ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 784 กิจการรุ่งเรือง
ตอนที่ 784 กิจการรุ่งเรือง
หนึ่งเดือนต่อมา
เหล่าสหายจิ้นซื่อของซ่งฝูเซิง
บ้างก็วุ่นอยู่กับการพบปะขุนนางท้องถิ่นหรือพวกพ่อค้า นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งก็มีงานเลี้ยงต้อนรับอย่างไม่ขาดสาย
บ้างก็ขนของขวัญล้ำค่าเต็มรถม้าไปเยี่ยมเยียนพ่อแม่ของขุนนางระดับสูง
นั่งอยู่ในรถม้ายังคิดอยู่ว่า ไปถึงบ้านขุนนางระดับสูง ต้องใช้ฮูหยินเข้าผูกมิตรด้วย อีกเดี๋ยวจะต้องกำชับฮูหยินอย่างไร
บ้างก็นั่งอยู่หน้าเชิงเทียน บนโต๊ะมีสมุดบัญชีวางกองอยู่เต็ม กำลังศึกษาสถานการณ์ของท้องถิ่นที่ตัวเองเพิ่งเข้ารับตำแหน่งอยู่กับกุนซือที่พามาด้วย
บางคนถึงขั้นที่ว่าเพิ่งไปถึง กำลังเอาของลง เตรียมคิดเงินให้ม้าพันลี้เพื่อที่อีกฝ่ายจะได้กลับไป
แต่เนื่องจากรู้จักกับซ่งฝูเซิง ส่วนใหญ่เมื่อนำของไปส่งถึงที่เสร็จก็จะให้ขบวนขนของพักที่นั่นหนึ่งคืนให้หายเหนื่อยบ้าง
ไม่เพียงแต่จะให้เงินค่าแรงขนของ ยังให้เสบียงอาหารแห้งกลับไปกินระหว่างทางด้วย
ภายในซอยแคบในเมืองหลวง
ในนี้อาศัยอยู่แค่สี่ครอบครัว บ้านของหยางหมิงหย่วนคือเรือนหลังเล็กที่อยู่ด้านในสุด
พื้นที่ทุกตารางนิ้วในเมืองหลวงล้วนเป็นเงินเป็นทอง
ครอบครัวหยางซื้อบ้านหลังนี้ อีกทั้งยังซื้อที่ดินสิบเจ็ดหมู่ตรงชานเมือง เงินก็แทบไม่เหลือแล้ว
เดิมทีแม่หยางอยากขายบ้านที่บ้านเกิด จะได้มีเงินเหลือใช้หน่อย
นางรู้ว่าหมิงหย่วนอยากเรียนขี่ม้า อยากซื้อม้าสักตัว ทำรถม้า ให้บ่าวรับใช้ควบรถม้าไปส่งลูกชายคนเล็กที่สำนักฮั่นหลินก็ดูมีหน้ามีตาใช่ไหมล่ะ คนอื่นเขาก็มีกัน พอวันหยุดลูกชายคนเล็กของนางก็เอาม้าออกไปขี่ได้
เกวียนล่อที่เมื่อก่อนใช้ ก็ให้ลูกชายคนโตกับสะใภ้เอาไว้ใช้สำหรับไปกลับระหว่างบ้านกับแปลงเพาะปลูกแล้ว
แต่หยางหมิงหย่วนปฏิเสธ
เขาไม่อยากขายบ้านที่พ่อซื้อ อีกทั้งรู้สึกว่าเดินเท้าก็ไม่เห็นเป็นอะไร ที่ซื้อบ้านแพงขนาดนี้ก็เพื่อให้อยู่ใกล้สำนักฮั่นหลิน
ดังนั้นทั้งสำนักฮั่นหลิน เพื่อนร่วมงานของเขามีติงเจียน มีพี่เขยรองของลู่พั่น ล้วนแล้วแต่เป็นคุณชายที่มีภูมิหลังสูงศักดิ์ หยางหมิงหย่วนเลยดูเป็นคนที่ยากจนที่สุด
ทุกวันหลังเลิกงาน คนอื่นขี่ม้านั่งรถม้า แต่หยางหมิงหย่วนเดินกลับ ข้างกายมีเด็กติดตามที่อายุไม่มากช่วยหิ้วกล่องหนังสือ บางครั้งสองนายบ่าวยังไปแวะซื้อเนื้อ ซื้อเกลือที่ตลาดด้วย
ทุกครั้งพอถึงวันหยุด คนอื่นนัดสหายออกไปสังสรรค์ แต่หยางหมิงหย่วนกลับปฏิเสธคำเชิญของคนอื่นหมด
เรื่องน้อยใหญ่ของจวนผู้ดีมีสกุล เขาแสร้งทำเป็นไม่รู้ ไม่ขอยุ่งเกี่ยว
ถ้าให้บอกว่าอะไรถึงทำให้หยางหมิงหย่วนยอมจ่ายได้
อย่างแรกคือหลานชายแท้ๆ ของเขา เขาจัดแจงส่งเข้าสำนักศึกษาที่ดีที่สุดของเมืองหลวง ใช้เงินไปไม่น้อย
ต่อมาคือไปเยี่ยมเยียนบ้านใหม่จิ้นซื่อที่มาจากเมืองเฟิ่งเทียนด้วยกัน ของติดไม้ติดมือไม่ด้อยไปกว่าคนอื่น
เล่นเอาจิ้นซื่อเหล่านั้นต่างบ่นเขา บอกว่าพวกเรารู้สถานการณ์ของเจ้าดี พวกเรามีคนที่บ้านช่วยเหลือ แต่เจ้าไม่มี ทั้งยังเพิ่งย้ายมาตั้งรกรากใหม่ ทำไมต้องเสียเงินเสียทองซื้อมาด้วย
สุดท้ายก็คือเวลาที่มีคนของซ่งเก้าสกุลมาร้านม้าพันลี้สาขาเมืองหลวง เขาก็จะซื้อพวกเนื้อไก่เนื้อปลาเอากลับไปให้แม่จัดการ จากนั้นถึงเอาไปส่งให้
ทุกเจ็ดวันหมิงหย่วนจะหาเวลาว่างไปแวะดูที่ม้าพันลี้ หวังว่าจะได้รับจดหมายจากซ่งฝูเซิง แต่กลับไม่เคยได้รับเลย
มีขุนนางหลายคนที่เห็นความเป็นไปของจอหงวนหยางอยู่ในสายตา
ใต้เท้าเมิ่งที่เป็นอาจารย์ของจิ้นซื่อรุ่นนี้คิดว่าตัวเองมีเหตุผลเหมาะสมที่ควรเรียกจอหงวนคนใหม่มานั่งเล่นในจวนบ้าง และยิ่งสังเกตก็ยิ่งพบว่าหยางหมิงหย่วนนอบน้อมต่อเขา เขาจึงอยากให้การสนับสนุน
ถูกใจตรงที่บัณฑิตผู้นี้ยังคงวางตัวเหมือนตอนก่อนสอบ ได้ยินว่าหลังเลิกงานทุกวันจะยืมหนังสือจากสำนักฮั่นหลินกลับไปอ่าน ยามว่างในที่ทำงานก็อ่านหนังสือประดับความรู้
ติดตรงที่จอหงวนคนใหม่ไม่เคยตอบรับคำเชิญ ถูกปฏิเสธครั้งสองครั้ง ใต้เท้าเมิ่งก็รู้สึกเสียหน้า
ต่อมาขุนนางบางคนในสำนักฮั่นหลินก็เริ่มแซะหยางหมิงหย่วน มีคำพูดแบบนี้
จอหงวนคนใหม่ของเราอุตส่าห์นับถือเป็นอาจารย์ เดิมทีคิดว่าจะได้เกาะเป็นศิษย์หลานไปด้วย แต่ก็ไม่ถูกเรียกเข้าไปห้องในสักที (ห้องในถึงจะเป็นสถานที่ที่มีสิทธิ์ได้ใกล้ชิดฮ่องเต้) ถ้าเป็นศิษย์หลานจริง ทำไมถึงได้ทำงานจิปาถะ
หึหึ ศิษย์แห่งโอรสสวรรค์ที่แท้จริงเป็นนายอำเภอขั้นหกอยู่ที่ฮุ่ยหนิง ถ้าคนนั้นได้อยู่สำนักฮั่นหลินแต่แรก คงถูกฮ่องเต้เรียกเข้าไปนานแล้ว
คำพูดแนวๆ นี้มีเยอะมาก
ไม่ให้เกียรติหยางหมิงหย่วนที่เป็นจอหงวน
คิดว่าหยางหมิงหย่วนเกาะซ่งฝูเซิงที่มีความสามารถแท้จริงจนมีวันนี้ได้
ส่วนฮ่องเต้ก็ไม่ได้เรียกใช้จอหงวนใหม่ กลับใช้ติงเจียนที่มีระดับต่ำกว่าหยางหมิงหย่วนครึ่งหนึ่ง
อันที่จริงฮ่องเต้คำนึงถึงภูมิหลังของติงเจียน อยากลองดูว่าทายาทสืบทอดของตระกูลจะเป็นอย่างไร จึงทิ้งจอหงวนไว้ก่อน เรียกใช้ทั่นฮวาแทน
จึงเป็นสาเหตุให้มีคนเอาจอหงวนไปซุบซิบนินทามากมาย
ว่ากันตามตรงก็เป็นเพราะสกุลหยางไม่มีชาติกำเนิดหนุนหลัง ด้อยในทุกด้าน ยิ่งทำความรู้จักก็ยิ่งดูถูก แอบหยามเหยียดอยู่ในใจ บางคนถึงขั้นไปสอบถามหยางหมิงหย่วนตรงๆ โดยไม่สนอะไรทั้งนั้น “จอหงวนหยาง อย่าเพิ่งรีบร้อนเลิกงานสิ พวกเรามาแข่งกันหน่อยเป็นจะเป็นไร พ่อข้ารู้จักกับใต้เท้าเมิ่ง ขอให้ใต้เท้าเมิ่งช่วยตรวจคำตอบของพวกเราได้”
ทุกครั้งที่หยางหมิงหย่วนเจอเรื่องแบบนี้ก็จะตอบกลับอย่างไม่ใช้อารมณ์ว่า แม่ของเขาเพิ่งมาเมืองหลวงได้ไม่นาน ไม่ชินทาง จะหลงทางเอาได้ง่ายๆ เขาเลยต้องไปจ่ายตลาดหลังเลิกงาน ไม่ว่างอยู่ด้วย
ติงเจียนที่สอบมาจากเขตเฟิ่งเทียนเหมือนกัน รู้ว่าซ่งฝูเซิงดูแลประคับประคองหยางหมิงหย่วนมาตลอด เขาจึงไม่เคยเข้าร่วม ‘รังแกจอหงวน’ อีกทั้งเขากำลังเป็นคนโปรด ไม่จำเป็น
พี่เขยรองของลู่พั่นก็ไม่ร่วม
พี่เขยรองคิดว่า อย่าเห็นว่าหยางหมิงหย่วนเป็นจอหงวน เป็นเพื่อนร่วมงานของเขา ตัวเขาเองตำแหน่งขุนนางไม่สูง แต่ครอบครัวของเขาสูงศักดิ์
ถ้าเขาไปร่วมผสมโรงด้วยก็ออกจะเป็นการลดตัว เขาจึงไม่สนใจเรื่องพวกนี้
สรุปว่าในขณะที่ซ่งฝูเซิงกำลังทำงานหามรุ่งหามค่ำในฮุ่ยหนิง หยางหมิงหย่วนกลับก้าวหน้าช้ากว่าที่เขาคิดไว้มาก ยังนั่งเก็บผักอยู่ที่สวนหลังบ้าน
“หมิงหย่วน ทำไมมานั่งเก็บผักล่ะ”
“พี่สะใภ้ ทำไมจะไม่ได้ล่ะ” หมิงหย่วนหิ้วมะเขือม่วงครึ่งเข่งยืนขึ้น แล้วยิ้มพลางตอบ
“ไอ๊หยา เจ้าเป็นเสาหลักของครอบครัวเรา เป็นจอหงวน เดี๋ยวจะเจ็บมือที่จับพู่กันเปล่าๆ อีกอย่าง เจ้าเลิกทำเถอะ มีคนมาหา กัวคนโตจากม้าพันลี้”
…
“พี่กัว กินข้าวหรือยัง รีบเข้าไปล้างมือกินข้าวก่อน”
“หมิงหย่วน คงไม่เข้าไปแล้วล่ะ ข้าต้องรีบกลับไปแบ่งงานที่ม้าพันลี้ พรุ่งนี้ต้องกลับเฟิ่งเทียนตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง ที่มาหาเจ้าเพราะมีเรื่องอยากวานพวกเจ้าที่อยู่เมืองหลวงหน่อย”
“ว่ามาเลย ข้าจัดการให้แน่นอน”
“ช่วยหาเส้นสายหน่อย อยากได้หน้าร้านที่อยู่ตามถนนเส้นที่ครึกครื้นของเมืองหลวง…
…ในเมืองหลวงหายากเหลือเกิน อยากซื้อหน้าร้านยังยาก ถูกพวกคนใหญ่คนโตเอาไปหมดแล้ว…
…ขนาดตรงทำเลค้าขายไม่ดีก็ยังไม่ยอมขายให้ พวกเขาไม่ได้ร้อนเงิน”
ถ้าเสี่ยวเฉวียนจื่ออยู่ กัวคนโตจะคิดหาทางให้เฉวียนจื่อช่วย
แต่เฉวียนจื่อไม่อยู่เมืองหลวง ถ้าเอาเรื่องเล็กน้อยแค่นี้ไปรบกวนตระกูลลู่ มันจะเกินไปหน่อย
เลยมาลองถามพวกหมิงหย่วนที่อยู่เมืองหลวง
“หาหน้าร้านไปทำไมเหรอ พี่กัวสะดวกบอกข้าไหม”
“ไม่มีอะไรที่บอกไม่ได้ หาให้ทางฮุ่ยหนิงน่ะ จะติดป้ายว่าของดีฮุ่ยหนิง ร้านไม่ต้องใหญ่มาก แต่ทำเลต้องดี อาซ่งของเจ้าเขียนมาในจดหมาย”
คืนนั้นหยางหมิงหย่วนกับพวกจิ้นซื่อที่ได้อยู่เมืองหลวงเหมือนกันช่วยกันนั่งคิด และก็พบปัญหาแบบเดียวกับกัวคนโต หน้าร้านที่อยู่บนถนนเส้นที่ครึกครื้นล้วนมีจวนนั้นจวนนี้อยู่เบื้องหลัง
อยู่ถิ่นอื่นยังพอว่า จะร่ำรวยแค่ไหนก็ไม่กลัว ไปทำความรู้จักได้
แต่ในเมืองหลวงข้องเกี่ยวกับพวกเชื้อพระวงศ์อยู่ไม่น้อย
วันต่อมา ก่อนเลิกงานที่สำนักฮั่นหลิน มีคนมาท้าทายอีกแล้ว ต้องการประลองความรู้
ทุกคนต่างคิดว่าหยางหมิงหย่วนจะอ้างว่าต้องไปจ่ายตลาดเหมือนเดิมเพื่อเลี่ยงการประลอง แต่ไม่คิดว่าวันนี้จอหงวนหยางจะรับคำท้า
ติงเจียนกับพี่เขยรองของลู่พั่นฟังแล้วยังอึ้ง
เพราะจอหงวนหยางพูดต่อหน้าทุกคนว่า ในเมื่อท่านปรารถนาเหลือเกิน ถ้าเช่นนั้นก็ต้องมีรางวัล ไม่ทราบว่าจวนของท่านมีหน้าร้านที่ว่างอยู่หรือไม่ หากข้าชนะอยากขอเช่า
“เจ้า?”
“ได้!”
“อย่าเพิ่งรีบตอบตกลง ขอถามก่อนว่าคิดค่าเช่าเท่าไหร่ ห้ามแพงเกิน”
เล่นเอาขุนนางทั้งสำนักฮั่นหลินต่างแสดงสีหน้าดูถูก แม้แต่พี่เขยรองของลู่พั่นก็ทนไม่ไหว เงินเงินเงิน เอะอะก็เงิน
สามวันต่อมา ใต้เท้าเมิ่งใช้วิธีที่ยุติธรรมเปิดเผย อาศัยเวลาช่วงพักตรวจคำตอบพร้อมกับเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ จากนั้นคำตอบก็ถูกเปิดเผยท่ามกลางการรอคอยของทุกคนในสำนักฮั่นหลิน
หยางหมิงหย่วนชนะ
พอฮ่องเต้ทราบเรื่องนี้ก็เรียกหยางหมิงหย่วนเข้าไปห้องในถัดจากติงเจียน
เริ่มช่วยฮ่องเต้จัดฎีกาที่ส่งมาจากแต่ละที่
อีกทั้งยามว่าง อยู่ๆ ฮ่องเต้ก็หยุดเขียนแล้วถามหยางหมิงหย่วนเรื่องที่ท้าประลอง
“กระหม่อมหวาดกลัวอยู่เสมอว่าเป็นเพราะตัวเองอาศัยใบบุญของนายอำเภอซ่งพ่ะย่ะค่ะ”
แต่สิ่งที่อยู่ในความคิดของฮ่องเต้คือ ของดีฮุ่ยหนิงรึ
ซึ่งก็หมายความว่า ของดียังไม่ถูกขนมา ฎีกาของซ่งฝูเซิงยังไม่ทันถูกส่งขึ้นไป ฮ่องเต้ก็รู้เรื่องที่เมืองหลวงจะมีร้านค้าของฮุ่ยหนิงแล้ว
ในเวลาเดียวกันที่เมืองเฟิ่งเทียน ทุกคนต่างเก็บข้าวของ
รอถึงช่วงฤดูเก็บเกี่ยวใบไม้ร่วงไม่ได้แล้ว ฝูเซิงต้องการพวกเขา
[email protected]
เรื่องนี้สนุกทุกตอนชอยมากกกก ขอบคุณแอดฯ