ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 787-2 ข้าจะกางปีกปกป้องเจ้า
ตอนที่ 787-2 ข้าจะกางปีกปกป้องเจ้า
ด้านนอกร้านขนม มีพวกผู้ชายที่ขายแรงงานอยู่ในอำเภอแบกกระสอบใหญ่ต่อแถวซื้อขนมปังดำ
ขนมปังดำหนึ่งชิ้น หากกินประหยัดหน่อย พวกเขาก็อิ่มท้องได้สองวัน
ยายหวังเฝ้าอยู่ตรงจุดนี้ โบกพัดมองน้องชายของพวกสาวใช้รับเงินจากการขายขนมปังดำ
จากที่บรรยายมาคือสถานการณ์ปกติในแต่ละวันของร้านขนม
เรื่องเดียวที่ไม่เหมือนเมืองเฟิ่งเทียนคือ ร้านนี้ที่อยู่ในฮุ่ยหนิงสามารถเปิดร้านจนถึงเย็นได้
ไม่ต้องรีบนั่งเกวียนกลับบ้านแล้ว ขบวนชาวร้านขนมแค่เดินกลับที่ว่าการอำเภอ
หลังปิดร้าน พวกมือปราบลาดตระเวนจะทำเหมือนผ่านมาทางนี้พอดี ช่วยคุ้มกันแม่ของนายอำเภอกับคนในครอบครัวกลับบ้าน
นอกจากนี้จะเป็นคนตีฆ้องบอกเวลายามค่ำคืนก็ดี มือปราบลาดตระเวนก็ดี ต่างกวดขันถนนเส้นนี้อย่างเข้มงวด
ส่วนซ่งฝูหลิง ระยะนี้ก็ไม่ได้อยู่ว่าง
ซ่งฝูหลิงทำหน้าขมขื่น ยกน้ำผึ้งดื่ม บ่นกับเฉียนเพ่ยอิง “เมื่อไหร่พวกหนิวจั่งกุ้ยจะมาถึง”
นางไม่อยากทำงานคิดบัญชีรับเงินอีกแล้ว ไม่เห็นสนุกเลยสักนิด
พอคิดว่ายังต้องทำไปอีกหลายวัน นางก็นั่งพิงเก้าอี้โบกพัดอย่างหมดอาลัยตายอยาก
สองแม่ลูกถูกซ่งฝูเซิงจับไปอยู่ที่เรือนแห่งหนึ่งแถวประตูเมือง หน้าประตูตั้งป้ายขนาดใหญ่ที่เขียนว่า จุดรับของป่า
ภายในเขตรั้วมีหญิงสูงวัยร่วมร้อยคนกำลังตากเห็ดต่างๆ
อายุมากแล้ว เหล่าหญิงสูงวัยไปทำงานหนักในแปลงเพาะปลูกไม่ได้ จึงเรียกพวกคนแก่ที่ว่างอยู่บ้านมาทำงานง่ายๆ พวกนี้ แล้วให้ค่าแรง หารายได้เสริมเข้าครอบครัว
เฉียนเพ่ยอิงกำลังบันทึกจำนวนเห็ดต่างๆ ที่ตากเสร็จแล้วเก็บเข้าคลังสินค้า พอได้ยินแบบนั้นก็วางพู่กันพูดกับลูกสาว
“พ่อเจ้าตั้งใจให้ห้องทำงานนี้กับพวกเราสองคน แถมยังตกแต่งให้…
…มีห้องครัวพร้อม ในห้องก็มีเตียง ใหญ่กว่าโต๊ะเก้าอี้ในห้องทำงานของเขาอีก ให้เจ้าใช้เต็มที่ กลัวลูกสาวจะเดี๋ยวร้อนเดี๋ยวหนาวไม่เป็นอันทำงาน…
…วันๆ เจ้าน่ะกินดีอยู่ดี แค่คิดบัญชีเองอย่าบ่นนักเลย”
พอได้ยินคำว่ากิน ซ่งฝูหลิงก็เริ่มมีแรง “ท่านแม่ เที่ยงแล้ว พวกเราทำเห็ดซงหรงผัดเนยกินกันดีไหม ย่างหมูสามชั้นหน่อยแล้วเอาผักกาดห่อกิน”
เฉียนเพ่ยอิงโมโหหัวเราะ มองตามหลังลูกสาวที่เดินเข้าครัวอย่างอารมณ์ดีพลางคิดในใจ
เป็นแบบนี้ต่อไปเจ้าจะกินดีกว่าไทเฮาเสียอีก
อย่างไรเสีย วันที่อากาศร้อนๆ ไทเฮาไม่มีทางได้กินเห็ดซงหรงที่สดใหม่หรอก
เพราะเห็ดสดวางทิ้งไว้ได้ไม่กี่วัน
ถ้าอยากเก็บไว้ได้นานก็ต้องเอาไปแช่แข็ง แต่อากาศแบบนี้ในยุคโบราณแช่แข็งได้ที่ไหนกัน แช่เสร็จยังต้องระวังไม่ให้ละลายระหว่างขนส่ง ถ้าอยากเก็บไว้เป็นปีก็ต้องทำเหมือนกับเห็ดชนิดอื่น คือเอาไปตากแห้ง
ดังนั้นไทเฮาก็กินได้แค่เห็ดซงหรงแห้ง
ส่วนลูกสาวของนางน่ะเหรอ พอรับเห็ดสดมา รอพวกยายๆ ที่ทำงานด้านนอกเอาตอกไผ่ขัดเห็ดล้างให้สะอาด ยกเข้ามาหั่นย่างได้ทันที
เห็ดหัวลิงสดใหม่ที่รับมา ถ้าลูกสาวนางไม่เอาไปต้มน้ำแกงไก่ก็ต้มกับซี่โครง
เห็ดเจินที่รับมาเอาไปตุ๋นไก่
อีกระยะหนึ่งพอมีโสมสดส่งมา เฉียนเพ่ยอิงไม่สงสัยเลยสักนิดว่าลูกสาวของนางคงคาบโสมอายุร่วมร้อยปีไว้ในปาก
ในขณะที่ซ่งฝูหลิงกำลังย่างเห็ดซงหรงอยู่ในห้องครัวเล็กๆ เสียงกระดิ่งที่แขวนไว้ด้านนอกประตูก็ดังขึ้น
ไม่นานก็มีเสียงหญิงแก่รายงานว่า หมู่บ้านสิบห้าร่องน้ำเอาของป่ามาส่งแล้ว
เฉียนเพ่ยอิงสวมหมวกที่มีม่านคลุมรีบตามออกไป
ตอนนี้หมู่บ้านเก้าสิบกว่าแห่งที่อยู่ในเขตอำเภอฮุ่ยหนิงต่างรู้แล้วว่าในอำเภอมีรับซื้อของป่า
พวกชาวบ้านจะขึ้นเขาไปเก็บเห็ดหูหนู เห็ดอื่นๆ จากนั้นก็เอามาทำความสะอาดตากให้แห้ง แยกเห็ดตามชนิด จากนั้นก็แต่ละหมู่บ้านเป็นหนึ่งหน่วยงาน ใช้สัตว์แรงงานขนเอามาให้เฉียนเพ่ยอิงชั่ง
เฉียนเพ่ยอิงจะตรวจสอบแล้วลงบัญชีไว้ คิดเงินทุกครึ่งเดือน เอาเงินให้ตัวแทนหมู่บ้านที่มาส่งของ
ตัวแทนหมู่บ้านที่เข้ามาในอำเภอพอกลับไปก็ค่อยแบ่งเงินให้พวกชาวบ้าน
หลี่เจิ้งของแต่ละหมู่บ้านกระตือรือร้นกันมาก ไม่ใช่เพราะจะได้กินราคาส่วนต่างเอาเปรียบชาวบ้าน และที่ซ่งฝูเซิงเองก็ไม่มีเหตุการณ์แบบนี้
ตอนที่นายอำเภอซ่งออกประกาศ ได้ระบุไว้ชัดเจนแล้วว่ารับซื้อเห็ดเจินในราคาจินละเท่าไร เห็ดหัวลิงเท่าไร เห็ดซงหรงเห็ดหูหนูเท่าไร กลัวพวกชาวบ้านอ่านไม่ออก ยังได้ให้มือปราบที่ไปติดประกาศอ่านเนื้อความทั้งหมดด้วย ตีฆ้องร้องป่าวเรียกพวกชาวบ้านมาฟัง
ที่หลี่เจิ้งของแต่ละหมู่บ้านกระตือรือร้นก็เพื่อสร้างผลงานให้หมู่บ้าน สร้างผลงานให้ตัวเอง เพื่อเงินรางวัล และก็เพื่อจะได้มีชื่อส่งไปถึงใต้เท้านายอำเภอ
โดยเฉพาะหมู่บ้านที่ไม่มีสินค้าเฉพาะเป็นของตัวเอง ไม่มีโสม ไม่มีน้ำผึ้ง ถ้าเก็บของป่ายังสู้คนอื่นไม่ได้ก็จบกัน
ปลายปีใ ต้เท้านายอำเภอบอกว่าจะเรียกประชุมใหญ่ ไว้ค่อยเจอกันตอนนั้น ตอนนี้ไม่ต้องไปเยี่ยมเยียน
อีกทั้งจะมีการประกาศรายได้อาชีพเสริมของแต่ละหมู่บ้านในที่ประชุม สามอันดับสุดท้ายจะถูกเรียกชื่อตักเตือน สามอันดับแรกจะแจกรางวัลให้ในนามอำเภอ อีกทั้งใต้เท้านายอำเภอยังจะเลี้ยงข้าวด้วย
พอเฉียนเพ่ยอิงออกมา พวกชาวบ้านที่ขนของมาต่างคุกเข่าก้มหน้ารออยู่ก่อนแล้ว “ฮูหยิน”
หมู่บ้านสิบห้าร่องน้ำเป็นหมู่บ้านห่างไกล เพิ่งมาครั้งแรก ยังไม่รู้ธรรมเนียมปฏิบัติ
เฉียนเพ่ยอิงที่สวมหมวกม่านพูด “ครั้งหน้ามาไม่ต้องคุกเข่านะ เจอข้าก็ไม่ต้องเรียกฮูหยิน”
เช่นนั้นจะให้เรียกว่าอะไร
“เถ้าแก่เฉียน” เฉียนเพ่ยอิงบอกให้พวกผู้ชายลุกขึ้น ไปเอาของลงมาชั่ง
เหล่าหญิงสูงวัยที่อยู่ตรงนั้นวางงานในมือลง รีบช่วยพวกชาวบ้านขนเห็ดตากแห้งที่ได้มาตรฐานเข้าไปไว้ในคลังสินค้ากระสอบแล้วกระสอบเล่า
ถ้าถามว่า เช่นนั้นเห็ดสดที่กำลังตากแห้งอยู่ที่นี่มาจากไหนกัน
ในเมื่อแต่ละหมู่บ้านตากเสร็จแล้วถึงเอามาส่ง ทำไมยังมีเห็ดสดอีก
ตรงนี้ต้องพูดถึงซื่อจ้วงกับเถี่ยโถว ที่เวลานี้กำลังนำกลุ่มคนขึ้นเขาฉางไป๋ไปหาเกาลัด วอลนัท เมล็ดสน
ระหว่างที่สองคนนี้เดินขึ้นไปก็ให้พวกผู้ชายที่เก็บของป่าเก็บเห็ดสดไปด้วย
ขบวนร่วมพันคนกระจัดกระจายอยู่ด้านนอก
ด้านล่างเขามีเกวียนของร้านขนส่งในฮุ่ยหนิงรออยู่
พลบค่ำของทุกวันจะมีเกาลัดกับวอลนัทถูกแบกลงมาจากบนเขากระสอบแล้วกระสอบเล่า ตอนนี้เมล็ดสนไม่มี ยังไม่ถึงช่วง
เถ้าแก่ของร้านขนส่งร้านนี้ เดิมทีคิดว่าจะต้องนั่งห่อเหี่ยวเก็บของปิดกิจการแล้ว
แต่กลับไม่คิดว่าท่านฝูกุ้ยจะมาหาที่ร้าน ท่านฝูกุ้ยเป็นคนในครอบครัวของใต้เท้านายอำเภอเชียวนะ
ไม่เพียงแต่จะไม่ข่มขู่ให้เขาปิดกิจการ ทั้งยังแนะนำงานขนส่งให้ ให้เขาช่วยขนสินค้าหารายได้เข้ากระเป๋า
แต่เรื่องนี้ยังไม่ทำให้เขาซึ้งใจที่สุด
เรื่องที่ทำให้เถ้าแก่ร้านขนส่งในฮุ่ยหนิงประทับใจน้ำตาไหลที่สุดคือ ท่านฝูกุ้ยพูดแล้วว่า ไม่ต้องคิดมาก งานจะมีเยอะขึ้นเรื่อยๆ
ต่อให้วันหน้าม้าพันลี้มาตั้งสาขา ก็ไม่มีทางส่งผลต่อการรับงานขนสินค้าของเขา เพราะม้าพันลี้ไม่รับงานแบบนี้ ไม่ว่าง
ทั้งยังบอกเขาอีกว่า ถ้าไปส่งของข้างนอกแล้วเจอโจรดักปล้นระหว่างทาง อย่าเก็บเงียบไว้ กลับมาให้ไปแจ้งใต้เท้านายอำเภอ
ใต้เท้าบอกแล้วว่า ขบวนสินค้าของฮุ่ยหนิงอยู่ข้างนอก ถ้าเกิดปัญหาอะไรระหว่างทาง ในฐานะที่เป็นขุนนางปกครอง หากชาวบ้านไม่กล้าแจ้งปัญหา เขาก็จะไปเอาเรื่องกับเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น
เถ้าแก่ร้านขนส่งร้านนี้เคยออกเดินทางขนสินค้ามาก่อน ไม่อย่างนั้นคงทำงานวงการนี้ไม่ได้
พอฟังจบก็รู้สึกตื้นตันใจ
ใต้เท้านายอำเภอมีน้ำใจมากจริงๆ
นึกถึงความลำบากของอาชีพขนสินค้าในหลายปีมานี้ นึกถึงพวกเงินที่ต้องจ่ายเป็นส่วย ขอบตาก็แดงขึ้นมาทันที นี่เป็นขุนนางคนแรกที่กล้าพูดว่า ‘พวกเจ้าเดือดเนื้อร้อนใจอะไรมาจากข้างนอก ข้าจะจัดการให้เอง’