ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 785 ไม่กลัวๆ
ตอนที่ 785 ไม่กลัวๆ
วันนี้ต้าหลัง หูจือ เด็กหนุ่มที่ไปทำระเบิดอยู่ฝ่ายอาวุธของเฟิ่งเทียน รวมถึงพวกเด็กหนุ่มที่ไปเป็นมือปราบในเมืองถงเหยาต่างลากลับบ้านทั้งหมด
วันนี้ร้านขนมของย่าหม่าในเมืองเฟิ่งเทียนก็ปิด
หลี่ซิ่วกับพวกสาวใช้ยี่สิบสี่ฤดูที่ถูกทิ้งไว้ที่นี่ต่างกลับหมู่บ้านเหรินจยา
คนไม่พอเรียกใช้
เกาถูฮูกำลังพาพวกผู้ชายในครอบครัวไปเด็ดพริกเขียวกับพริกที่กึ่งแดง เด็ดเสร็จก็ถอนต้นพริกทิ้งหมด
พริกหลายเข่งถูกหาบกลับบ้าน ซ่งฝูไฉเอาไปผัดน้ำพริกไว้กินระหว่างทาง
พวกผู้หญิงเอาเชือกมาร้อยพริกเป็นพวง กะจะแขวนไว้บนเกวียนกับสัตว์แรงงาน ตากแห้งระหว่างเดินทาง
พวกผู้หญิงหมู่บ้านข้างๆที่มาช่วยปลูกพริกเหล่านี้เห็นแล้วก็ปวดใจ พวกเราไม่ขโมยเมล็ดหรอก ถึงกับต้องถอนทิ้งเลยเหรอ
เกาถูฮูส่ายหน้า พูดอะไรก็ไม่มีประโยชน์ ก้มหน้าก้มตาถอนทิ้ง อย่าท้าทายสันดานคน
ตอนนี้ยกเมล็ดพริกให้ราชสำนักไปปลูกแล้ว แต่ทางราชสำนักยังไม่ได้แจกจ่ายให้ราษฎรปลูกโดยทั่วกัน
ไม่แจกจ่ายก็แสดงว่ายังคงให้เป็นกิจการส่วนตัวของซ่งเก้าสกุล อย่าคิดว่ามีเมล็ดพันธุ์แล้วจะปลูกเอาไปขายได้
พวกเขายังอยากขายไปอีกสองปี
พวกสาวใช้จ้องเขม็ง ยืนอยู่บนเขามองคนที่มาช่วยเด็ดพริก
ตรงด้านล่างเขา
ลุงใหญ่ของซ่งฝูเซิงมองแปลงปลูกข้าวฟ่างที่แดงอร่าม หันไปกำชับหลี่ซิ่วด้วยสีหน้าอาลัยอาวรณ์ เขาลองประมาณว่าทั้งหมดจะเก็บได้เท่าไหร่ ธัญพืชชนิดไหนให้ผลผลิตได้ราวกี่จิน
ติดตรงที่ไม่มีกำลังมากพอ กลัวตัวเองจะเหนื่อยตาย ไม่อย่างนั้นลุงใหญ่คงเดินไปนับแล้วว่ามีข้าวโพดกี่ฝัก
ท่าทางราวกับว่าไม่อยากถูกคนอื่นเอาเปรียบแม้แต่ข้าวโพดฝักเดียว ลุงใหญ่บ่นยืดยาว กะปริมาณเสร็จก็เน้นย้ำอีกครั้ง
“แม่เป่าจื่อ ไม่ว่าที่ร้านขนมจะยุ่งแค่ไหน ช่วงวันเก็บเกี่ยวก็ต้องกลับหมู่บ้านให้ได้นะ…
…อย่าเห็นว่าข้าคุยกับหัวหน้าตระกูลเริ่นกับเริ่นกงซิ่นแล้ว เจ้าก็จะไม่สนใจได้…
…ต้องรู้นะว่านี่เป็นแปลงเพาะปลูกของครอบครัวเรา เราจะหวังให้คนอื่นมาเอาใจใส่ไม่ได้…
…อย่างหัวหน้าตระกูลเริ่น ตั้งแต่ครั้งนั้นที่สอบจวี่เหรินเสร็จก็เจ็บออดแอดมาตลอด…
…เขาอยากมาช่วยคุมก็ใช่ว่าจะไปช่วยดูคนพวกนั้นทำงานได้ทุกวัน เขามีใจแต่ไร้เรี่ยวแรง…
…ส่วนเริ่นกงซิ่นยิ่งไม่ต้องพูดถึงเข้าไปใหญ่…
…ถึงจะบอกว่าคนแบบนั้น ใครเก่งก็ผูกมิตรด้วย ไม่กล้ามีปัญหากับครอบครัวเรา อีกทั้งฝูเซิงยังเคยช่วยชีวิตลูกชายของเขาสองคน หากว่ากันตามเหตุผล เอาแค่น้ำใจที่เขาติดค้างพวกเราจนชดใช้คืนได้ไม่หมด พวกเรายอมเชื่อใจเขายังดีกว่าเชื่อใจคนอื่นๆ ในหมู่บ้าน…
…แต่อย่าลืมนะว่า หากว่ากันเรื่องสันดาน เขาก็ไม่ได้ดีเท่าไหร่…
…พวกเราจะมองแค่ตอนนี้เขาไม่กล้าสร้างความวุ่นวาย จนลืมนิสัยของเขาที่ชอบฉวยโอกาสไม่ได้ แค่เห็นช่องทางนิดหน่อยเขาก็พร้อมจะเอาเปรียบแล้ว”
หลี่ซิ่วพูด “ลุงใหญ่ไม่ต้องกำชับอะไรให้มากอีก”
นางรำคาญลุงใหญ่ที่พูดมาก
“พวกต้าหลังทำงาน ใช่ว่าบทจะกลับก็กลับได้ แต่ข้ากลับมาแน่นอน และก็จะคิดเงินค่าแรงของคนงานพวกนั้นให้ละเอียดถี่ถ้วน ไม่จำเป็นต้องให้คนในหมู่บ้านช่วยสำรองจ่ายไปก่อน”
ลุงใหญ่ซ่งยิ้มพลางพูด “ตอนนี้เจ้าเป็นงานหมดแล้ว ชุ่ยหลานกลับมาเล่าว่า คนของบ้านนางเข้าเมืองไปเดินเที่ยวกลับมาก็เล่าว่า เถ้าแก่เนี้ยร้านขนมในเฟิ่งเทียนไม่ธรรมดา”
ในบ้าน
เก่อเอ้อร์นิวกับชุ่ยหลานช่วยกันร้อยพริกพลางคุยเรื่องตัวเอง มีพูดถึงหลี่ซิ่ว
“เรื่องที่เจ้าถูกครอบครัวผัวรังแก ต่อมาหลี่ซิ่วเลยหาหมอมอไปให้เจ้าคน…
…ถึงแม้จะจ่ายเงินไปสามสิบตำลึงกว่าจะซื้อตัวมาได้ แต่ดูสิ พอหมอมอไป บ้านแม่ผัวเจ้าพอได้ยินว่าหมอมอเคยรับใช้บ้านเศรษฐีถึงกับหงอเลยใช่ไหมล่ะ…
…แสร้งทำตัวเป็นวางมาดผู้ดีครึ่งๆ กลางๆ คิดจะตั้งกฎตบตาใครน่ะ…
…เรื่องที่แม่รู้สึกว่าคุ้มแล้วกับการจ่ายเงินสามสิบตำลึงก็คือ ไล่สาวใช้ตัวดีที่อยู่ในเรือนของเจ้าออกไปได้…
…มีหลายครั้งที่แม่อยากบอกว่า หน้าตาของนางเอาเรื่องน่าดู ดีไม่ดีสักวันจะฉวยโอกาสปีนขึ้นเตียงลูกเขยข้า…
…เกิดมีลูกชายขึ้นมา ก็ไม่ใช่เรื่องที่ว่าสามสิบตำลึงจะแก้ปัญหาได้แล้ว”
ชุ่ยหลานหันไปมองหมอมอที่กำลังช่วยร้อยพริกอยู่ข้างนอก นึกถึงตอนที่หมอมอคนนี้อ้างกฎระเบียบไล่สาวใช้ออก จากนั้นก็ใช้ท่าทีที่ไม่อ่อนไม่แข็งทำให้แม่สามีถึงกับกลืนไม่เข้าคายไม่ออก นางก็รู้สึกสะใจมาก
ตอนนี้พวกนาง นายบ่าวสามคน คนที่สามก็คือสาวใช้ที่พาไปด้วยตอนแต่งงาน พวกนางสามคนกำลังปรึกษากันว่าทำอย่างไรถึงจะอ้างธรรมเนียมกฎระเบียบให้แม่สามีกับสามีนางยอมยกสมุดบันทึกบัญชีให้
หมอมอบอกว่า อย่าไปเสียเวลาคิดเรื่องที่ครอบครัวตายายของลูกเลี้ยงชอบมาที่บ้านบ่อยๆ เอาเรื่องสำคัญก่อน คุมบัญชี มีลูกเป็นของตัวเอง
อันที่จริงหลี่ซิ่วหาหมอมอเก่งๆ มาให้ชุ่ยหลานได้ สุดท้ายแล้วก็เป็นเพราะอาศัยเส้นสายของซ่งฝูเซิง
พอหลี่ซิ่วได้ยินว่าชุ่ยหลานถูกรังแกก็ไปหาเจ้านายเฉินที่ร้านอีผิ่นเซวียน อยากให้เจ้านายเฉินช่วยหาหมอมอจากบ้านครอบครัวมีอันจะกินในพื้นที่อื่น ยิ่งมาจากบ้านมียศมีตำแหน่งยิ่งดี เอาไปข่มขู่ได้
ในความเป็นจริงคือ พวกเรายอมจ่ายเงินไม่ได้มากเพื่อซื้อคน ขอแค่คนคนนั้นเคยทำงานในบ้านคนมีฐานะ มีประสบการณ์สูง แค่นี้ก็พอ ไม่ต้องเอาถึงขั้นเคยปรนนิบัติคนใหญ่คนโต
เจ้านายเฉินก็รับปาก แค่สงสัยว่าทำไมไม่หาคนในพื้นที่
หลี่ซิ่วส่ายหน้า นางกับเก่อเอ้อร์นิวมีความคิดเห็นต่อสกุลโจวไม่เหมือนกัน
สกุลโจวเป็นพวกรู้ครึ่งๆ กลางๆ
หากบอกว่าคนพวกนั้นร่ำรวยหรือมียศมีตำแหน่ง เลิกคิดเถอะ นับตั้งแต่รู้จักกับแม่ทัพลู่ ซ่งเก้าสกุลก็รู้สึกว่า ขนาดซ่งฝูเซิงเป็นนายอำเภอขั้นหกยังไม่เท่าไรเลย นายอำเภอเมืองถงเหยายิ่งตำแหน่งเล็กกว่า
แต่ถ้าจะบอกว่าสกุลโจวก็งั้นๆ พวกเราก็ประมาทเกินไปหน่อย อย่างไรเสียพวกเขาก็เศรษฐีที่ดิน ในบรรดาสวนรอบๆ แถวนั้น สกุลโจวมีชื่อเสียงที่สุด
สรุปได้ว่าห้ามหาหมอมอในท้องถิ่น ป้องกันสกุลโจวไปสืบประวัติของหมอมอ
นี่จึงเป็นสาเหตุที่หลี่ซิ่วไปขอร้องเจ้านายเฉิน
บ้านเกิดของเจ้านายเฉินอยู่เมืองอื่น เป็นเมืองใหญ่
เจ้านายเฉินถามต่อ “แต่เจ้าต้องรู้ก่อนว่า ยอมจ่ายน้อยก็ซื้อได้แค่หมอมอที่เคยทำงานในตระกูลใหญ่มาบ้าง ประสบการณ์สู้พวกหมอมอที่เป็นงานจริงๆ ไม่ได้”
หลี่ซิ่วส่ายมือ พอแล้ว นางเริ่มดูถูกสกุลโจวอยู่ในใจ แค่เคยทำงานก็เพียงพอเอาไว้ขู่พวกคนที่แค่ร่ำรวยหน่อยก็ทำเป็นได้ใจ
ต่อมาก็ได้หมอมอคนนี้มา
เจ้านายเฉินไหว้วานเพื่อนที่เป็นขุนนางอยู่บ้านเกิดที่ตอนนั้นช่วยแก้ภูมิลำเนาของเขาให้ ซื้อหมอมอที่โดนหางเลขจากการแก่งแย่งชิงดีในบ้านเศรษฐีท้องถิ่น
บ้านคนรวยย่อมมีเรื่อง อย่างฮูหยินกับอี๋เหนียงวางยากันหรือผลักลูกตกสระน้ำอะไรทำนองนี้ หมอมอคนนี้โดนหางเลข เพราะเป็นแม่ครัวของอี๋เหนียงที่ก่อเรื่องคนนั้น
ด้วยเหตุนี้ อี๋เหนียงที่ก่อเรื่องกับพวกสาวใช้หญิงรับใช้ข้างกายก็ต้องถูกโบยจนตาย ส่วนคนรับใช้คนอื่นๆ ก็ต้องถูกขายออก จึงได้หมอมอคนนี้มาอยู่บ้านสกุลโจว
จากเรื่องนี้ เก่อเอ้อร์นิวก็เลยรู้สึกว่าหลี่ซิ่วฉลาด กำลังกำชับชุ่ยหลาน
“พอพวกแม่ไปแล้ว เวลาเจ้ามีเรื่องน้อยใหญ่ที่ตัดสินใจไม่ได้ก็เข้าเมืองไปปรึกษาหลี่ซิ่วนะ…
…ต่อให้หมอมอคนนั้นจะเก่งแค่ไหนก็สู้หลี่ซิ่วของบ้านเราไม่ได้…
…เอาเป็นว่านะลูกแม่ ถ้าหลี่ซิ่วถึงขั้นบอกว่าต้องให้พี่สามของเจ้าออกหน้าแล้ว ต้องการเอาเรื่องพวกคนสกุลโจว ถ้าถึงขั้นนั้นเจ้าห้ามอ่อนแอท้อถอยเด็ดขาด”
แสดงให้เห็นว่าในใจของนางที่เป็นแม่ก็ไม่ได้ถูกใจลูกเขยคนนี้เท่าไรนัก
“ท่านแม่ ช่วงนี้สามีข้าพอไหว อย่าพูดแบบนี้สิ”
ชุ่ยหลานวางพริกลง จับมือเก่อเอ้อร์นิวแล้วยิ้มพลางพูด
“ข้าว่าครอบครัวเราก็จริงๆ เลยนะ ไม่รู้ว่าเปลี่ยนไปตั้งแต่เมื่อไหร่ เมื่อก่อนตอนอยู่หมู่บ้านเก่า ด่าพวกลูกสาวที่ออกเรือนไปแล้วมีปัญหาให้ไปกระโดดน้ำตาย ห้ามกลับมาทำให้ครอบครัวตัวเองขายหน้า จะคิดว่าไม่เคยมีลูกอย่างเจ้า ไปผูกคอตายไป…
…ตอนนั้นพวกแม่ แม้แต่คำพูดที่ว่าถ้าลูกแต่งออกไปแล้วชีวิตไม่ดีก็กลับบ้านเรา ก็ยังไม่กล้าพูดเลย…
…แต่ดูตอนนี้สิ แต่งไปพออยู่กันได้ก็กำชับไว้ก่อน พวกเราไม่กลัวที่จะต้องมีเรื่องกับครอบครัวนั้นหรอกนะ ถ้ากล้าทำอะไรลูกสาวข้าก็เลิกกันไปเลย อยากไปไหนก็ไป”