ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 793-2 ให้ข้าเป็นดวงตาของเจ้า
ตอนที่ 793-2 ให้ข้าเป็นดวงตาของเจ้า
ดังนั้นเรื่องด่วนในตอนนี้ ติงเจียนอยากให้หยางหมิงหย่วนที่เห็นได้ชัดว่าเป็นคนของซ่งฝูเซิง ไปเตือนคนสนิทที่นายอำเภอซ่งส่งมาขายของดีท้องถิ่นว่า อย่าเพิ่งขายหินซงฮวาส่งเดช
ของที่ฮ่องเต้เคยตรัสชม แท่นฝนหมึกพระราชทาน เจ้าจะขายแค่แปดสิบเก้าสิบตำลึงอย่างนั้นรึ
ทางที่ดีแค่เผยโฉมตอนเปิดร้าน รับสั่งจอง
เชื่อว่าภายใต้สถานการณ์ที่คนมีจุดประสงค์แอบแฝงช่วยผลักดัน ไม่นานหรอก แท่นฝนหมึกซงฮวา หินประดับซงฮวา จะโด่งดังไปทั่วทั้งบ้านเมืองแน่นอน
“เข้าใจหรือยัง” รีบไปส่งข่าวบอกนายอำเภอซ่งคนฉลาดเสียสิ
หยางหมิงหย่วนกำมือคารวะ ลงจากเกี้ยว
ต่อมาติงเจียนกลับถึงจวนก็ไปคุยกับแม่
หากพูดถึงติงเจียน อันที่จริงสถานะของเขาก็ด้อยลงไปมากหลังจากพ่อป่วยตาย
แต่โชคดีที่ติงเจียนมีท่านตาที่ดี
เขาเข้าออกบ้านท่านตาอยู่บ่อยๆ โดยเฉพาะตอนอยู่เมืองเฟิ่งเทียน ครอบครัวท่านตาก็ดีต่อเขาที่เป็นหลานสายนอกคนนี้มากเป็นพิเศษ
บางครั้ง ติงเจียนยังได้รับการเอ็นดูมากกว่าลู่พั่นที่เป็นหลานตาเหมือนกันเสียอีก
สาเหตุเป็นเพราะ ในสายตาคนในครอบครัวท่านตา ลู่พั่นมีเพียบพร้อมหมดทุกอย่าง
กอปรกับแม่ของติงเจียนเป็นป้าใหญ่ของลู่พั่น ตระกูลลู่เป็นตระกูลสูงศักดิ์อันดับต้นๆ ของรัชสมัยนี้ ตระกูลติงเลยได้อาศัยบารมีไปด้วย แต่ละจวนรู้ดีว่าตระกูลติงตกต่ำ แต่ไม่ว่าจะเห็นแก่หน้าหรือเส้นสาย ต่างก็ยังคงเชิญไปเป็นแขกที่จวน
กลับมาพูดถึงตอนนี้
นับตั้งแต่ติงเจียนสอบได้ทั่นฮวา พึ่งพาความสามารถจนได้เข้าไปอยู่สำนักฮั่นหลิน
เรื่องน้อยใหญ่ของตระกูลติงก็จะให้เขาตัดสินใจ กลายเป็นเจ้าบ้านที่มีสิทธิ์ตัดสินใจแทนหลายครอบครัวในจวน
เป็นเจ้าบ้านก็ต้องดูแลการกินการอยู่ของทุกคนในบ้าน ถ้าไม่มีเงิน น้ำใจสำหรับการไปมาหาสู่กับตระกูลสูงศักดิ์อื่นๆ ก็จะหยิบยื่นไม่ได้
ติงเจียนเรียกพวกเถ้าแก่ใหญ่ที่เปิดร้านเครื่องเขียนของจวนอยู่ข้างนอก จัดแจงงานต่างๆ อยู่ในห้องหนังสือ
เอาแค่เรื่องนี้ ต่อมาหยางหมิงหย่วนก็รู้สึกว่าตัวเองได้รับการสอนจากติงเจียนอย่างลึกซึ้ง
ที่แท้ที่คนอื่นบอกว่าได้รับใช้ต่อหน้าพระพักตร์สามารถร่ำรวยได้ก็เป็นเรื่องจริง
ตอนนั้นเขาคิดเพียงว่า คนอื่นอยากให้ของแก่เขาเพราะอยากให้ส่งข่าวจากทางฮ่องเต้ ถ้าเช่นนั้นเขาก็ไม่กล้ารับ ยิ่งไปกว่านั้นไม่กล้าสนิทสนมกับใครมากเกินไป เพื่อที่ฮ่องเต้จะได้ไม่ระแวง
แต่กลับไม่คิดว่ายังมีวิธีร่ำรวยแบบนี้ด้วย
ใช้ประโยชน์จากการที่ได้รู้ข่าวก่อน ราคาสินค้าที่ไหนจะขึ้นก็ไปซื้อมาตุนไว้ก่อนที่คนอื่นจะทราบข่าว
หลังจากนั้นหนึ่งปีเต็ม หยางหมิงหย่วนได้นึกเสียดายเรื่องนี้
เขากับติงเจียนกอดชามข้าวทองเหมือนกัน ติงเจียนก็อุตส่าห์เตือนเขาแล้วว่าหินซงฮวากำลังจะโด่งดังไปทั่ว
แต่เขากลับให้แม่ พี่ชายพี่สะใภ้ประหยัดเงิน มีแต่บอกให้คนในครอบครัวซื้อที่ดินน้อยลงหน่อย แต่ในหนึ่งปีนี้เขากลับไม่กล้าคาดเดาว่าติงเจียนทำเงินไปมากเท่าไร กลัวว่าถ้าลองเดาแล้วตัวเองจะยิ่งรู้สึกแย่
ที่แท้ก็ยังมีวิธีร่ำรวยแบบนี้
แต่ตอนนี้เสี่ยวหยางยังไม่เห็นเรื่องในอนาคต ไม่รู้ก็ย่อมยังมีความสุขอยู่
เขากำลังเดินไปที่ร้านม้าพันลี้อย่างอารมณ์ดี
เขตชานเมืองของเมืองหลวง ร้านม้าพันลี้ตั้งอยู่ชายขอบเมืองหลวง
ที่นี่เมื่อก่อนเป็นย่านสลัมที่มีชื่อเสียงของเมืองหลวง
ช่วงปีแรกๆ ซ่งฝูเซิงซื้อบ้านเก่าหลายหลัง ตัวบ้านทรุดโทรมจนไม่เหลือสภาพ เขาจ้างคนมาซ่อมแซมและตีทะลุทำเป็นหลังใหญ่ กลายเป็นสาขาย่อยของม้าพันลี้
เรือนหลังนี้มีขนาดใหญ่มาก
แต่วันนี้หยางหมิงหย่วนกลับรู้สึกแออัดมาก เขาอยู่ไกลๆ ยังได้ยินเสียงเอะอะ
พวกฝูกุ้ยมาถึงแล้ว เพิ่งถึง
ซ่งฝูกุ้ยถือหมั่นโถวอยู่ พอเห็นหยางหมิงหย่วนเข้ามาในร้านก็รีบกลืนหมั่นโถวแล้วออกไปต้อนรับ
เนื่องจากคำพูดของซุ่นจื่อ ทำให้เมื่อก่อนฝูกุ้ยมีท่าทีระแวงหยางหมิงหย่วน
แต่ครั้งนี้ได้ยินคนงานที่ดูบัญชีและรับงานอยู่ที่นี่บอกว่า เรื่องหาหน้าร้านเรียบร้อยแล้ว ทำเลดีมาก หยางหมิงหย่วนจัดการให้
อีกทั้งเมื่อเทียบกับจิ้นซื่อคนอื่นๆ ที่ได้อยู่ในเมืองหลวง ก็มีแค่จอหงวนหยางที่มาบ่อยที่สุด คอยถามไถ่อยู่เสมอว่าม้าพันลี้เจอปัญหาอะไรไหม แถมยังมาด้วยตัวเอง จิ้นซื่อคนอื่นๆ ยังแค่ส่งคนมาถาม
แล้วจะไม่ให้ซ่งฝูกุ้ยเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อหยางหมิงหย่วนได้อย่างไร
“จอหงวนหยาง รีบเข้ามาก่อนสิ”
กัวคนโตก็ยืนอยู่หน้าม้า โบกมือให้หยางหมิงหย่วนอย่างกระตือรือร้น
เห็นได้ชัดว่าหยางหมิงหย่วนตื่นเต้นยิ่งกว่าฝูกุ้ย ยื่นจดหมายให้หนึ่งฉบับก่อน
ฝูกุ้ย หนาขนาดนี้เลยเหรอ เจ้าเขียนอะไรมา ทำไมถึงได้มีเรื่องอยากคุยกับฝูเซิงของข้าเยอะขนาดนี้
เล่นเอาพวกเรารู้สึกเกรงใจ
เพราะก่อนออกเดินทางฝูเซิงของพวกเราไม่ได้ฝากบอกอะไร แค่ให้พวกเราแบ่งน้ำผึ้งกับแท่นฝนหมึกซงฮวาให้สหายจิ้นซื่อที่อยู่ในเมืองหลวง
อาซ่งไม่ฝากคำพูดมา แต่หยางหมิงหย่วนกลับยังคงกระตือรือร้นไม่ลดน้อยลง “แท่นฝนหมึกพวกนั้นห้ามให้พวกเราเด็ดขาด เก็บเอาไว้ขาย ท่านอาฝูกุ้ยฟังข้าพูดนะ”
“ข้าไม่กล้าให้จอหงวนเรียกว่าอาหรอก”
“เลิกพูดเรื่องนี้เถอะ ท่านอาฝูกุ้ย ฟังข้าพูดก่อน…”
คุยกันจนกระทั่งต่อมาหยางหมิงหย่วนกับฝูกุ้ยก็กินหมั่นโถวไปคุยไป ไม่มีแม้แต่ผักดอง แต่ทั้งสองคนกลับรู้สึกว่าทำไมถึงอร่อยได้ขนาดนี้ กินกันอย่างเอร็ดอร่อย
“เข้าใจหรือยัง”
“วางใจได้ รับรองไม่มีพลาด”
ฟ้ามืดสนิทแล้วหยางหมิงหย่วนถึงกลับบ้าน
เมื่อกลับถึงบ้าน เขาก็บอกแม่และพี่ชายของเขาว่าคนจากฮุ่ยหนิงมากันแล้ว นี่เป็นน้ำผึ้งที่อาซ่งให้บ้านเรา เอาไปให้หลานชายดื่ม
ต่อมาก็พูดอย่างลังเล “เอ่อคือ ท่านแม่ พี่ใหญ่ ครั้งนี้มีคนขนของมาเยอะ พวกเขางานยุ่งจนได้กินแต่อาหารแห้ง ให้พี่สะใภ้อยู่บ้านดูแลหลาน ช่วงไม่กี่วันนี้พี่กับแม่ไปช่วยจัดการหุงหาอาหารให้พวกเขาได้หรือเปล่า เอาผักที่บ้านเราเก็บไว้แบ่งออกไปหน่อย”
ความคิดแรกของพี่ชายหมิงหย่วนคือ
ไปปรนนิบัติพวกเขาจะทำเจ้าขายหน้าหรือเปล่า ช่วยเปล่าๆ ยังไม่เท่าไหร่ อันที่จริงพวกเราควรช่วยอยู่แล้วเมื่อเทียบกับที่ครอบครัวซ่งเคยช่วยเจ้าไว้
ความคิดแรกของแม่หยางคือ
กะแล้วเชียวว่าไม่ได้ให้น้ำผึ้งนี่มากินเปล่าๆ หรอก
เฮ้อ เอาเถอะ
ลูกชายก็บอกแล้วว่าเรื่องบางอย่างอย่าไปคิดซับซ้อน คิดเสียว่าช่วยพวกพ้องที่รู้จักกัน
สามวันต่อมา
แม่หยางที่ช่วยงานอยู่ในร้านม้าพันลี้เห็นแล้วก็อึ้ง
คณะการแสดงแต่งตัวพร้อม
พวงประทัดจำนวนมากมายนับไม่ถ้วนถูกขนออกไปข้างนอก
ขบวนกลองขบวนแตรตั้งแถว พวกผู้ชายสวมหมวกที่ปักอักษรที่นางยังอุตส่าห์อ่านออก เพราะช่วงสองสามวันนี้นางเห็นอยู่บ่อยๆ กลางหมวกปักคำว่าฮุ่ยหนิง
เถ้าแก่หลายคนก็แต่งตัว กำลังยืนล้อมฝูกุ้ยเพื่อฟังคำชี้แนะรอบสุดท้าย “จำได้หรือยัง”
“วางใจได้เถ้าแก่ใหญ่ คอยดูได้เลย”
และที่สะดุดตาที่สุดคือ เด็กหนุ่มยี่สิบคนที่ส่วนสูงเท่ากันและแต่งตัวเหมือนกัน
เสื้อผ้าเหล่านั้นดูแปลกตา แต่ก็น่าตื่นตาตื่นใจ
โชคดีที่คนที่มาช่วยที่นี่คือแม่หยาง นางยังถือว่าสุขุมใจเย็น
ถ้าเป็นพี่สะใภ้ใหญ่ของหยางหมิงหย่วนมาเห็นเด็กหนุ่มพวกนี้ คงไม่ว่างไปแอบควักน้ำผึ้งกินแล้ว คงเอาแต่มองอย่างไม่วางตา
ต้องทราบก่อนว่านี่เป็นเด็กหนุ่มงานดีที่สุดของฮุ่ยหนิง
ทำการคัดเลือกในฮุ่ยหนิงอย่างเข้มงวดตั้งแต่รอบคัดเลือกไปจนรอบถัดๆ ไป
คณะกรรมการคัดเลือกไม่ได้มีแค่นายอำเภอซ่งกับซ่งฝูกุ้ยที่นั่งอยู่ด้านนอก
แต่ด้านหลังม่านยังมีซ่งฝูหลิง เถาฮวา เป่าจู เฉียนเพ่ยอิง รวมถึงท่านย่าหม่าที่ให้เกียรติมา
เรียกได้ว่าเป็นเด็กหนุ่มที่คัดเลือกโดยผู้หญิงสามรุ่น
เสื้อผ้าเป็นชุดที่สั่งตัด ใต้รองเท้ายังมีติดเกือกเหล็ก
…
วันนี้ร้านของดีฮุ่ยหนิงเปิดกิจการวันแรก พวกชาวบ้านในเมืองหลวงมีแค่ความรู้สึกเดียว
เกิดอะไรขึ้น มีเรื่องอะไรกัน
มีคนตั้งขบวน จุดประทัดมาตลอดทาง อยู่ไกลๆ ก็ยังมองเห็นคนเหยียบบนไม้สูง เป่าแตรร้องรำทำเพลง เอกลักษณ์ของทางตะวันออกเฉียงเหนือ ครึกครื้นยิ่งกว่าแต่งงาน
และที่สะดุดตาที่สุดคือ กึกๆๆ เด็กหนุ่มยี่สิบคนกำลังเดินคุ้มกันหินซงฮวาที่เป็น ‘ของหายาก’ ในเมืองหลวง แต่กลับไม่ใช่ของหายากในฮุ่ยหนิง เวลานี้มีผ้าแดงคลุมอยู่
ฮ่องเต้ทำงานยุ่งมากว่าค่อนวัน ถามขึ้น “เปิดกิจการแล้วรึ”
ขันทีใหญ่ตอบ “พ่ะย่ะค่ะ”
“อืม เช่นนั้นข้าจะออกจากวังไปเดินดูหน่อย”
หยางหมิงหย่วนกับติงเจียนรีบยืนขึ้นน้อมส่ง
ฮ่องเต้เหลือบมองพวกเขา ความหมายชัดเจนมาก ‘พวกเจ้าสองคนไม่ต้องไปหรอก ข้าไม่อยากถูกจำได้’
คนที่พาไปด้วยคือพี่เขยรองของลู่พั่นที่เป็นราชเลขาติดตาม
ฮ่องเต้คิดๆ แล้วก็บอกว่า “ไปตามเมิ่งจิ่งอวี้มา ให้เขาตามข้าออกไปดูหน่อย”
ตอนที่อัครเสนาบดีลู่ได้รับแจ้งข่าว ฮ่องเต้เปลี่ยนไปใส่ชุดลำลองกำลังออกจากวังหลวงแล้ว
ถัดจากอัครเสนาบดีลู่ เหล่าขุนนางใหญ่คนอื่นๆ ที่อยู่ในสภาขุนนางต่างก็ทราบโดยทั่วกัน
Amina22
Ep.793-2 หยางหมิงหย่วนฉลาดแค่ในตำราจริง ๆ ตอนแรกเป็นตัวละครที่ดีเลย