ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 788-2 สบายๆ ไม่ต้องกังวล
ตอนที่ 788-2 สบายๆ ไม่ต้องกังวล
ตรงแถบชานเมือง
ท่านลุงซ่งนั่งอยู่หน้ากระโจม มือข้างหนึ่งโบกพัด อีกมือกินแตงโมไปด้วย มองพวกมือปราบออกลาดตระเวนคุมกลุ่มนักโทษที่แลกมาจากแม่ทัพหลิ่วเดินมาทางเขา
บนใบหน้าของนักโทษเหล่านี้มีการนาบอักษรไว้ ทำงานมาทั้งวัน เหนื่อยล้ามานานแล้ว พอเห็นท่านลุงซ่ง ดวงตาถึงเริ่มมีประกาย
เพราะถ้าเห็นท่านลุงซ่งก็แสดงว่าพวกเขาจะได้พักแล้ว ได้นอนในกระโจมขนาดใหญ่ที่ตั้งไว้ตรงนี้
งานตอนกลางคืน อย่างมากก็แค่เฝ้าแปลงผักผืนใหญ่นี้กับพวกมือปราบที่คุมพวกเขา ไม่ให้มีใครมาขโมยก็พอ
อีกทั้งผู้เฒ่าคนนี้ก็ถือว่าใจดีมากในสายตาของนักโทษ
เมื่อก่อนตอนพวกเขาอยู่ที่ค่ายของแม่ทัพหลิ่ว จะกี่เดือนกี่ปีก็มีแค่วัววัวโถวที่ผสมเศษไม้ให้กิน
นับตั้งแต่มาฮุ่ยหนิง กลุ่มนักโทษอย่างพวกเขา กลางวันทำงานถางหญ้าริมทางบุกเบิกถนน ตกกลางคืนก็นอนกระโจมเฝ้าแปลงผัก แถมผู้เฒ่ายังให้พวกเขากินผักได้ด้วย
หัวไชเท้า ผักป่า และผักอื่นๆ ให้พวกเขาเอาไปต้มน้ำแกง
และเรื่องที่พวกเขาคิดว่าผู้เฒ่าใจดีมากก็คือ ยังให้เกลือเม็ดมากินด้วย
“กลับมาแล้วเหรอ”
“ขอโทษด้วยขอรับท่านผู้เฒ่า ข้าจะไปส่งท่านกลับบ้านเดี๋ยวนี้ วันนี้กลับช้าไปหน่อย”
ท่านลุงซ่งชี้แตงโมที่เหลือ พลางพูดกับพวกมือปราบตรวจลาดตระเวน
“ไม่รีบ กินก่อนสิ คนละชิ้น บ้านเราปลูกเองหวานดีนะ ไม่พอก็ไปผ่ามาเพิ่ม อากาศร้อนๆ แบบนี้กินแตงโมสักหน่อยก็ชื่นใจ”
จากนั้นก็ชี้เปลือกแตงโมที่มีเนื้อสีแดงติดอยู่นิดหน่อย “เปลือกพวกนี้ข้าแทะเอง เอาไปให้พวกนักโทษที่วันนี้ตั้งใจทำงานกินสักหน่อย ข้าจะบอกให้นะ เปลือกแตงโมนี่แหละของดี”
เมื่อก่อนครอบครัวยากจน แม้แต่เปลือกแตงโมพวกเราก็ไม่เหลือให้คนนอก เก็บไว้ดองเกลือกิน
พวกมือปราบเอาแตงโมลูกใหญ่สี่ลูกกับผักหนึ่งเข่งที่ท่านลุงซ่งเด็ดมาไปขึ้นเกวียน หัวหน้ามือปราบลาดตระเวนกลุ่มนี้ยังได้เอาห่อไล่ยุงแขวนไว้ที่คอของท่านลุงซ่ง กลัวถูกยุงกัดระหว่างทาง จากนั้นถึงประคองท่านลุงซ่งขึ้นเกวียน
ควบเกวียนกลับเข้าเมือง ส่งท่านลุงของใต้เท้านายอำเภอกลับที่ว่าการอำเภอ
…
ตามเวลาของยุคปัจจุบัน ตอนนี้เป็นเวลาทุ่มกว่าแล้ว เฉียนเพ่ยอิงถึงได้พาลูกสาวกับพวกเด็กผู้ชายออกจากจุดรับของป่าเดินทางกลับบ้าน
หมี่โซ่ว จินเป่า เอ้อร์หลัง ซ่วนเหมียวจื่อ และยังมีเด็กผู้ชายที่เป็นน้องชายของสาวใช้อีกสองคนได้เข้าเรียนแล้ว
เด็กหกคนนี้ พอเลิกเรียนตอนเย็นก็จะสะพายกระเป๋ามาหาเฉียนเพ่ยอิง
เถ้าแก่เฉียนทำอาหารให้พวกเขากิน อร่อยมาก
คนทำบัญชีซ่งพั่งยายังช่วยสอนการบ้านพวกเขา กินข้าวเสร็จก็ไปนั่งเขียนว่าวันนี้เรียนอะไรมาบ้างอยู่เงียบๆ เขียนไม่ได้ก็ถามพี่สาว
วันนี้ขณะที่ซ่งพั่งยาเฝ้าเด็กหกคนนี้ทำการบ้าน ยังได้เอาใจใส่ความรู้สึกของเอ้อร์หลังกับหมี่โซ่วเป็นพิเศษ
เรียกออกไปคุยส่วนตัว
เอ้อร์หลังโตกว่า ได้เรียนห้องเดียวกับพวกจินเป่า ซ่วนเหมียวจื่อ เป็นห้องสำหรับเด็กที่อ่านออกเขียนได้แล้ว
นางกลัวว่าพี่เอ้อร์หลังจะรู้สึกกดดัน จึงพูดขึ้น “พี่เอ้อร์หลัง ได้เข้าเรียนก็ดีมากแล้ว พี่ไม่รู้หรอกว่าข้าอิจฉาขนาดไหนที่พี่ได้เข้าไปเรียนในสำนักศึกษา”
ปรากฏว่าเอ้อร์หลังพูดด้วยความสงสัย “ในห้องมีคนโตกว่าข้าตั้งหลายคน อย่างข้าไม่ถือว่าโตมาก”
ซ่งฝูหลิงไปเอาใจใส่น้องหมี่โซ่วต่อ
ปัญหาของเฉียนหมี่โซ่วคือ เขาเด็กเกินไป แต่กลับได้ไปเรียนในห้องสำหรับเตรียมสอบจอหงวน นั่งแถวหน้าสุดโต๊ะแรก
ห้องเรียนห้องนั้นเป็นของเด็กโต มีแต่เด็กที่อายุสิบสี่ สิบห้าขึ้นไป หรือแม้กระทั่งคนอายุยี่สิบกว่าก็มีจำนวนมาก
“เจ้าเรียนตามทันหรือเปล่า”
หมี่โซ่วถามกลับ “พี่สาว ข้าเคยตามไม่ทันด้วยเหรอ”
“เช่นนั้นมีคนพูดเรื่องที่เจ้าเป็นคุณชายลูกนายอำเภอแต่กลับแซ่เฉียนไหม ถ้ามีคนล้อเลียนลับหลังไม่ต้องเก็บไว้ ต้องกลับมาบอกที่บ้าน พี่จะหาวิธีจัดการพวกเขาให้”
หมี่โซ่วกวาดตามองพี่สาวขึ้นลง ทำหน้าเหมือนซ่งฝูเซิงมาก
“พูดเหลวไหล พวกเขาบ้าไปแล้วเหรอกล้าเอาเรื่องนี้มาเล่นงานส่วนตัว…
…ต่อให้มีคุยกันบ้างลับหลัง ก็ไม่ควรให้ข้ารู้ได้หรือเปล่า…
…มีแต่คนอยากมาทำความรู้จักกับข้า…
…จริงสิพี่ สหายเหยียนที่นั่งข้างข้าชวนข้าไปนั่งเล่นที่บ้านด้วย แต่ข้ามาคิดดู เขามีลูกแล้ว แถมยังตั้งสองคน…
…ข้ามีศักดิ์เป็นอา จะไปมือเปล่าก็ไม่ได้หรือเปล่า ต้องมีของแรกพบไปให้พวกหลานชายหน่อย เปลืองเงิน ข้าเลยไม่ตอบรับ”
ซ่งฝูหลิง “…”
เจ้าเหมือนคนเป็นอาตรงไหนกัน
ไม่รู้จริงๆ ว่าสหายแซ่เหยียนวัยยี่สิบกว่าของเจ้า ชวนเด็กตัวกะเปี๊ยกอย่างเจ้าไปเป็นแขกที่บ้าน จะมีอะไรที่คุยกันได้
ชวนเจ้าเล่นเกมตามประสาเด็กหรืออย่างไร
เวลานี้จินเป่า หมี่โซ่ว เอ้อร์หลัง ซ่วนเหมียวจื่อ และน้องชายสองคนของสาวใช้กำลังเดินเรียงนำหน้าเฉียนเพ่ยอิงกับซ่งฝูหลิง
ท่วงท่าที่เดินเรียกว่าองอาจผึ่งผาย
เด็กผู้ชายทั้งหกคน บ้างก็ใช้กระเป๋าสะพายข้าง บ้างก็ใช้กระเป๋าสะพายหลัง ส่วนจินเป่าไม่ยอมสะพายหลังดีๆ เอามาแบกไว้บนบ่า
ตอนเดินผ่านร้านค้าต่างๆ พวกเจ้าของร้านต่างยิ้ม พลางพยักหน้าให้โดยไม่สนว่าพวกหมี่โซ่วจะตอบรับหรือไม่
พอเห็นเฉียนเพ่ยอิงกับซ่งฝูหลิงที่สวมหมวกม่านเดินตามหลังก็โค้งให้อย่างเงียบๆ
พวกเด็กๆ ที่เล่นกันอยู่ข้างทาง บางคนก็ชี้มา มองพวกพี่ๆ ด้วยสายตาอิจฉา กระเป๋าหนังสือที่พวกเขาสะพายดูดีมาก
ท่านพ่อท่านแม่บอกว่า พี่ๆ พวกนี้เป็นครอบครัวของท่านนายอำเภอ
วันนี้ซ่วนเหมียวจื่ออารมณ์ดีเป็นพิเศษ มีโบกมือให้พวกเด็กๆ ตอนเดินผ่านด้วย
ตอนที่กลุ่มของเฉียนเพ่ยอิงใกล้ถึงร้านขนม เสียงของยายหวังก็ลอยมา
“ซ่วนเหมียวจื่อ เจ้าไม่เดินให้ดีๆ อีกแล้ว อยู่ตั้งไกลยังเห็นว่าเจ้าเดินยักไหล่”
อย่างกับพวกนักเลง
ทำไม เจ้าคุมซอยนี้เหรอ
“ท่านย่า อยู่ข้างนอกอย่าเรียกซ่วนเหมียวจื่อสิ ข้าชื่อ หวังจื่อซ่วย”
“เจ้าจะซ่วยหรือซวย แต่ถ้าทำย่าโมโหก็ถูกเพ่นกบาลได้เหมือนกัน”
ท่านย่าหม่าบอกให้พวกสาวใช้ปิดประตูใส่แม่กุญแจให้เรียบร้อย จากนั้นก็จับมือซ่งฝูหลิงถามเฉียนเพ่ยอิง “วันนี้เจ้าทำกับข้าวอะไร”
“ทำเกี๊ยวไส้ไข่กับกุยช่าย ที่นี่ล่ะ”
“ต้องแบบนั้นสิ อย่าทำส่งเดช พั่งยาอยู่ในช่วงกำลังโต ข้าเห็นพั่งยาตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ก็สูงขึ้นหน่อยแล้ว ที่นี่พวกเรากินบะหมี่น้ำ”
ขณะที่ท่านย่าหม่าหนีบมือของหลานสาวไว้ที่รักแร้ยิ้มคุยกับเฉียนเพ่ยอิง ก็เห็นมือปราบลาดตระเวนกลุ่มหนึ่งมาได้จังหวะพอดี
มือปราบเดินอยู่ห่างออกไปร้อยกว่าเมตร
เรียกได้ว่าสถานะเปลี่ยนไป บางสิ่งบางอย่างก็เปลี่ยนไปอย่างไม่รู้ตัว
ส่วนซ่งฝูเซิงที่ทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไปยังคงทำงานล่วงเวลาอยู่
ตอนนี้ห้องทำงานของที่ว่าการอำเภอถูกทุบให้เชื่อมกันแล้ว กลายเป็นห้องทำงานขนาดใหญ่
ที่ว่าการอำเภออื่นมีห้องทำงานของผู้ช่วยนายอำเภอ รองนายอำเภอ เสมียน แยกไว้โดยเฉพาะ แต่ไม่ใช่ที่ฮุ่ยหนิง
เจ้าหน้าที่ทั้งหมดทำงานอยู่ในห้องใหญ่รวมกัน
ซ่งฝูเซิงแค่เงยหน้าก็เห็นได้ว่าใครแอบอู้ ใครกำลังยุ่ง
พวกเจ้าหน้าที่กินข้าวแบบเดียวกันหมด ดังนั้นจึงไม่มีเรื่องเงินทอนค่าอาหารปลายปี
อาหารกลางวันกับอาหารล่วงเวลาตอนเย็นเป็นอาหารกล่อง
มีผักมีเนื้อ น้ำแกงหนึ่งชาม กับแกล้มหนึ่งอย่าง อาหารหลักเป็นแป้งแผ่นทอดหรือข้าวสวย
เพื่อป้องกันการสิ้นเปลือง หากต้องทำงานล่วงเวลา พ่อครัวก็จะเข้ามาที่ห้องทำงานใหญ่เพื่อยืนยันว่าใครกินใครไม่กิน หรือจะกินกี่ชาม
นี่เป็นเรื่องที่เมื่อก่อนไม่มี
เมื่อก่อนพ่อครัวไม่มีสิทธิ์เข้าไปในห้องทำงาน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงความกล้าที่จะถามพวกนายอำเภอว่าจะกินกี่ชาม
ซ่งฝูเซิงมองเครื่องบอกเวลา คิดว่าเมียเขาน่าจะเลิกงานกลับบ้านแล้ว เขาจึงเริ่มล้างพู่กัน “วันนี้เอาแค่นี้ ทุกคนเสร็จงานก็รีบกลับไปพักผ่อนนะ”
เจ้าหน้าที่ทุกคนในห้องทำงานยืนขึ้นทันที ยืนอยู่หน้าโต๊ะทำงานโค้งตัวส่งใต้เท้านายอำเภอออกไป