ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 791-2 ชาวบ้านรวมใจ เชื่อมใจทั้งแผ่นดิน
ตอนที่ 791-2 ชาวบ้านรวมใจ เชื่อมใจทั้งแผ่นดิน
ในเวลาเดียวกัน
อีกขบวนหนึ่งที่นำโดยเถียนสี่ฟากับซื่อจ้วงก็ไปถึงจุดหมายปลายทางแล้วเช่นกัน
ทั้งสองคนถือเคียวอยู่ในมือ หายใจหอบ ถึงขนาดทำให้สองคนนี้เหนื่อยได้แค่คิดก็รู้ว่าต้องลำบากมาก
ภายในเข่งที่อยู่ด้านหลังเต็มไปด้วยลูกธนูและดาบ
บนใบหน้าของทั้งสองคนมีรอยถูกบาด ตลอดทางถูกกิ่งไม้ใบหญ้าบาดผิวแทงผิว ปีนขึ้นไปตรงเนินเขา
“หยุด ถึงแล้ว ที่นี่แหละ ต้องเป็นที่นี่แน่นอน”
แสงแดดแบบนี้ น้ำค้างแบบนี้ ความชันเท่านี้ สภาพแวดล้อมแบบนี้
ขาดไม่ได้แม้แต่อย่างเดียว
จะต้องเป็นในป่าที่มีสภาพคงที่ยี่สิบปีขึ้นไป ต้องมีเงาของต้นต้วน ต้นจ้า และต้นเหอเถา ด้านล่างยังมีพวกหนามปกคลุม สภาพแวดล้อมที่เข้ากันทั้งหมดแบบนี้ โสมถึงจะเจริญเติบโตอยู่ได้
คนที่พูดคือคนนำขบวนที่เชี่ยวชาญการเก็บโสมที่มีวิชาสืบทอดกันในครอบครัวมาหลายปี
ไม่ใช่แค่คนนี้
หลังจากที่นายอำเภอซ่งฝูเซิงเรียกระดมชาวบ้าน
เรียกได้ว่าเวลานี้ด้านหลังของเถียนสี่ฟากับซื่อจ้วงเต็มไปด้วยชาวบ้านที่ชำนาญการเก็บโสมทั้งหมดของอำเภอฮุ่ยหนิง
คนเหล่านี้ต่างหากที่เป็นเจ้าของที่แท้จริงของเขาฉางไป๋
พวกเขาเก็บโสมมานานหลายปี มีความยำเกรงต่อภูเขาที่อุดมสมบูรณ์แห่งนี้จากใจจริง
เห็นเถียนสี่ฟากับซื่อจ้วงอยู่ด้านหลัง คนนำขบวนพักเท้าอยู่ชั่วครู่แล้วเริ่มนำทุกคนทำพิธี
อันดับแรก คุกเข่าไหว้ขอบคุณเจ้าป่าเจ้าเขา ขอบคุณธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ที่มอบความอุดมสมบูรณ์แก่มนุษย์
อันดับต่อมา ชาวขุดโสมต่างหยิบอุปกรณ์ออกมาแล้วผูกด้วยเชือกแดงที่มีเงินทองแดง
ว่ากันว่าโสมมีจิตวิญญาณ ถ้าไม่ผูกไว้จะหนีไปได้
ทำพิธีทุกอย่างเสร็จสรรพ คนนำขบวนก็หันไปมองเถียนสี่ฟากับซื่อจ้วง
เถียนสี่ฟาพยักหน้าเพื่อบอกว่า เริ่มขุดได้
คนขุดโสมถึงได้ยืนเรียงแถวหน้ากระดาน บนตัวมีอุปกรณ์อย่างกรรไกร คราด เป็นต้น นั่งยองลงไป เริ่มค้นหาทีละนิดอย่างมีระเบียบ
คนเหล่านี้ ไม่ว่าเมื่อก่อนจะเข้ามาขุดโสมเป็นกลุ่มหรือมาคนเดียว ตอนนี้ต่างมีสีหน้าแบบเดียวกัน ระมัดระวัง กลัวจะเผลอทำโสมเสียหาย
ผ่านไปสักพัก ซื่อจ้วงก็ได้ยินเสียงคนตะโกน “เจอกระบองแล้ว”
กระบองเป็นคำที่คนในพื้นที่เขาฉางไป๋ไว้ใช้เรียกโสมโดยเฉพาะ
“ตรงข้าก็เจอกระบองเหมือนกัน”
อาศัยอยู่บนเขากันถึงสิบห้าวันเต็มๆ
เป็นครั้งแรกที่ซื่อจ้วงได้ยินว่าพบโสมร้อยปี แปลกใหม่มาก ต้องขอดูสักหน่อย
ได้ยินครั้งที่สองก็ยังตื่นเต้นอยู่
พอครั้งที่ยี่สิบสี่ ครั้งที่เจ็ดสิบแปด สีหน้าก็ชินชาแล้ว
อย่างเช่นเวลานี้
ทางด้านซื่อจ้วงได้ยินว่าเจอโสมอีกแล้ว เขาก็รีบยัดขนมปังดำครึ่งหนึ่งเก็บเข้ากระเป๋า โยนผลไม้ป่าเข้าปากเพื่อดับกระหาย
จากนั้นก็ดึงใบต้นฮว่ากับตะไคร่น้ำไปรับโสมมา ท่าทางเหมือนหุ่นยนต์
ใช้สองสิ่งนี้จัดการขูดดินออกจากโสม ห่อโสมไว้ สุดท้ายก็พันด้วยเปลือกไม้และเอาเชือกมัดไว้ ด้านบนผูกด้วยเชือกแดงที่มีเงินทองแดง
ครึ่งเดือนกว่าต่อมา ขบวนเก็บโสมลงจากเขา สภาพแต่ละคนดูไม่ได้เลยทีเดียว
เถียนสี่ฟากับซื่อจ้วงผอมลงไปสิบกว่าจิน ลดลงเกือบวันละจิน
พวกเขาสองคนนอนหลับไม่สบาย ต้องคอยระวังสัตว์ป่าบนเขา ต้องพาขบวนออกไปหาแหล่งขุดโสมใหม่ๆ ไม่กล้าประมาทแม้แต่นิดเดียว
ฝูกุ้ยปรากฏตัวที่นี่อีกครั้ง
เขาเปรียบเสมือนอิฐชั้นดีของซ่งฝูเซิงจริงๆ ที่ไหนต้องการเขาก็ไปที่นั่น
ฝูกุ้ยตบบ่าเถียนสี่ฟากับซื่อจ้วงด้วยความเห็นใจ ระหว่างนั้นก็สั่งให้คนอื่นเอาโสมลงกล่อง
กล่องที่บรรจุโสมสดใหม่มีความพิถีพิถัน ไม่อย่างนั้นฝูกุ้ยคงไม่มาด้วยตัวเอง
ของสิ่งนี้มีค่ามากเหลือเกิน
ตรงก้นกล่องมีดอกฝ้ายสดใหม่ปูรองอยู่ ถัดขึ้นมายังมีกระดาษขาวปูรองอีกชั้น
ผนังกล่องไม้ก็ต้องบุด้วยดอกฝ้ายและกระดาษขาวเช่นกัน เพื่อป้องกันไม่ให้โสมที่สดใหม่เสียหายระหว่างขนส่ง
ฝูกุ้ยหยิบถุงใบใหญ่ออกมา เทเงินลงบนพื้น เต็มไปด้วยเงิน
รับสมุดที่เถียนสี่ฟาบันทึกว่าชาวบ้านแต่ละคนขุดได้กี่ต้น ขุดได้โสมอายุกี่ปีบ้าง มีความสมบูรณ์แค่ไหน จากนั้นก็จ่ายเงินให้ทันทีตามผลงานที่ทำได้
พอทำงานทุกอย่างเสร็จสรรพถึงได้พาเถียนสี่ฟากับซื่อจ้วงที่ซูบผอมกลับบ้าน
ขึ้นเกวียนได้เถียนสี่ฟาก็นอนลง รู้สึกโล่งอกอย่างแท้จริง กรนเสียงดังสนั่นในชั่วพริบตา
ฝูกุ้ยที่หวดแส้อยู่หันไปมองซื่อจ้วง หัวเราะ
อายุน้อยนี่มันดีจริงๆ
หมอนี่เหนื่อยจนมีสภาพนี้แล้วกลับยังไม่ง่วง กำลังเอาแผ่นไม้ที่ไหนไม่รู้มาขัดฟัน
“เป็นอย่างไร กลัวเมียรังเกียจเหรอ เช่นนั้นเจ้าทำความสะอาดแค่ฟันจะมีประโยชน์อะไร อีกอย่าง เมียเจ้าไม่ว่างหรอก นางไม่อยู่บ้าน”
ซื่อจ้วงอึ้ง
“ไปเปิดร้านขนมกับพวกย่าเจ้าที่เขตหวงหลง ใครจะไปรู้ว่าวันนี้จะกลับมาได้หรือเปล่า ไปตั้งสองวันแล้ว”
ซื่อจ้วงทิ้งแผ่นไม้ทันที ฝูกุ้ยหันไปอีกที ซื้อจ้วงก็พิงหีบใส่โสมนอนเอียงคอหลับไปแล้ว
คิดว่ากลุ่มของเถียนสี่ฟากับซื่อจ้วงลำบากสุดแล้วอย่างนั้นเหรอ
ไม่ ยังมีอีกกลุ่ม
หวังจงอวี้กับพี่ชายของเป่าจูต้าเต๋อจื่อถูกดึงตัวออกมาจากกลุ่มที่ขึ้นเขาไปเก็บเห็ด เพื่อไปเก็บหินซงฮวา
ตอนนี้กลุ่มเก็บของป่ามีแค่เถี่ยโถวคนเดียวที่คุม
คุมคนทำงาน หวังจงอวี้กับต้าเต๋อจื่อตะโกนจนคอแห้งหมดแล้ว
ไม่ว่าจะดื่มชารากอะไรก็แก้เจ็บคอไม่ได้ ไอจนเป็นเลือด
ทั้งสองคนพาพวกช่างไปตั้งที่พักตรงริมลำธาร เสียงกะเทาะหินดังสนั่น เวลาคุยกันต้องตะโกน
พอซ่งฝูเซิงรู้ก็บอกว่า
“ไม่ได้ ครอบครัวเราต้องมีคนคอยสับเปลี่ยนกับจงอวี้ต้าเต๋อจื่อ”
เขากลัวว่านานวันเข้า ฝูโซ่วสูญเสียดวงตาไปแล้ว กลัวจะมีคนหูหนวกเพิ่มอีกสองคน
…
ปลายเดือนสิบ พื้นที่หวงหลงมีขบวนพิเศษสองขบวนออกเดินทาง
ขบวนหนึ่งมีเจ้าหน้าที่ทางการคุมไปด้วยตัวเอง นำสินค้าของดีจากฮุ่ยหนิงไปส่งเข้าวังหลวงในเมืองหลวงในนามของเขตหวงหลง
ผู้ว่าฯ เถาพอใจที่ซ่งฝูเซิงทำเรื่องนี้เป็นพิเศษ
ซ่งฝูเซิงเฉยๆ
ไม่ว่าจะเป็นผลงานของใคร ขอแค่ท่านที่มีตำแหน่งสูงกว่าให้ความร่วมมือ อย่าขัดขวาง ให้ฮ่องเต้ได้ลองกินได้ลองดื่ม แม้จะไม่เอ่ยชม เขาก็เอาไปพูดได้แล้ว
นี่เป็นถึงของที่ฮ่องเต้เคยกินเคยใช้เชียวนะ วันหน้าขายของให้ชาวฮุ่ยหนิงก็จะขายง่ายขึ้น ไปได้ไกลมากขึ้น ซ่งเก้าสกุลก็จะทำเงินได้มากขึ้นตามไปด้วย
อีกขบวนหนึ่ง แน่นอนว่าเป็นขบวนม้าพันลี้ของพวกเรา ก็ออกเดินทางแล้วเช่นกัน
กัวคนโตเป็นคนคุมขบวน
ฝูกุ้ยพาพวกนักแสดงท้องถิ่นที่มีทั้งคนยืนไม้สูง ร้องเล่นเต้นระบำ ร่วมเดินทางไปช่วยขายของที่เมืองหลวงด้วย
ถ้าฝูกุ้ยไม่ไป ซ่งฝูเซิงไม่วางใจ บางครั้งการนำเสนอสินค้าต่างหากที่สำคัญที่สุด
วันนี้ซ่งฝูเซิงไม่คาดคิดว่า ชาวบ้านในฮุ่ยหนิง รวมถึงคนของแต่ละหมู่บ้าน จะออกมาร่วมส่งขบวนด้วย
พวกชาวบ้านรู้ว่าพวกหีบใส่ของดีท้องถิ่นพวกนั้นมีแกะสลักคำว่า ของดีเขาฉางไป๋ ของดีฮุ่ยหนิง
พวกเขาเลยมายืนรอริมทาง
ชั่วขณะที่เห็นขบวนของม้าพันลี้เคลื่อนเข้ามา ต่างก็ตะโกนอย่างพร้อมเพรียง “ของดีเขาฉางไป๋ ของดีฮุ่ยหนิง”
ณ เวลานั้น ผู้คนเรือนหมื่นพากันโห่ร้องอย่างมีความสุข