ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 792-1 มองเห็นความตั้งใจ
ตอนที่ 792-1 มองเห็นความตั้งใจ
ลมหนาวพัดผ่านต้นกำเนิดสามลุ่มน้ำ
หิมะขาวปกคลุมเขาฉางไป๋
ฤดูหนาวนี้ หิมะแรกของทางเหนือตกลงมาอย่างไม่มีเค้าลางแม้แต่น้อย
สองขบวนเดินทาง
ขบวนที่มีแกะสลักคำว่า ‘ของดีหวงหลง’ คุมโดยเจ้าหน้าที่ทางการและม้าเร็ว ได้ไปถึงหน่วยงานที่รับเรื่องแล้ว คนสนิทที่ใต้เท้าเถาส่งมากำลังยื่นเรื่องเพื่อขอถวายสิ่งของ
ส่วนขบวนม้าพันลี้ที่เป็นความหวังของชาวบ้านกลับยังคงอยู่ระหว่างทาง
ช่วยไม่ได้
พวกเรามีม้าไม่เยอะ ส่วนใหญ่เป็นล่อกับวัวสีน้ำตาล
เอาแค่นี้พวกหนุ่มคนงานที่รับสมัครจากฮุ่ยหนิงก็คิดว่ายอดเยี่ยมมากแล้ว
ใต้เท้านายอำเภอเก่งมาก
มีสัตว์แรงงานไว้ใช้ขนของตั้งหลายตัว
มีหนังสือผ่านทางที่ควักออกมาได้ตอนผ่านเมืองอื่น ไม่ต้องถูกเอาเรื่อง พอพวกมือปราบเห็นก็ตะโกน “ปล่อยไปๆๆ”
แถมระหว่างทางยังมีที่ให้พักบ้าง
เป็นครั้งแรกที่พวกเขาเดินทางไกลขนาดนี้ รู้สึกได้เปิดหูเปิดตา
กัวคนโตสวมที่ครอบหู เงยหน้ามองท้องฟ้า พบว่าหิมะมีแนวโน้มตกหนักขึ้นเรื่อยๆ จึงหันไปทำสัญญาณมือ หยุดพักก่อน
ทุกคนจึงกระชับเสื้อกันหนาวให้แน่นขึ้น จัดการสวมใส่ให้อุ่นขึ้น จากนั้นพวกเราค่อยเดินทางต่อ
พวกคนหนุ่มเอาถุงมือมาใส่ทันที สวมหมวกที่คลุมได้ทั้งศีรษะ เผยให้เห็นเพียงดวงตากับจมูก ตรงข้อเท้าพันด้วยหญ้าอูลา จากนั้นก็สวมหมวกกันหนาวที่มีที่ปิดหูแล้วผูกให้ดี
ชุดที่สวมใส่นี้เป็นชุดทำงาน มีแจกให้ทั้งหมด
ม้าพันลี้แจกชุดทำงานเหล่านี้ให้พวกเขาโดยไม่คิดเงิน
ใช่ ไม่คิดเงินพวกเจ้า แต่ซ่งฝูเซิงกลับควักเงินไปไม่น้อย
ของพวกนี้ไม่ได้หล่นลงมาจากฟ้า ต้องซื้อผ้า ต้องจ้างคนตัดเย็บจำนวนมาก
จำนวนมากจริงๆ
ซ่งฝูเซิงไม่เพียงแต่จะทำชุดทำงานให้พวกคนหนุ่มที่ขนส่งสินค้าได้สวมใส่กันอย่างอบอุ่น ยังทำชุดให้กลุ่มที่ขึ้นไปหาของดีของฮุ่ยหนิงอย่างเช่นกลุ่มหาหินซงฮวาอีกด้วย
หลายคนไม่เข้าใจ คิดว่านี่เป็นเงินที่สูญเปล่า
ชาวบ้านอยากทำงานก็ควรจัดการหามาเองไม่ใช่เหรอ
ถ้าอุปกรณ์ไม่พร้อมยังจะออกมาทำงานทำไม
ซ่งฝูเซิงกลับไม่มองแบบนั้น
ถึงขั้นที่เขาเคยตะโกนบอกกลุ่มคนทำงานหาของดีฮุ่ยหนิงแต่ละกลุ่มด้วย
อย่างกลุ่มที่ขนของครั้งนี้ออกเดินทาง เขาตั้งใจกำชับเป็นพิเศษ
เมื่อเจอทางลื่น จับเกวียนไว้ไม่อยู่ ยอมให้เกวียนคว่ำเสียหายนิดหน่อยดีกว่าตัวเองต้องบาดเจ็บเพื่อรักษาทรัพย์สิน
สำหรับซ่งฝูเซิง คนสำคัญกว่า เขาไม่ได้พูดเปล่าๆ คนอยู่เท่ากับเงินก็อยู่ด้วย
พูดกันว่าชาวบ้านรักเขา
พวกชาวบ้านไม่ใช่คนโง่ สัมผัสได้จากหลายๆ ด้านว่าใต้เท้านายอำเภอดีกับพวกเขามาก
ซ่งฝูกุ้ยก็เลยรู้สึกกดดันต่อการเดินทางครั้งนี้เป็นพิเศษ
เพราะเขารู้ว่าตอนนี้ซ่งฝูเซิงจนมาก ไม่เคยจนขนาดนี้มาก่อน
จนถึงขั้นที่ต้องไปขอเจียดเงินร้านขนมของย่าหม่ากับพั่งยามา เล่นเอาจากที่ท่านย่าหม่าอยากเปิดร้านใหญ่ในหวงหลง สุดท้ายก็ได้แค่เปิดร้านเล็กๆ
ร้านนั้นเล็กแบบที่ยังสู้ร้านในอำเภอจยาที่อยู่เขตเฟิ่งเทียนไม่ได้
จนถึงขั้นที่ฝูเซิงแอบยืมเงินหลวงมาใช้
ไม่แตะต้องเงินนั้นก็ไม่ไหว
อย่างรับซื้อน้ำผึ้งก็ต้องจ่ายเงินให้ชาวบ้านไปก่อน รับซื้อของป่ารับ ซื้อโสมก็เหมือนกัน เงินที่รับซื้อของจากพวกชาวบ้านเป็นเงินที่เยอะมาก
แถมยังรับสมัครคนงานตั้งมากขนาดนั้น ใช้เงินมหาศาลทุกวัน
ฝูเซิงพูดแล้วว่า จะติดค้างใครก็ได้แต่ห้ามติดค้างเงินของชาวบ้านที่ต้องกินต้องใช้
พวกชาวบ้านลำบากกันยิ่งกว่า หลังเก็บเกี่ยวฤดูใบไม้ร่วง จ่ายส่วยเสร็จสรรพก็รอมาทำงานให้ใต้เท้านายอำเภอ เพื่อที่จะได้มีเงินไปซื้อเสบียงตุนไว้มากหน่อย
ช่วยไม่ได้ เงินไม่กี่พันตำลึงในบัญชีอำเภอไม่พอทำอะไร เลยต้องโยกเงินของสกุลว่านมาใช้
คิดไว้ว่ารอฝูกุ้ยถึงเมืองหลวงขายของพวกนี้ได้ ค่อยเอาเงินมาอุดรูรั่ว
เรื่องนี้มีแค่คนในซ่งเก้าสกุลที่รู้
เล่นเอาท่านลุงซ่งที่รู้สึกเครียดมากถึงกับต้องเรียกฝูกุ้ยมาคุยก่อนออกเดินทาง
“ฝูกุ้ย ฝูเซิงเดิมพันด้วยทั้งหมดที่มี ครอบครัวเราก็เดิมพันทั้งหมดด้วย…
…ถ้าเจ้าขายไม่ได้ ต่อให้พวกเรากลับบ้านหมู่บ้านเหรินจยาขายบ้านขายที่ดินก็ยังใช้หนี้ก้อนนี้ไม่หมด…
…เจ้ายังต้องรีบขายให้ไวด้วย…
…ช่วงหลายวันมานี้ข้าชอบฝันว่าเบื้องบนส่งคนมาตรวจสอบบัญชีของฝูเซิง บอกว่าจะตัดหัวฝูเซิง ข้าตกใจตื่นมาร้องไห้ตั้งหลายรอบ”
ฝูกุ้ยรับปากอย่างหนักแน่น “ท่านลุงซ่ง ข้าต้องขายให้ได้แน่นอน ถ้าขายไม่ออกข้าจะยอมตายอยู่ข้างนอก”
ท่านลุงซ่งไม่รู้สึกได้รับการปลอบประโลมเลยสักนิด “ขายไม่ออก เจ้าตายอยู่ข้างนอกจะมีประโยชน์อะไร”
นี่ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้ฝูกุ้ยรู้สึกโมโหมาก
คิดดูแล้วกัน ฝูเซิงเป็นคนวางแผนทำทุกอย่างทั้งหมด สุดท้ายกลับให้เขตหวงหลงออกหน้าเอาของถวายฮ่องเต้ ไม่มีพูดถึงฝูเซิงสักคำ มันไม่ยุติธรรมเลยจริงๆ
ในสายตาของฝูกุ้ย ห้ามพูดเด็ดขาดว่าเพื่อให้ซ่งเก้าสกุลมีอาชีพมีรายได้ ฝูเซิงถึงได้ต้องเสี่ยงมากขนาดนี้
อย่างไรก็ต้องมีพวกพ่อค้ารายใหญ่ออกหน้าเอาของไปขายแทนชาวบ้านอยู่แล้วหรือเปล่า
ฝูเซิงจะให้คนอื่นทำงานพวกนี้ก็ได้ แต่ฝูเซิงไม่วางใจพวกคนที่ควบคุมไม่ได้
กลัวว่าถ้าทำกิจการใหญ่ขึ้น เห็นกำไรเยอะ คนพวกนั้นจะดึงขุนนางคนอื่นเข้ามาร่วมผสมโรงด้วย
กินต่อกันเป็นทอดๆ กว่าเงินจะตกถึงชาวบ้านที่หาของมาให้จะเหลือกำไรสักเท่าไร
พวกคนนอกจะมีใครที่ซื่อสัตย์แบบคนในเก้าสกุลของพวกเขาบ้าง
คนพวกนั้นจะเป็นฝ่ายขึ้นราคาให้พวกชาวบ้านก่อนเหรอ
มีแต่จะคิดหาทางกดราคาชาวบ้าน
ฝูกุ้ยเลยโมโหมาก ทำทุกอย่างแต่กลับไม่มีชื่อ ไม่ได้ประโยชน์มหาศาลอย่างที่ควรเป็น ได้แค่ช่วยให้ชาวบ้านมีรายได้จากอาชีพเสริมมากขึ้นกว่าเมื่อก่อน เมื่อเทียบกับความเสี่ยงที่ต้องเผชิญมันไม่คุ้มเลยจริงๆ
ตลอดทางเขายิ่งคิดก็ยิ่งโมโหแทนฝูเซิง
ขุนนางหวงหลงหน้าใหญ่ใจโตกันจริงๆ
แต่กลับทำอะไรคนพวกนั้นไม่ได้ กลัวจะถูกกลั่นแกล้ง
ใช่ กลัว
ซ่งฝูเซิงไม่กลัวล่วงเกินขุนนางตำแหน่งสูงกว่าจนส่งผลต่อการเลื่อนตำแหน่งของตัวเอง
เรื่องที่ซ่งฝูเซิงกลัวก็คือ ตอนนี้มีหนทางให้ชาวบ้านหารายได้เพิ่มขึ้นแล้ว แต่กลับเป็นเพราะเขาทำตัวแข็งข้อล่วงเกินขุนนางระดับสูงจนขั้นตอนต่างๆ หยุดชะงัก
กลัวคนพวกนั้นทำเรื่องแบบที่ว่า ยอมปล่อยให้ภูเขารกร้างดีกว่าทำให้ชาวบ้านสมความปรารถนา
เรื่องที่ฝูกุ้ยไม่รู้คือ ฝูเซิงยอมถอยจนถึงขั้นยอมให้คนเอาเปรียบแล้ว ทั้งยังทำให้หลายคนไม่พอใจ
อย่างเช่นเวลานี้
ที่ว่าการเขตหวงหลงกำลังประชุมเรื่องการจัดเก็บส่วยเสบียง มีแค่นายอำเภอซ่งที่ไม่มา
ขุนนางคนอื่นของเขตหวงหลงแอบหัวเราะเยาะในใจ ดูท่าจะทำงานใหญ่จนไม่เอาใครแล้ว
ตัวแทนของฮุ่ยหนิงที่มาคือผู้ช่วยหลี่ว์
ผู้ช่วยหลี่ว์บากหน้าไปขอโทษขอโพยใต้เท้าเถาก่อนการประชุมจะเริ่ม
บอกว่าใต้เท้านายอำเภอของพวกเขาไม่รู้เรื่องการประชุม เขาไม่อยู่ในที่ว่าการอำเภอ
ก่อนหน้านี้มีลูกน้องมารายงานว่า พบหินชนิดหนึ่ง จากการค้นตำราและสืบหาดูแล้ว เห็นว่าหินชนิดนั้นเรียกว่า แร่หินสบู่
ใต้เท้าของเราก็เลยไปลงพื้นที่ แร่ชนิดนั้นเอามาทำหม้อหินได้
คิดในใจ
พวกเจ้าก็เรียกประชุมกะทันหันเกินไป อยู่ๆ ก็ส่งคนมาบอกว่าให้ไปรายงานเรื่องเก็บส่วย แถมยังมีเวลาให้แค่สองวัน
คิดว่าใต้เท้าของพวกข้าว่างขนาดนั้นหรืออย่างไร เขากำลังไปสำรวจแร่หินสบู่อยู่ในหมู่บ้านห่างไกล
หมู่บ้านแห่งนั้นอยู่ห่างจากตัวอำเภอต้องใช้เวลาเดินทางห้าวัน อยากบินก็บินกลับมาไม่ได้
จนปัญญา เขาก็เลยต้องมาประชุมแทน
ผู้ว่าฯ เถาฟังเหตุผลจบก็ยิ้มก่อน “หืม? ดูท่านายอำเภอซ่งจะยุ่งมากจริงๆ”
ขุนนางคนอื่น “อืม หึหึ ใช่ ยุ่ง เข้าใจได้”
ผู้ช่วยหลี่ว์ วิเคราะห์จากประสบการณ์ที่ข้าคลุกคลีในสนามขุนนางมาหลายปี พวกเจ้าไม่ได้เข้าใจจริงหรอก
ในที่ประชุม เนื่องจากผู้ช่วยหลี่ว์มีขั้นตำแหน่งต่ำสุดจึงต้องไปนั่งที่สุดท้าย
แต่เมื่อถึงเวลารายงานสถานการณ์เก็บส่วยก็เป็นครั้งแรกที่ผู้ช่วยหลี่ว์ดวงตาเปล่งประกาย
เขานั่งตัวตรงพูดว่า “ชาวบ้านอำเภอฮุ่ยหนิงไม่มีสักหมู่บ้านเดียวที่ติดค้าง จ่ายส่วยครบเสร็จเรียบร้อย”
ทำสีหน้าประมาณว่า พวกเจ้าจะออกคำสั่งให้เปิดคลังดูส่วยเสบียงเมื่อไรก็ได้
พวกนายอำเภอคนอื่นที่มีติดค้างเสบียงราชสำนักมากบ้างน้อยบ้างต่างพากันหันไปมองผู้ช่วยหลี่ว์
บางคนไม่สนใจ บางคนไม่เชื่อ บางคนคิดว่าฮุ่ยหนิงทำเกินหน้าเกินตาไม่ใช่เรื่องดี