ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 802-1 คนเราพบกันได้ทุกที่
ตอนที่ 802-1 คนเราพบกันได้ทุกที่
พวกชาวบ้านต่างเข้าใจเหตุผล
ได้ยินว่าตำแหน่งนายอำเภอฮุ่ยหนิงว่างอยู่ ตราบใดที่ว่าง ก็แสดงว่าใต้เท้าซ่งต้องเป็นนายอำเภอของพวกเขาไปเรื่อยๆ
ต่อให้ส่งนายอำเภอฮุ่ยหนิงคนใหม่มา ใต้เท้าซ่งเลื่อนไปเป็นผู้ว่าการเขต นายอำเภอก็ข้ามหน้าข้ามตาผู้ว่าการเขตไม่ได้ ใต้เท้าซ่งก็ยังคงดูแลพวกเขาอยู่ดี
ได้ยินว่า ถึงแม้ใต้เท้าซ่งจะย้ายเข้าไปอยู่ในตัวเมืองของเขต แต่พวกจุดรับของที่อยู่ทางนี้ เช่น จุดรับของป่า จุดรับหินประดับ จุดรับโสม เป็นต้น รวมถึงร้านขนมของแม่นายอำเภอ ต่างก็ยังมีพวกญาติๆ ช่วยงานอยู่ทางนี้จำนวนไม่น้อย ยังคงทำงานกันเหมือนเมื่อก่อน
คิดดูก็รู้ว่า มีพวกญาติๆ ของครอบครัวซ่งอยู่ก็ไม่มีทางตัดขาดกับใต้เท้าซ่งอย่างสิ้นเชิง
ใต้เท้าซ่งก็ย่อมได้รู้ข่าวคราวทางฮุ่ยหนิงของพวกเขาอยู่บ่อยๆ
เหตุผลน่ะเข้าใจ แต่ก็ยังไม่อยากให้ซ่งฝูเซิงไปอยู่ดี
พวกชาวบ้านเห็นรถม้าของเฉียนเพ่ยอิงกับพวกซ่งฝูหลิงออกมาจากถนนด้านหลังแล้ว
รู้ว่าพอคนในครอบครัวออกมา ใต้เท้าก็ต้องขึ้นเกวียนตามออกไปด้วย แต่ละคนที่สวมเสื้อกันหนาวกางเกงกันหนาว สวมหมวกที่มีการปะซ่อมแซม ต่างขยับเข้าไปอย่างอดไม่ได้
พวกเขาเป็นเพียงชาวบ้าน พวกเขามีสิทธิ์พูดรั้งใต้เท้าที่ไหนกัน
ยิ่งไปกว่านั้น ได้เลื่อนขั้นควรเป็นเรื่องที่น่ายินดีมากไม่ใช่เหรอ เป็นเรื่องที่ชาวฮุ่ยหนิงทุกคนควรร่วมยินดี
แต่พอมาถึงช่วงเวลาที่ต้องจากลา พวกเขาก็ยังเอาชนะความคิดที่แท้จริงในใจไม่ได้
ใต้เท้าเป็นขุนนางที่พวกเราเฝ้ารอมาหลายปี ไม่ไปได้หรือเปล่า
นับตั้งแต่ท่านมาอยู่ แต่ละครอบครัวก็ไม่ต้องคิดหนักว่าจะหาเงินกันอย่างไร
ทุกครอบครัวต่างมีความหวัง กินข้าวไปคุยกันไปอย่างมีความสุข
“ไอ๊หยา ปีหน้าพวกเราน่าจะมีชีวิตที่ดีขึ้นแล้วนะ”
“ใต้เท้าพูดแล้วว่า ปีหน้าจะทำให้พวกเรายุ่งตั้งแต่ฤดูใบไม้ผลิไปจนถึงฤดูหนาว ไม่ได้อยู่ว่าง ไม่เหมือนปีนี้ที่ทำได้แค่สองเดือน”
นับตั้งแต่ท่านมา ราคาข้าวของจำเป็นในชีวิตเช่น ข้าว เกลือ ผ้า ดอกฝ้าย ก็ทยอยปรับตัวลง ท่านรู้หรือไม่ว่าตอนที่ชาวบ้านไปซื้อของเหล่านี้ทำสีหน้าตกใจกันขนาดไหน
มีคนกลับหมู่บ้านไปตะโกนว่า ถูกลงแล้ว ถูกลงแล้ว คนทั้งหมู่บ้านก็วิ่งออกมาถาม
ถามเสร็จยังกลับบ้านปิดประตูคุยกันส่วนตัว
“ดูซิๆ นายอำเภอคนนี้ทำได้จริงๆ”
“นั่นสิ นายอำเภอของพวกเราทำได้เหมือนที่พูด ไม่ได้โกหก”
ท่านกลายเป็นคนที่ทุกบ้านต่างชื่นชม
นับตั้งแต่ท่านมา ที่ว่าการอำเภอก็ไม่ใช่สถานที่น่ากลัวที่ทุกคนต่างเดินเลี่ยงอีกต่อไป แต่เป็นสถานที่มงคลที่ชาวบ้านมักแวะมาดูว่าที่ไหนมีงานทำบ้าง
ยิ่งไปกว่านั้น ท่านเป็นนายอำเภอคนแรกที่ตอบรับคำขอของชาวบ้านอย่างพวกเรา
“ใต้เท้า จะถึงช่วงล่าสัตว์ฤดูหนาวแล้ว ใต้เท้าจะมาร่วมอธิษฐานกับพวกเราได้หรือไม่”
ซ่งฝูเซิงที่อยู่ในชุดขุนนาง เท้าก้าวเข้าที่ว่าการไปแล้วได้หยุดชะงัก หันกลับไปมองพวกชาวบ้านแล้วยิ้มให้ “ได้สิ”
จับปลาแหแรกของฤดูหนาวได้แล้ว ปลายังไม่ทันหายแข็ง ใต้เท้าก็จะไปแล้ว
หลี่เจิ้งของหลายหมู่บ้านในฮุ่ยหนิงก็มากัน ยังไม่ได้ขุดของดีของฮุ่ยหนิงเลยนะใต้เท้า
ชาวบ้านที่อยู่ในตัวอำเภอฮุ่ยหนิงก็มากัน ยังไม่ได้ทำธงเกียรติยศเลยนะใต้เท้า
คนจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ เริ่มขยับเข้าไปทางประตูที่ว่าการอำเภอ
ซ่งฝูเซิงอธิบายจบก็ตั้งใจไม่หันไปมองชาวบ้านอีก ขึ้นรถม้าด้วยความหนักใจเล็กน้อย
ตามมาด้วยหัวหน้าผู้ตรวจลาดตระเวนที่ดูแลท่านลุงซ่งมาตลอดก็แหวกม่านรถม้า เขารับใช้ผู้เฒ่าคนนี้จนชินแล้ว คอยคล้องถุงหอม พัดให้ ส่งกลับบ้าน ท่านลุงซ่งก็ขึ้นรถม้า
เฉียนหมี่โซ่วโค้งตัวให้อาจารย์อย่างตั้งใจ ต่อให้สอนเขาแค่วันเดียวก็คืออาจารย์
กำมือคารวะพวกเพื่อนๆ ร่วมชั้นเรียน วันหน้าค่อยพบกันใหม่ หวังว่าเหล่าสหายจะตั้งหน้าตั้งตาเรียนกันต่อไป
สหายเหยียนถือน้ำเต้าเงินน้อยๆ สองอัน นี่เป็นของขวัญที่สหายเฉียนให้ลูกสองคนของเขาตอนมาเที่ยวที่บ้านหลังได้หยุดช่วงเก็บเกี่ยวฤดูใบไม้ร่วง
สหายตู้กำมือคารวะเฉียนหมี่โซ่วกลับอย่างตั้งใจ
สหายเฉียนเคยยื่นมือเข้ามาช่วยยามที่เขาลำบาก ช่วยหางานให้เขาทำ
หมี่โซ่วตวัดชุดตัวยาวแล้วขึ้นเกวียน
จินเป่า ซ่วนเหมียวจื่อ เอ้อร์เนียนปา พวกเอ้อร์หลัง และยังมีอีกหลายคนที่ตามไปด้วย น้องชายของพวกสาวใช้สะพายกระเป๋าหนังสือทยอยขึ้นรถม้า
คนในขบวนขึ้นม้าประจำที่
พวกมือปราบของที่ว่าการอำเภอฮุ่ยหนิงยืนเป็นสี่แถวทันที คนที่ขี่ม้านำไปนำอยู่หน้ารถม้าของนายอำเภอ พวกมือปราบสี่แถวแยกออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งไปอยู่หน้าสุดคอยถือป้ายให้ชาวบ้านหลีกทาง อีกกลุ่มหนึ่งคอยคุ้มกันอยู่สองฝั่งของขบวน
เดิมทีงานคุ้มกันไปส่งแบบนี้ เป็นหน้าที่ที่มือปราบของเขตหวงหลงควรทำ
แต่พอถามมาทางฮุ่ยหนิง พวกมือปราบของฮุ่ยหนิงก็ยืนยันว่าไม่ต้อง
อีกทั้งยังเป็นฝ่ายไปขอร้องซ่งฝูเซิงให้พวกเขาคุ้มกันไปส่งตลอดทาง
ตอนนั้นซ่งฝูเซิงยังไม่รู้ว่าพวกชาวบ้านจะมาส่งก็แอบกดดันนิดหน่อย ยังเคยคุยกับเฉียนเพ่ยอิง
เฮ้อ ไม่ต้องขนาดนั้น แย่งกันจะไปส่งเขา
เขาแค่เลื่อนตำแหน่ง ไม่ใช่เกิดแก่เจ็บตาย
ทำไมแต่ละคนหน้าตาไม่มีความยินดี ทำเหมือนจะมาส่งเขาสู่วาระสุดท้ายของชีวิตมากกว่า
ท่านย่าหม่าที่เข้าห้องมาหาพั่งยาได้ยินเข้าพอดี ซ่งฝูเซิงก็เลยถูกไท่กงเหรินด่าไปหนึ่งยก
ปากเจ้าสามไม่มีหูรูดเลยจริงๆ
เมื่อก่อนครอบครัวเราก็เกือบตายกันหมด
ตอนนั้นไม่มีให้กินให้ดื่ม นิ้วเท้าโผล่ออกมานอกรองเท้า ถ้ายังเรื่องมากอีกก็ออกจะไม่รู้เวล่ำเวลาแล้ว ขนาดจะกินยังไม่มี ยังจะสนอย่างอื่นอีกเหรอ เกือบเดินสู่ความเลวร้าย
แต่ตอนนี้ครอบครัวเราอยากได้อะไรก็มี ก็เลยต้องพิถีพิถันมากเรื่องหน่อย
ไม่เคยได้ยินคำพูดนั้นเหรอว่า คนเราไม่กลัวมั่งมี แต่กลัวที่สุดว่าจะสูญเสียสิ่งที่เคยมี
แต่เจ้ากลับเอาความเป็นความตายมาพูดเหลวไหล ถุยๆๆ
ทำไมพวกมือปราบถึงอยากไปส่งเจ้าให้ได้ แบบนั้นเรียกน้ำใจและความอาวรณ์รู้หรือเปล่า
ถูกต้อง คนที่เข้าใจพวกมือปราบมากที่สุดก็คือท่านย่าหม่า
มือปราบเหล่านี้ชูป้ายขึ้นด้วยความเคารพ
ในบรรดาพวกเขา มีหลายคนที่ถูกเลือกขึ้นมาหลังจากซ่งฝูเซิงเข้ารับตำแหน่ง
จากที่ไม่กล้าคิด ในครอบครัวไม่มีใครรับราชการ ไม่มีเส้นสาย เป็นเพียงชาวบ้านที่ชาติกำเนิดต่ำต้อย แต่วันหนึ่งกลับได้มีโอกาสสวมชุดของทางการ
หนึ่งคนได้รับเลือก นั่นคือเกียรติ ทั้งครอบครัวย่อมมีการเปลี่ยนแปลงไม่มากก็น้อย
คนจำนวนมากขนาดนี้ มีตั้งกี่ครอบครัวที่รู้สึกขอบคุณนายอำเภอซ่งจากใจจริง
เวลานี้ บรรยากาศคล้ายตอนที่ครอบครัวของซ่งฝูเซิงเพิ่งมาถึงฮุ่ยหนิงเหลือเกิน
ตอนนั้นสองข้างทางก็เต็มไปด้วยชาวบ้าน
ก็แค่ตอนนั้นชาวบ้านคุกเข่าต้องพึ่งเสียงฆ้อง
ก็แค่ตอนนั้นชาวบ้านมองเขาด้วยสายตาเย็นชาและเคว้งคว้าง
แต่ตอนนี้ขบวนเพิ่งขยับก็มีชาวบ้านหลายสิบคนคุกเข่า ตามมาด้วยคนอื่นๆ แผ่ขยายเป็นวงกว้าง
ซ่งฝูเซิงรู้สึกอบอุ่นหัวใจ กำมือแน่น
เฉียนเพ่ยอิงที่อยู่ในรถม้าตบมือเขาเบาๆ
ท่านย่าหม่าก็สวมชุดพระราชทานนั่งอยู่ในรถม้าคันที่สอง ด้านข้างเป็นต้นใบเงินใบทองกับซ่งพั่งยา
นางกำลังภาคภูมิใจมาก
ชั่วขณะที่พวกชาวบ้านทยอยคุกเข่าลง โลกในจินตนาการของท่านย่าหม่าก็บรรเจิด รั้งไว้ไม่อยู่ นางพูดกับฝูหลิง
“เห็นหรือยัง พ่อเจ้าเป็นขุนนางฝ่ายบุ๋น ได้รับการยอมรับจากคนจำนวนมากขนาดนี้ นี่แหละผลงานของเขา ต่อให้เบื้องบนไม่มีใครรู้มีแค่พวกชาวบ้านที่รู้ พวกเราก็พอใจแล้ว”
ท่านลุงซ่งนั่งอยู่ในรถม้าคันที่สาม ก็แหวกม่านดูชาวบ้านด้านนอกเหมือนกัน ตื้นตันใจฟังลุงใหญ่ซ่งที่นั่งอยู่ข้างๆ
ลุงใหญ่ซ่งขอบตาแดงพูดพึมพำ “ไอ๊หยา ทำอะไรกัน ใช่ว่าจะไม่กลับมาอีกแล้ว อีกอย่าง พวกเจ้าจะเสียดายอย่างไร หลานชายข้ายังจะอยู่ต่อได้อีกเหรอ ไม่ต้องเลื่อนตำแหน่งงั้นเหรอ ไม่เลื่อนตำแหน่งแล้วจะทำงานใหญ่กว่านี้เพื่อพวกเจ้าได้อย่างไร ไม่รู้จักคิดกันบ้างเลย มองไปข้างหน้ากันหน่อย”
ท่านลุงซ่งหันไปมองเขา เช่นนั้นเจ้าตาแดงทำไม
พูดตามตรง คนเก้าสกุลใจแข็งกว่าคนทั่วไปหน่อย
นั่นเป็นเพราะประสบการณ์ที่พวกเขาเคยเจอมา