”
หลี่เจิ้งถึงได้เข้าไปยืนข้างซ่งฝูเซิง โค้งตัวเล็กน้อย
“หมู่บ้านเราสามด้านติดภูเขา อีกหนึ่งด้านติดน้ำ ที่ดินเพาะปลูกมีจำกัด…
…ไม่เหมือนพวกหมู่บ้านที่อยู่ด้านนั้นของภูเขา ถึงแม้หมู่บ้านด้านนั้นจะเก็บน้ำผึ้ง แต่พวกเขาก็เพาะปลูกด้วย…
…ส่วนหมู่บ้านเราเจ็ดสิบสี่ครัวเรือนจะอาศัยการเก็บน้ำผึ้งเป็นอาชีพหลัก….
…เงินที่ขายน้ำผึ้งได้ในแต่ละปีต้องเอาไปซื้อเสบียงมาตุน ไม่อย่างนั้นที่ปลูกไว้ก็ไม่พอกิน”
ซ่งฝูเซิงถาม “ในหนึ่งปีแต่ละครอบครัวทำเงินได้เท่าไหร่”
พอพูดถึงเรื่องนี้หลี่เจิ้งก็กลุ้มใจ ปิดบังไว้ไม่อยู่
“เรียนใต้เท้า อาชีพนี้ต้องพึ่งพาสวรรค์เลี้ยงดู…
…สองปีก่อนเก็บได้น้อย น้ำผึ้งที่เก็บได้มีน้อยกว่าปีก่อนหน้าครึ่งหนึ่ง…
…ปีที่แล้วสวรรค์พิโรธ ฝนตกหนักหลายวัน เกิดภัยพิบัติ เก็บได้น้อยกว่าปีก่อนหน้านั้นเกินครึ่ง ได้มาไม่กี่เงินทองแดงขอรับ…
…ฤดูร้อนกับฤดูใบไม้ร่วงยังพอไหว อยู่ติดกับเขาก็หากินบนเขา ขุดผักป่า เก็บเห็ดมาไว้กิน ไม่กินข้าว…
…พอถึงปลายปี มีหลายครอบครัวที่อดอยาก ถึงขั้นต้องแทะเปลือกไม้ เด็กผู้ชายในหมู่บ้านตายไปหกคน”
เสมียนฉินแอบฉวยโอกาสตอนซ่งฝูเซิงไม่สังเกต ถลึงตาใส่หลี่เจิ้ง ถามเรื่องเงิน พูดเรื่องคนตายทำไม
แถมพูดๆ อยู่ก็น้ำตาไหล
ไม่ได้ให้ร้องเพลงสรรเสริญใต้เท้า แต่จะมาร้องไห้ก็ไม่ดีหรือเปล่า
หลี่เจิ้งถึงได้รีบเอาแขนเสื้อเช็ดน้ำตา
พอพูดถึงเด็กผู้ชายที่ตายไปเขาก็รู้สึกแย่ ประชากรในหมู่บ้านมีน้อย เด็กผู้ชายแต่ละคนล้วนเป็นแก้วตาดวงใจ
อีกอย่าง ไม่อย่างนั้นทำไมพวกเขาต้องกลัวว่าสกุลว่านจะล้มลงด้วย สองปีที่ผ่านมาซบเซา หวังว่าปีนี้จะได้ลืมตาอ้าปาก ปรากฏว่าเหมือนมีเสียงฟ้าผ่าดังสนั่น เศรษฐีว่านไม่อยู่แล้ว ไปติดคุก
หลี่เจิ้งสงบสติอารมณ์แล้วกลับเข้าเรื่อง บอกซ่งฝูเซิง
“ใต้เท้า ยกตัวอย่างครอบครัวที่สมาชิกน้อยที่สุดในหมู่บ้าน มีหกคน…
…ถ้าเป็นยามปกติ เช่นปีนี้…
…ครอบครัวนั้นทั้งครอบครัวก็จะพยายามกันอย่างเต็มที่ เลี้ยงกล่องผึ้งหกสิบกล่องทั้งบนเขา หน้าบ้าน หลังบ้าน…
…ผึ้งหนึ่งกล่องจะให้น้ำผึ้งได้ประมาณยี่สิบจิน…
…น้ำผึ้งหนึ่งจิน เศรษฐีว่าน ไม่สิ นักโทษว่านจะรับซื้อในราคาจินละสิบเหวิน ในหนึ่งปีก็จะได้เงินประมาณสิบเอ็ดสิบสองตำลึงขอรับ”
กลัวว่าซ่งฝูเซิงจะเข้าใจผิดว่าหกคนนี้ทำเงินได้สิบกว่าตำลึงก็เยอะแล้ว หลี่เจิ้งจึงรีบร้อนพูดต่อ
“แต่ว่าใต้เท้า สิบกว่าตำลึงนี้คือทั้งหมดของครอบครัวนี้ กินใช้รวมอยู่ในนั้นหมด…
…ตอนนี้ขนาดเกลือหยาบราคายังตั้งจินละแปดสิบห้าเหวิน เงินหนึ่งตำลึงยังซื้อธัญพืชหยาบได้ไม่ถึงสองร้อยจิน ในหนึ่งปีหกคนนี้ใช้เงินสิบสองตำลึงเพื่อปากท้องยังกินไม่อิ่มเลยด้วยซ้ำ…
…ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่า เลี้ยงผึ้งเก็บน้ำผึ้งในหนึ่งปียังต้องถูกหมีสองสามตัวมาขโมยกินอีก”
ซ่งฝูเซิงฟังจบก็พูดขึ้น “ราคาเกลือไม่มีทางขึ้นสูงอีกแล้ว ราคาเสบียงอาหารก็จะลดลงด้วย ปีนี้พวกท่านทำงานทั้งปี ต่อให้ได้เงินแค่สิบสองตำลึงก็กินอิ่มท้องได้”
หลี่เจิ้งไม่ค่อยเข้าใจความหมายของใต้เท้านายอำเภอ
เสมียนฉินที่อยู่ด้านหลังซ่งฝูเซิงถลึงตาใส่เขา พูดชี้แนะ “กลับไปบอกพวกชาวบ้านว่า ขายน้ำผึ้งพวกนี้เสร็จอย่าเพิ่งรีบซื้อเสบียงมาตุน อีกเดือนกว่าหลังเข้าฤดูใบไม้ร่วงค่อยซื้อมาเก็บ ใต้เท้านายอำเภอของเราจะหาทางทำให้ราคาข้าวของลดลง”
หลี่เจิ้งที่ยืนอยู่ริมแปลงเพาะปลูกเขียวชอุ่มผืนน้อยพูดขึ้นด้วยความดีใจ “ขอข้าคุกเข่าคำนับ ข้าต้องคำนับให้ได้” สุดท้ายน้ำตาก็ไหลออกมา
หลี่เจิ้งของหมู่บ้านนี้ร้องไห้เก่ง
เสมียนฉินกลับไม่ทำท่ารังเกียจแบบก่อนหน้านี้ ถอนหายใจเหมือนซ่งฝูเซิง
ซ่งฝูเซิงถามต่อว่าเมื่อก่อนสกุลว่านรับซื้อน้ำผึ้ง เก็บได้มากน้อยก็จินละสิบเหวินเหมือนกันหมดเหรอ
ถูกต้อง สิบเหวิน
ซ่งฝูหลิงกำลังเรียนความรู้เกษตรจากครอบครัวชาวสวน
ที่แท้ในหนึ่งปี ต้นลินด์จะออกดอกแค่สิบห้าวัน
มิน่าพ่อของนางถึงยังไม่ขอเจอพวกพ่อค้ารายใหญ่ของฮุ่ยหนิง หลี่เจิ้งกับพวกเศรษฐีเจ้าของสวนก็ยังไม่พบ ทิ้งเรื่องทั้งหมดไว้ก่อน จะมาพบพวกชาวบ้านตามหมู่บ้านให้ได้
พ่อของนางร้อนใจอยากรีบแก้ปัญหาเรื่องน้ำผึ้งของชาวสวน
หญิงวัยกลางคนในหมู่บ้านยังบอกฝูหลิงอีกว่า การเก็บน้ำผึ้งไม่มีแบ่งชนิดดอกไม้ เห็นดอกไม้ก็เก็บได้เลย แต่พวกเราเก็บกันมาหลายปีย่อมรู้ว่ายิ่งเป็นดอกไม้ชนิดเดียว น้ำผึ้งก็จะยิ่งบริสุทธิ์ แบบนั้นถึงจะอร่อย
พวกเขาก็ซื่อมาก ไม่อยากทำเสียน้ำใจเศรษฐีว่านที่มารับซื้อ และก็กลัวว่าถ้าเก็บได้ไม่ดี ทางนั้นจะไม่รับซื้ออีก
ก็เลยยอมเปลืองแรงหน่อย พยายามคิดหาทางให้ผึ้งไปตอมแค่ต้นลินด์
ซ่งฝูหลิงมองตุ่มบวมตามแขนและคอของหญิงวัยกลางคนที่ถูกผึ้งต่อย
โดยเฉพาะตุ่มบนมือที่ใหญ่มาก น่าจะเป็นอาการเรื้อรังหลายปีแล้ว
และก็พอเข้าใจได้ว่าทำไมสกุลว่านล้มลง พวกคนในหมู่บ้านนี้ถึงไม่ยินดีต้อนรับใต้เท้านายอำเภอเท่าไร
ไม่มีเรื่องไหนที่น่าผิดหวังไปกว่าการที่ไม่มีคนสนใจน้ำผึ้งที่แลกมาด้วยความเจ็บปวดและความยากลำบาก นี่เป็นของที่หมู่บ้านนี้ใช้เลี้ยงชีวิต และเป็นของดี
“ทำอะไรอยู่เหรอ ต้องแคะรูแบบนี้ทุกวันเลยไหม”
หญิงวัยกลางคนยังไม่ทันตอบ เฉียนเพ่ยอิงก็ถือกระบวยน้ำเข้ามา ดื่มน้ำพลางพูด “เด็กคนนี้นี่ ไม่รู้เรื่องงานสวนงานไร่เลย นี่คือการเก็บนมผึ้ง”
หญิงวัยกลางคนอึ้ง อะไรคือนมผึ้ง
พวกเขารู้แค่ว่ามันกินได้ ถึงแม้จะมีน้อย กว่าจะเอาออกมาได้ต้องเปลืองแรงพอสมควร แต่ทุกบ้านไม่มีทางทิ้ง
เสียดายไม่กล้ากินน้ำผึ้ง เอาไปขายให้เศรษฐีว่านหมด จากนั้นพวกเราก็กินสิ่งนี้แทน
เมื่อครู่จวี๋เซียงยังบอกแต่ละบ้านด้วยว่า ให้รวบรวมสิ่งนี้เอามาให้ใต้เท้านายอำเภอลองกิน ตอนนั้นพวกนางปรึกษากันว่า ให้กินของแบบนี้ไม่ดีหรือเปล่า ใต้เท้านายอำเภอกินเป็นเหรอ ถ้าครอบครัวของใต้เท้านายอำเภออยู่นานหน่อยก็ดีสิ พวกเราจะให้น้ำผึ้งรอบใหม่
เฉียนเพ่ยอิงได้ฟังก็อึ้งยิ่งกว่าหญิงวัยกลางคน
พวกท่านไม่รู้จักนมผึ้งเหรอ ไม่รู้หรืออย่างไรว่ามันมีค่ามากกว่าน้ำผึ้งอีก