ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 791-1 ชาวบ้านรวมใจ เชื่อมใจทั้งแผ่นดิน
ตอนที่ 791-1 ชาวบ้านรวมใจ เชื่อมใจทั้งแผ่นดิน
ตอนนี้ฝั่งตรงข้ามเยื้องที่ว่าการอำเภอมีพื้นที่ว่างผืนใหญ่คล้ายลานกว้าง
ซ่งฝูเซิงให้คนเอาหินภูเขาไฟไปถมพื้นที่ตรงนั้น ดูเป็นระเบียบเรียบร้อย
ปักเสาสูงตรงพื้นที่ว่าง บนเสาต้นนั้นมีธงสีแดงผืนใหญ่ปลิวไสว
มีอักษรขนาดใหญ่ปักอยู่บนธงว่า ที่ว่าการอำเภอฮุ่ยหนิง
ธงผืนนี้โบกสะบัดทุกวัน
อันที่จริงซ่งฝูเซิงยังอยากให้ถนนเส้นนี้มีธงขนาดเล็กเจ็ดสีปลิวไสวตลอดข้างทาง
ทางที่ดีตอนเช้าเวลาที่พวกเจ้าหน้าที่มาเข้างาน อยากให้พวกมือปราบเดินสวนสนามเชิญธง ต้องสร้างความรู้สึกตระหนักต่อหน้าที่ทำเพื่อราษฎรแก่พวกเจ้าหน้าที่ทางการ
พวกชาวบ้านก็มาดูได้ ร่วมกันเงยหน้ามองธงขึ้นสู่ยอดเสา รวมใจเป็นหนึ่งเดียวกับที่ว่าการอำเภอ
ทางที่ดีนานวันเข้า เอาให้กลายเป็นจุดเด่นของการรวมใจสร้างอารยธรรมของชาวฮุ่ยหนิง
พวกเราจะสนแต่เรื่องเศรษฐกิจไม่ได้ ต้องพัฒนาวัฒนธรรมด้วย
แต่ว่าไม่มีเวลา
ซ่งฝูเซิงเลยแค่ให้พวกลูกน้องมือปราบเอาป้ายชื่อถนนไปปักตามถนนเส้นสำคัญ ส่วนเรื่องรองพวกนี้คิดไว้ว่าขึ้นปีใหม่ค่อยทำ
ตรงลานกว้างหน้าที่ว่าการอำเภอ นอกจากจะมีเสาสูงแล้ว ริมถนนยังมีเสาหินสูงอยู่สองต้น
ตอนนี้สี่ด้านของเสาสองต้นนั้นมีประกาศรับสมัครงานและรับซื้อสิ่งต่างๆ ติดอยู่เต็มไปหมด
ช่วงไม่กี่วันมานี้พวกมือปราบที่มาทำงานในที่ว่าการอำเภอต่างใกล้โมโหทนไม่ไหวเต็มทีเวลาที่เข้างานออกงาน
เพราะอยู่ๆ ก็มีชายแก่ขาเป๋ที่พอรู้หนังสือนิดหน่อยมาที่ตรงเสา
ชายแก่คนนั้นจะเอาโต๊ะกับเก้าอี้มาตั้งทุกวัน บนโต๊ะมีพู่กันน้ำหมึกราคาถูก มาตรงเวลายิ่งกว่าพวกเขาที่มาทำงานเสียอีก
เมื่อวานใต้เท้านายอำเภอยังหัวเราะพลางพูดว่า “ต่อไปพวกเจ้ามาสายหรือไม่ ข้าไม่ต้องดูเครื่องบอกเวลาแล้ว ส่งคนไปดูที่ด้านหน้าก็ได้ว่าผู้เฒ่าคนนั้นอยู่หรือเปล่า”
ชายแก่คนนี้มาทำอะไรน่ะเหรอ มาช่วยอ่านประกาศ
อ่านประกาศ วางถ้วยหนึ่งใบ แล้วแต่จะให้เงิน
แต่ถ้าคิดว่าชายแก่คนนี้มาเพื่ออ่านประกาศหาเงินล่ะก็ คิดผิดแล้ว
ช่องทางหลักในการหาเงินของเขาคือช่วยเขียนจดหมาย ซึ่งราคาค่าเขียนก็มีบอกไว้อย่างชัดเจนว่ากี่ทองแดง
ทางอำเภอต้องการรับสมัครคนทำงานมากขนาดนี้ ใครบ้างไม่มีญาติอยู่บ้านนอก
ทุกคนต่างเห็นสายเลือดสำคัญและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
ในเมืองขาดคนทำงาน ต้องบอกพวกญาติๆ สักหน่อย รีบมา
ในเมือง แม้แต่ผอผอติงยังมีค่า
ชายแก่คนนี้ก็เลยมีความคิดที่จะหาเงินแบบนี้
เขาจะมานั่งข้างเสาหินทุกวันเพื่อรับจ้างเขียนจดหมาย
หลังจากรวบรวมจดหมายในหนึ่งวันได้แล้ว เขาก็จะเก็บโต๊ะ ถือไม้เท้าเดินไปที่ประตูเมือง ให้คนที่รับจ้างลากของเอาจดหมายไปส่งโดยแยกตามหมู่บ้านตามแต่ละท้องที่
จดหมายไม่กี่ฉบับไม่กินพื้นที่ คนรับจ้างพวกนี้ก็พวกคนในหมู่บ้าน พอบอกว่าบ้านไหนๆ ก็รู้จักหมด บางครั้งช่วยเอาจดหมายไปส่งให้ก็เก็บเงินแค่หนึ่งหรือสองทองแดง พอเป็นค่าเหนื่อย
แล้วจะไม่ให้พวกเจ้าหน้าที่โมโหหลุดขำได้อย่างไร
มาหารายได้ถึงหน้าที่ว่าการอำเภอเลยทีเดียว
และเรื่องที่ทำให้ไม่รู้จะสุขหรือเศร้าดีก็คือ ได้ยินว่าช่วงนี้ชายแก่คนนี้มีรับงานใหญ่ระยะยาวด้วย
ก็เพราะใต้เท้านายอำเภอป่าวประกาศออกไปหลายครั้ง เน้นย้ำเรื่องของดีท้องถิ่น
พวกหลี่เจิ้งก็เลยทำงานกันเป็นบ้าเป็นหลัง ไม่อยากแพ้พวกหมู่บ้านที่มีของดีอย่างเช่นหมู่บ้านหินซงฮวา พอเห็นอะไรเลยมองเป็นของดีไปหมด
วันนี้ขุดเจอหิน พรุ่งนี้ก็เอามาสองสามอย่าง บอกว่าเป็นของล้ำค่าที่ขุดได้จากในถ้ำ รีบมาแสดงตัวในที่ว่าการอำเภอ อยากให้ช่วยวินิจฉัย
เล่นเอาผู้ช่วยนายอำเภอ รองนายอำเภอ เสมียน พัศดี ทุกวันต้องมีใครสักคนเข้าเวร ถึงกับมีห้องทำงานโดยเฉพาะเพื่อรับหน้าที่คอยต้อนรับคนพวกนี้
ตอนนี้เวลาหลี่เจิ้งพวกนี้มาที่อำเภอจะมีข้าวกล่องให้กิน
พอหลี่เจิ้งพวกนี้กำลังจะกลับก็เห็นชายแก่คนนั้น จึงเข้าไปถามว่าทำอะไร เข้าใจแล้ว
เช่นนั้นเจ้ามีคิดเป็นรายเดือนไหม
อะไรคือรายเดือน
ก็แบบว่า เจ้าเขียนจดหมายให้หลี่เจิ้งอย่างพวกข้าบ่อยๆ จดข่าวที่น่าสนใจในที่ว่าการอำเภอลงไปในจดหมาย
ไม่ใช่อะไรหรอก พวกเราแค่อยากรู้ให้มากขึ้นว่าใต้เท้านายอำเภอพูดอะไรอีก หรืออยากให้พวกชาวบ้านทำอะไรอีก ช่วงนี้คนในเมืองทำอะไรบ้าง
ไม่อยากอยู่ห่างจากใต้เท้าเพียงเพราะอยู่ไกลเดินทางไม่สะดวก
อยากติดตามใต้เท้าอย่างใกล้ชิด
เข้าใจแล้ว ก็คืออยากให้ช่วยกระจายข่าวไปให้ทั่วถึง
งานแบบนี้ ชายแก่กินเงินระยะยาว รับไว้ทั้งหมดยี่สิบกว่างาน
ขณะซ่งฝูเซิงพักกลางวัน เขาได้ฟังเรื่องนี้ตอนกินข้าวก็หัวเราะออกมา
มีเจ้าหน้าที่บอกว่า “ใต้เท้า เขาล้ำเส้นเกินไปหรือไม่ขอรับ”
“ล้ำเส้นอย่างไร พวกเรามีอะไรที่ต้องกลัวชาวบ้านรู้ด้วยรึ”
ในสายตาของซ่งฝูเซิง ชายแก่คนนั้นจัดอยู่ในประเภทหาเงินด้วยความสามารถของตัวเอง ไม่ใช่เรื่องใหญ่
อย่าว่าแต่พวกคนแก่เลย พวกเด็กๆ ในบ้านเขา หมี่โซ่วลูกชายของเขา วันหยุดเพราะเป็นช่วงฤดูเก็บเกี่ยวก็ยังหารายได้พิเศษ
…
หมู่บ้านอันถู หรือก็คือหมู่บ้านที่ประกอบอาชีพเก็บน้ำผึ้งเป็นหลัก
ตั้งแต่หลี่เจิ้งไปจนถึงลูกเด็กเล็กแดงต่างชะเง้อคอมองอยู่หน้าหมู่บ้าน
ไม่นานก็เห็นเกวียนเล่มแรกวิ่งมาจากอีกด้านของภูเขา
ตามมาด้วยเล่มที่สอง เล่มที่สาม เล่มที่สิบ เล่มที่ยี่สิบ นับไม่หมดแล้ว
เกวียนวิ่งมาตามเส้นทางบนภูเขามุ่งหน้ามายังหมู่บ้านเก็บน้ำผึ้งแห่งนี้ ยาวเหยียดคล้ายสายธาร
มาแล้ว คราวนี้มาจริงๆ แล้ว
ใต้เท้านายอำเภอไม่ได้หลอกพวกเรา
ใต้เท้าบอกว่า “ที่นี่มีดอกไม้บานสะพรั่งเต็มพื้นที่ทุกปี ผึ้งบินกันให้ว่อน ของดีคุ้มราคาที่พวกชาวบ้านเก็บมา ข้าจะทำให้พวกท่านขายได้ราคามากขึ้น”
เขาพูดได้ทำได้
คนเลี้ยงผึ้งที่อายุมากแล้วหลายคนยังไม่ทันขนน้ำผึ้งออกมาก็เริ่มร้องไห้ด้วยความดีใจก่อนแล้ว
ใช้มือที่ถูกผึ้งต่อยจนบวมปิดตา พลางพูด “ในที่สุดก็ได้เจอขุนนางดีๆ ใต้เท้านายอำเภอปกป้องชาวบ้านในช่วงที่ลำบากที่สุด”
ไม่รู้ว่าใครนำ พากันคุกเข่าอย่างพร้อมเพรียง
เวลานี้เฉียนหมี่โซ่วนั่งอยู่ในเกวียนเล่มแรกของขบวนมารับน้ำผึ้งขบวนนี้
เด็กน้อยได้หยุดเพราะเป็นช่วงฤดูเก็บเกี่ยว จึงตั้งใจตามมาช่วยจดบัญชีหาค่าขนมเล็กๆ น้อยๆ
ไม่หาเงินไม่ได้หรอก ถูกพี่สาวไถเงินไป แถมยังบอกว่าไม่คืน
พอทวงเงินก็ถูกพี่สาวย้อนเข้าให้
“ใครใช้ให้เจ้าหน้าใหญ่บอกตกรางวัลให้บ่าวรับใช้ของจวนผู้สำเร็จราชการที่มาส่งจดหมายล่ะ ข้ายืม แต่เจ้าบอกตกรางวัล…
…น้องชายเอ๋ย เจ้าทำเป็นหน้าใหญ่ข้างนอกน่ะได้ แต่ก็ต้องรับผิดชอบการกระทำของตัวเองด้วย มาทวงพี่ไม่ได้หรอกนะ”
หมี่โซ่วได้แต่เจ็บช้ำน้ำใจ
นอกจากนี้คนที่ออกมาทำงานพิเศษครั้งนี้ไม่ได้มีแค่หมี่โซ่ว
พวกเอ้อร์หลังซ่งจินเป่าตามขบวนอื่นไปช่วยทำงานด้วย
ตรงนี้ต้องขอพูดถึงสักหน่อย หมี่โซ่วยังได้แนะนำงานให้เพื่อนร่วมห้องที่ยากจนอีกด้วย สหายคนนี้ค่อนข้างสนิทกับเขา
อายุสิบเจ็ดปีแล้ว
ครั้งแรกที่ไปถามซ่งฝูเซิงว่ามีงานชั่วคราวอะไรให้เพื่อนของเขาทำไหม ซ่งฝูเซิงยังถึงกับอึ้ง
ไปไกลแล้ว
เวลานี้หมี่โซ่วกระโดดลงจากเกวียน ถูกพวกชาวบ้านล้อมหน้าล้อมหลังพาเข้าไปในแต่ละบ้าน เขาหยิบสมุดออกมาเริ่มจด
บรรจุเต็มถังห้าจิน สิบจิน ยี่สิบจิน
ครอบครัวนี้มีน้ำผึ้งถูกยกออกไปกี่จิน
ในตอนท้ายถ้ามีครอบครัวไหนน้ำผึ้งไม่ครบจิน หมี่โซ่วก็ต้องลงหมายเหตุไว้ จากนั้นก็คิดเงินเต็มจำนวนให้
“ห้าบ้านนี้คิดเงินเสร็จแล้ว ลุงรอง เอาขึ้นเกวียนได้เลย”
“ได้เลย!”
ซ่งฝูโซ่ววางกระบวยตักน้ำของชาวบ้าน ปากก็เคี้ยวก้อนน้ำผึ้ง เริ่มให้ลูกน้องเอาของขึ้นเกวียน
ซ่งฝูกุ้ยที่มากับขบวน ไม่มีวางมาดคนใหญ่คนโตแม้แต่น้อย เข้าบ้านนั้นออกบ้านนี้ ตะโกนไม่หยุด เป็นห่วงมาก
“ทุกท่าน ไม่ต้องรีบ ไปทุกบ้านแน่นอน…
…แต่เวลาเทน้ำผึ้งลงถังต้องระวังให้มาก…
…กว่าพวกท่านจะเอาน้ำผึ้งมาไม่ง่าย นั่นเป็นเงินเหนื่อยยากที่ต้องแลกกับการโดนผึ้งต่อย…
…ของดี พวกเราห้ามสิ้นเปลืองเป็นอันขาด พวกเราขนออกไปขายให้เป็นเงินทองทั้งนั้น”
หลี่เจิ้งอยากเป็นตัวแทนของชาวบ้านแสดงความขอบคุณพวกฝูกุ้ย
ซ่งฝูกุ้ยพูดอย่างหนักแน่น
“ทุกท่าน ถ้าจะให้ขอบคุณ พวกเราก็ต้องขอบคุณทุกท่านเหมือนกัน…
…อันที่จริงพวกเรามีความสัมพันธ์ร่วมงานกัน…
…ขอบคุณทุกท่านที่ตั้งใจทำงาน เก็บน้ำผึ้งที่บริสุทธิ์ที่สุดมาให้…
…ปีนี้เป็นครั้งแรกที่ขนน้ำผึ้งออกไปขายข้างนอก พวกเราไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร…
…หากขายได้ราคาดี ยอดขายใช้ได้ ใต้เท้านายอำเภอขอพวกข้าแล้วว่า ปีหน้าต้องขึ้นราคาให้ทุกท่านด้วย…
…ทุกคนจะได้ทำเงินได้มากหน่อย มีชีวิตที่สุขสบายขึ้น…
…เป้าหมายและหลักการของพวกเราคือ ได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย!”
ฝูกุ้ยโบกมือ พอพูดจบพวกผู้ชายของเก้าสกุลที่ตามมาด้วยก็ปรบมือ ต้องเป็นหน้าม้าให้หน่อย
พวกชาวบ้านก็ไม่ค่อยเข้าใจหรอก แต่ก็ปรบมือทำหน้าดีใจตามไปด้วย
ต่อมายิ่งปรบมือก็ยิ่งดีใจ
ใบหน้าที่ดำคล้ำของแต่ละคนมีรอยยิ้มหวานที่มาจากใจ คล้ายน้ำผึ้งที่พวกเขาเก็บมากับมือตัวเอง แววตาเต็มไปด้วยความหวัง
พวกเขาแทบอยากไปเสนอขายคนที่ซื้อน้ำผึ้งด้วยตัวเอง
คนข้างนอก คนของแต่ละเมือง พวกเจ้ากินได้อย่างสบายใจ
เมื่อครู่พวกท่านฝูกุ้ยให้กวาดน้ำผึ้งขอบถังไปให้หมด แต่พวกข้าไม่ทำ กลัวจะเป็นการเอาเปรียบคนซื้อ
ใต้เท้านายอำเภอกล้ารับรองแทนพวกข้าว่านี่เป็นของดีที่ส่งไปขาย พวกข้าก็กล้ารับรองด้วยชีวิตว่านี่เป็นน้ำผึ้งที่ดีที่สุดที่พวกเราผลิตออกมา