ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 793-1 ให้ข้าเป็นดวงตาของเจ้า
ตอนที่ 793-1 ให้ข้าเป็นดวงตาของเจ้า
พวกขุนนางใหญ่เสร็จจากประชุมก็เดินออกข้างนอก
ติงเจียนกับหยางหมิงหย่วนที่ทำงานอยู่หน้าพระพักตร์ ก้มหัวทำความเคารพพวกเขาอย่างนอบน้อม
ขุนนางใหญ่ที่เดินออกไปคือซีอีโอสูงสุดของแต่ละฝ่ายในราชสำนัก
ขณะที่ทั้งสองคนก้มหน้า เห็นเพียงรองเท้าบู๊ทที่พวกขุนนางใหญ่ใส่อยู่
ภายในตำหนักที่ประชุมตอนนี้เหลือเพียงฮ่องเต้ อัครเสนาบดีลู่ และเสนาบดีกรมขุนนาง
หยางหมิงหย่วนกับติงเจียนอยู่ห้องนอก พวกเขาเป็นราชเลขาเล็ก พอได้ยินข้างในคุยกันอยู่บ้าง
คำพูดเหล่านั้นทำให้เด็กหนุ่มสองคนนี้เกิดอาการพลุ่งพล่านในหัวใจ
“ไม่ถึงหนึ่งปีแล้วอย่างไร”
“ข้าว่าข้ามองออกแล้ว คนบางคน ข้าให้เขาไปอยู่ที่ไหนก็วางใจได้เสมอ”
“แต่บางคน สอดคล้องกับกฎระเบียบที่พวกท่านว่า แต่กลับทำงานมาเป็นสิบปีก็ยังสู้คนที่ทำงานไม่ถึงปีไม่ได้”
“อีกอย่าง กฎระเบียบอะไรกัน ใครตั้งรึ”
“สิ่งที่ข้าต้องการคือ ราษฎรใต้หล้าสามารถ…”
เสนาบดีกรมขุนนาง “ฝ่าบาท กระหม่อมอยากกราบทูลเพียงว่ายังไม่เคยเกิดขึ้นในรัชสมัยนี้ก็เท่านั้นพ่ะย่ะค่ะ”
ติงเจียนฟังถึงตรงนี้ก็หันไปมองหยางหมิงหย่วน
พบว่าสีหน้าของหยางหมิงหย่วนไม่แสดงอารมณ์ใดๆ
เขาชักไม่ยอม
ทำเป็นนิ่งยิ่งกว่าข้า
ในความเป็นจริง จอหงวนหยาง เจ้าดีใจมากใช่ไหมล่ะ
ซ่งฝูเซิงเป็นถึงอาจารย์ที่เจ้าคุกเข่ายอมรับตอนแห่จอหงวน อาจารย์ของเจ้ากำลังจะถูกเลื่อนขั้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เจ้าจะไม่ดีใจได้รึ
อีกอย่าง เจ้าฟังที่เสนาบดีกรมขุนนางพูดสิ รัชสมัยนี้ไม่เคยมีแบบนี้มาก่อน เล่นเอาฝ่าบาทยังรู้สึกไม่ค่อยพอใจ
คำพูดนั้นหมายความว่าอะไร ก็หมายความว่าอาจารย์ของเจ้าไม่ได้จะถูกเลื่อนขั้นแค่นิดหน่อย แต่มีความเป็นไปได้ที่เขาจะก้าวขึ้นสู่ขั้นสี่ ขั้นห้า ทั้งที่ยังรับตำแหน่งได้ไม่ถึงหนึ่งปี
มีเพียงการเลื่อนข้ามขั้นเท่านั้นถึงทำให้เสนาบดีกรมขุนนางยกเอากฎระเบียบขึ้นมาพูดได้
ยังไม่ครบหนึ่งปีเลยนะ ติงเจียนหัวร้อน
ทั้งๆ ที่ซ่งฝูเซิงสอบจอหงวนรุ่นเดียวกับเขา แต่เส้นทางการเลื่อนตำแหน่งกลับทิ้งห่างเขาไปไกล นี่ต้องเป็นคนโปรดของฮ่องเต้ขนาดไหนถึงทำได้
คนโปรดของฮ่องเต้ นี่ต่างหากคือสิ่งที่ขุนนางใต้หล้าทั้งหมดต่างปรารถนา
เวลานี้ติงเจียนคิดว่ามีอยู่คำพูดเดียวที่ใช้บรรยายความอิจฉาที่อยู่ในใจเขาได้
นั่นก็คือ ‘น้องข้า เจ้าช่างรู้จักเลือกพ่อตา’
ขณะที่คิดเรื่องพวกนี้ ติงเจียนสังเกตหยางหมิงหย่วนอยู่ตลอด
เมื่ออัครเสนาบดีลู่ที่อยู่ในห้องก็แสดงท่าทีไม่เห็นด้วยถัดจากเสนาบดีกรมขุนนาง ในที่สุดติงเจียนก็สังเกตเห็นมือที่กำแล้วคลายออกของหยางหมิงหย่วน
เขารู้สึกพอใจทันที
เออ ต้องอย่างนี้สิ
เจ้าจะแสร้งสุขุมนิ่งเฉยไปกว่าข้าได้อย่างไร
กำลังแค้นอัครเสนาบดีลู่กับเสนาบดีกรมขุนนางที่มากเรื่องใช่ไหม
หึหึ ไม่ต้องกังวล
อัครเสนาบดีลู่ อย่างไรก็ต้องขวางอยู่แล้ว ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลส่วนตัวหรือส่วนรวม แต่ถ้าเจ้าวิเคราะห์นิสัยของฮ่องเต้ให้ดีๆ ก็จะพบว่า หากฮ่องเต้ตัดสินใจแล้ว ใครจะขวางได้
ก็แค่เรื่องนี้จะช้าหรือเร็วเท่านั้น
อาจารย์ของเจ้า ว่าที่พ่อตาของน้องชายข้า เรื่องเลื่อนตำแหน่งถือเป็นเรื่องที่แน่นอนแล้ว
หลังจากหยางหมิงหย่วนคลายมือออกก็คิดได้เรื่องหนึ่ง
อาซ่งอยู่ฮุ่ยหนิงยังไม่ถึงหนึ่งปีก็ส่งของดีท้องถิ่นมาถวาย เมื่อเทียบกับคำเตือนของใต้เท้าเสนาบดีกรมขุนนาง คำพูดของอัครเสนาบดีลู่ฮ่องเต้น่าจะเก็บไปพิจารณา
ทุกอย่างเพิ่งเริ่มต้น อย่างน้อยต้องเอาให้มั่นคงก่อนค่อยเคลื่อนไหว แบบนี้ถึงจะเป็นเรื่องดีต่อชาวบ้านและอาซ่ง
ยังมีอีกอย่าง เป็นการวิเคราะห์ของตัวเขา
ถ้าเลื่อนขั้นให้อาซ่งเวลานี้ แบบนั้นเท่ากับว่าอาซ่งเป็นคนริเริ่มทุกอย่างหมด แต่คนที่มาทีหลังกลับได้รับผลที่สำเร็จแล้ว
ถ้าไม่เลื่อนขั้น นั่งในตำแหน่งจนมั่นคง วันหน้ายิ่งฮุ่ยหนิงได้ดี อาซ่งถึงจะดียิ่งกว่า
เพราะเมื่อถึงตอนนั้น ไม่ว่าอาซ่งจะไปเป็นขุนนางที่ไหน ผลงานนี้ก็จะติดตัวเขาไปด้วย ประวัติการทำงานก็จะมีบันทึกผลงานใหญ่ที่ฮุ่ยหนิง
ดังนั้น คำสั่งเลื่อนขั้นที่ว่านี้ กว่าจะดำเนินการน่าจะอย่างน้อยอีกครึ่งปี
หนึ่งปี สองปี ต่อให้เหมือนพวกเขาที่สามปีถึงจะได้เลื่อนขั้น ก็ไม่ต้องกังวลเลย
อย่างไรเสียก็เป็นการเลื่อนข้ามขั้น
แต่สามปีมีความเป็นไปได้น้อยมาก
พอหยางหมิงหย่วนคิดได้แบบนี้ก็โล่งใจ อารมณ์ดีมาก ไม่เสียดายแทนซ่งฝูเซิงที่ถูกอัครเสนาบดีลู่ขัดขวางการเลื่อนขั้นอีก
หลังจากโล่งอกก็หันไปมองติงเจียน
หันไปมองอีกรอบ
บัณฑิตฝึกหัดติงมองอะไร มีอะไรติดหน้าเขาอย่างนั้นรึ
หยางหมิงหย่วนพยักหน้าให้ติงเจียนเล็กน้อย
“อะแฮ่ม” พอติงเจียนถูกจับได้ก็ก้มหน้าก้มตาทำงานต่อ
…
วันนั้นหลังเลิกงาน
ตระกูลสูงศักดิ์ที่แท้จริงของรัชสมัยนี้ก็เริ่มมีความเคลื่อนไหวก่อน
ในสายตาของเหล่าขุนนางใหญ่ ฮ่องเต้ไม่มีทางพูดอะไรไร้สาระ จึงส่งลูกน้องคนสนิทไปจับตาดูร้านขายของดีฮุ่ยหนิงที่ยังไม่เปิดกิจการ
ตระกูลอื่นก็จับตาดูพวกเขาเหมือนกัน
ส่วนบัณฑิตสำนักฮั่นหลินที่ประลองกับหยางหมิงหย่วนแพ้จนต้องให้เช่าหน้าร้านก็ถูกปู่กับพ่อเรียกเข้าห้องหนังสือเพื่อถามโดยเฉพาะ
อัครเสนาบดีลู่ให้เกี้ยวหยุดที่หน้าร้านของดีฮุ่ยหนิงตอนผ่าน มองสำรวจเล็กน้อย
เหล่าฮูหยินของจวนผู้สำเร็จราชการหยุดท่าทางที่กำลังยกโจ๊กงาดำดื่ม หันไปมองสามี สักพักถึงพูดขึ้น “ท่านจะขวางทำไม”
ช่วงนี้นิสัยของเหล่าฮูหยินดูเปลี่ยนไปอยู่บ้าง แม้แต่อัครเสนาบดีลู่ยังรู้สึกได้
อาจเพราะราชสำนักขาดแค่ยึดครองทางใต้ ไม่เหมือนเมื่อก่อน
หรืออาจเพราะหลานชายบาดเจ็บสองครั้ง ทำให้เหล่าฮูหยินไม่คิดจะเดินบนเส้นทางสุขุมเยือกเย็นอีกต่อไป
ใจเย็นอะไร ยังต้องใจเย็นอีกเหรอ
ถึงขั้นที่นางเคยคิดทบทวนตัวเอง นางเป็นถึงองค์หญิงใหญ่ เป็นเชื้อพระวงศ์ เป็นอาหญิงที่เหลืออยู่ของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน ก้าวออกมาสนับสนุนฮ่องเต้องค์ปัจจุบันตั้งแต่สมัยยังเป็นองค์ชาย หรือนางทำอะไรผิดไปในระหว่างที่อบรมเลี้ยงดูลูกหลานมา
ถึงทำให้ลูกชายและหลานชายของนางต้องไปออกรบ ไม่สมกับที่เป็นเชื้อพระวงศ์เลยสักนิด
และก็เพราะไม่เคยทำตัวสูงศักดิ์ ยามพาทหารออกศึกถึงได้กินนอนกับเหล่าทหาร ถึงได้ต่อสู้สุดชีวิตเพื่ออนาคตไม่ต่างกับแม่ทัพคนอื่นที่ไร้คนหนุนหลัง
บาดแผลที่อยู่บนตัวจึงมีมากมายนับไม่ถ้วน
มีหรือที่นางจะไม่เคยสอนลูกชาย หลานชายว่าไม่จำเป็นต้องทำแบบนั้นเลยจริงๆ
ลู่ฮูหยินเข้ามาในเรือนขณะที่เหล่าฮูหยินอารมณ์ไม่ดี
ลู่ฮูหยินได้ยินมาจากทางฝ่ายพ่อแม่ พอเห็นแม่สามีก็ถามว่าเรื่องจริงหรือไม่ พ่อสามีได้บอกหรือเปล่าว่าฮ่องเต้จะให้เลื่อนไปถึงขั้นไหน
เหล่าฮูหยินตอบอย่างไม่สบอารมณ์เท่าไร “ถ้าเลื่อนขั้นก็ย่อมต้องเป็นผู้ว่าการเขตของที่นั่น”
ลู่ฮูหยินตะลึงดวงตาเบิกโพลง
จากขั้นหกกลายเป็นขั้นสี่ ต่อให้เป็นตำแหน่งที่รองจากผู้ว่าการเขตหวงหลงหน่อยก็ยังเป็นรองขั้นสี่
คือๆๆ ก่อนหน้านี้ก็ข้ามขั้นเจ็ดไปแล้ว ได้ตำแหน่งนายอำเภอขั้นหก
ตอนนี้ อีกไม่นานก็จะข้ามขั้นห้าไปอยู่ขั้นสี่
ลู่ฮูหยินดีใจมาก นี่เป็นครั้งแรกที่รู้สึกพอใจครอบครัวซ่งอย่างสิ้นเชิง
เพื่อลูกชายของนาง
ต้องทราบก่อนว่าซ่งฝูเซิงคนนั้นยังหนุ่มมาก
ถ้ากระโดดข้ามขั้นแบบนี้ไปอีก วันหน้าลูกชายของนางอยู่ในราชสำนัก วันหนึ่งท่านปู่กับท่านตาอายุมากขึ้น ไม่ได้อยู่ในกลุ่มขุนนางฝ่ายบุ๋น แต่ก็ยังมีพ่อตาอยู่
ในขณะเดียวกัน ติงเจียนกับหยางหมิงหย่วนที่เป็นราชเลขาเล็กส่วนพระองค์ เนื่องจากงานเยอะจึงเพิ่งเลิกงาน
หยางหมิงหย่วนพอออกมาก็รีบร้อนเดินไป
ติงเจียนที่นั่งอยู่ในเกี้ยวกลับอยู่ๆ ก็เรียกเขา “ข้าเดาว่าท่านจะไปที่ร้านม้าพันลี้”
หยางหมิงหย่วนพยักหน้า
“คุยกันก่อนได้หรือไม่”
นี่เป็นครั้งแรกที่ติงเจียนเป็นฝ่ายทักทายหยางหมิงหย่วนก่อน
ภายในซอยที่ห่างจากวังหลวงไประยะหนึ่ง
ด้านนอกเกี้ยวมีบ่าวรับใช้หลายคนของติงเจียนคอยมองซ้ายมองขวา
ภายในเกี้ยว ติงเจียนกับหยางหมิงหย่วนคุยกันอยู่
คุยอะไรน่ะเหรอ
ติงเจียนกำลังเตือนหยางหมิงหย่วน
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าท่าทีของฝ่าบาทในวันนี้คือต้องการสนับสนุนแท่นฝนหมึกซงฮวา หินซงฮวาจะกลายเป็นของพระราชทานแล้ว
ทำไมฮ่องเต้ต้องการทำให้มันดังน่ะเหรอ”
ติงเจียนเดาอยู่ในใจ ฮ่องเต้คงวางแผนไปทีละขั้น อาจเพราะไม่อยากจ่ายเงินค่าทำดาบของกรมทหารให้ชาวบ้านฮุ่ยหนิง
ตอนนี้พระคลังหลวงร่อยหรอ แบ่งเงินไปสนับสนุนฮุ่ยหนิงไม่ได้
ทำให้มันโด่งดัง คนใต้หล้าต่างแย่งชิง ทางที่ดีเอาให้ถึงขั้นที่ว่ากลายเป็นของหายากราคาดีดขึ้นสูง
จากนั้นขอแค่นายอำเภอซ่งไม่โง่ ก็จะเข้าใจ คำพูดบางอย่างไม่ต้องพูดโจ่งแจ้ง ฮ่องเต้ไม่มีทางช่วยเปล่า
ไม่ว่าของดีฮุ่ยหนิงจะเป็นของใคร นายอำเภอซ่งก็ต้องหาทางแบ่งเงินพวกนั้นที่ได้จากการขายของที่โด่งดัง ไปจ่ายเงินให้ชาวบ้านท้องถิ่นเพื่อทำดาบให้กับกองทัพ
แล้วนายอำเภอซ่งใช่คนโง่เหรอ
ถ้าโง่ หมินหรุ่ยไม่มีทางยินดีนับถือเขาเป็นพ่อตาหรอก
ถ้าโง่ ไม่มีทางกลายเป็นศิษย์แห่งโอรสสวรรค์ ข้อสอบก้งซื่อฉบับนั้น ติงเจียนเคยคิดในแง่ร้ายว่า เป็นเพราะอยากโดดเด่นหรือเปล่า