ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 802-2 คนเราพบกันได้ทุกที่
ตอนที่ 802-2 คนเราพบกันได้ทุกที่
ดูอย่างตอนนั้นที่จากหมู่บ้านเหรินจยา พวกชาวบ้านดั้งเดิมของหมู่บ้านเหรินจยาแสดงสีหน้าอาลัยอาวรณ์ แต่พวกเขากลับยิ้มแย้มพูดอย่างเต็มปากเต็มคำว่าแล้วพบกันใหม่
แต่วันนี้ก็ยังคงพลอยตื้นตันไปด้วย
สิ่งที่คนในซ่งเก้าสกุลกลัวก็คือสิ่งที่เรียบง่ายที่สุด
อย่างชาวบ้านเหล่านี้ที่มารวมตัวกัน มีคนตะโกนนำ “น้อมส่งใต้เท้าเลื่อนตำแหน่ง” พวกเขายังด้อยกว่าหน่อย
บรรยากาศพาไป พวกเขาขึ้นเหนือลงใต้กับซ่งฝูเซิง เจออะไรมามาก มองออกว่าแบบไหนคือเสแสร้ง
แต่คนเหล่านี้ทำจากใจจริง หน้าหนาวของพื้นที่ตะวันออกเฉียงเหนือเส้นทางเดินลำบาก มีชาวบ้านจากพื้นที่ห่างไกลมากันไม่น้อย แสดงความรู้สึกที่มาจากใจจริง เป็นต้นว่า
ใต้เท้า ท่านไปแล้ว ชีวิตของพวกเราจะยังดีอยู่หรือเปล่า คำพูดพวกนั้นที่ท่านเคยพูดไว้จะเป็นจริงหรือไม่
ความกังวลใจที่อยู่ในแววตา ช่างเป็นของจริงเหลือเกิน
เหมือนตอนพวกเขาลี้ภัยมาก อยู่ที่หน้าประตูเมือง ความจนตรอกยามได้ยินว่าต้องแยกกัน
เหมือนตอนที่ซ่งฝูเซิงสอบได้จิ้นซื่อต้องถูกส่งไปอยู่ที่อื่น บรรดาคนในครอบครัวทั้งดีใจทั้งกังวลว่าจะถูกทิ้งไว้หรือเปล่า
เพราะแบบนี้พวกซ่งฝูสี่ถึงได้หัวเราะพลางพูดว่า น้องสาม ไม่ง่ายเลยจริงๆ ไม่ว่าจะไปอยู่ที่ไหนก็มีแต่คนอยากฝากความหวัง
ตอนนั้นที่ลี้ภัย ไม่มีประสบการณ์แม้แต่น้อย ไปอย่างไร เดินทางไหน ต้องฆ่าคนหรือเปล่า ตอนนั้นพวกเขาหันไปมองฝูเซิงอย่างเดียว
ตอนหมู่บ้านเหรินจยาจะถูกเกณฑ์ทหารกับตอนเกิดฝนตกหนัก คนทั้งหมู่บ้านชุลมุน พอซ่งฝูเซิงกลับมา ทุกคนในหมู่บ้านก็รอฟังแต่เขา
คราวนี้ได้เรื่อง เกาถูฮูถาม “ฮุ่ยหนิงมีประชากรกี่คนนะ อย่างน้อยก็แสนหรือเปล่า หึหึ แต่ละวันชีวิตเจ้าสามไม่ง่ายเลยจริงๆ คงถูกคนบ่นถึงทุกวันจนหูแดงไปหมด”
ลูกชายคนโตของท่านลุงซ่งพูด “นี่เพิ่งจะไหนถึงไหน ยังต้องไปที่ตัวเมืองเขตอีกนะ”
ภายในรถม้าที่พวกยายๆ นั่งอยู่ พวกนางกำลังโบกมือให้ชาวบ้านพลางพูด
“ไอ๊หยา ข้าไม่เคยคิดเลยว่าจะมีวันนี้ได้”
ยายหวังบอกว่า นางเคยเป็นแต่คนธรรมดา แต่กลับได้รับการคำนับให้เกียรติจากชาวบ้านเพราะว่าเป็นญาติของขุนนาง
วันแรกที่มาถึงฮุ่ยหนิงนางก็ได้สัมผัสแล้ว
พวกยายๆ เหล่านี้ไม่กล้าแม้แต่จะฝันว่าตัวเองจะได้มีช่วงเวลาที่มีเกียรติแบบนี้
ในเวลาเดียวกัน ต่อให้ไม่มีความรู้ ใช้คำพูดบรรยายออกมาไม่ถูก ในใจก็ค่อยๆ เกิดความรู้สึกภาคภูมิใจแบบที่อธิบายไม่ได้
คนในครอบครัวของขุนนางควรทำตัวอย่างไร ห้ามใจร้อน ใช่ว่าอยากด่าชาวบ้านก็เท้าเอวยืนด่าได้ อยากอาศัยใบบุญก็ต้องมีสิ่งเข้าแลก
ส่วนพวกหมี่โซ่วก็เหมือนวันแรกที่มาถึงฮุ่ยหนิง สังเกตเห็นซ่งฝูหลิงชะโงกหน้าโบกไม้โบกมือให้ทุกคน พวกเขาก็เอาบ้าง ชะโงกหัวออกไปกันหลายคน แต่ว่ามันหนาว รีบกลับเข้าไปดีกว่า
หมี่โซ่วตะโกนเสร็จ สวรรค์เหมือนให้ความร่วมมือกับเขา หิมะเริ่มตกอย่างไม่มีเค้าลางมาก่อน อีกทั้งดูทรงจะตกหนักขึ้นเรื่อยๆ
เด็กๆ หลายคนที่ครอบครัวเปิดร้านริมถนน เมื่อก่อนเห็นพวกพี่ๆ เดินเรียงแถวหลังเลิกเรียน เดินผ่านหน้าร้านของพวกเขา
พ่อกับแม่บอกว่า พวกพี่ๆ ต้องตามใต้เท้านายอำเภอย้ายเข้าไปเรียนในเมืองใหญ่ พวกเขาถึงได้รวบรวมความกล้าโบกมือให้พวกพี่ๆ
วันนี้ ภาพที่บรรดาชาวบ้านออกมาส่งนายอำเภอสิบลี้ท่ามกลางหิมะตกหนักได้ถูกบันทึกไว้ในบันทึกท้องถิ่น
เสมียนฉินมือเย็นจนแดง จดบันทึกด้วยตัวเอง
เขายืนอยู่ริมถนน เดี๋ยวก็มองขบวน เดี๋ยวก็มองพวกชาวบ้าน จดไปจดมาขอบตาก็เริ่มแดง ประทับใจเอง
โดยเฉพาะการเขียนที่บรรยายสถานการณ์จริงอย่างละเอียด เขาเขียนว่า
การที่ชาวบ้านมาส่งขุนนางจากใจจริงมีความเป็นไปได้สองข้อ ข้อแรก รีบไปเสียทีเถอะ ในที่สุดก็ไป อีกข้อหนึ่งคือตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง
เคยมีนายอำเภออยู่คนหนึ่ง รับตำแหน่งแค่ไม่กี่เดือน แต่บรรดาชาวบ้านกลับเดินมาส่งไกลถึงสิบลี้ แสดงสีหน้าอาลัยอาวรณ์
อีกทั้งเสมียนฉินยังได้บันทึกท่าทีตอบสนองของซ่งฝูเซิงลงในบันทึกอำเภอ
นายอำเภอซ่งไม่กล้ามองชาวบ้าน หลังจากขึ้นรถม้าก็ไม่เปิดม่านออกมาโบกมือร่ำลาอีก
เขาเขียนว่า ใต้เท้าเคยพูดกับเจ้าหน้าที่ทุกคนว่า ไม่ใช่การจากลา ไม่ได้ไปไหน แต่มันเป็นการเริ่มต้นที่ดีกว่า ทำให้คนจำนวนมากกว่านี้ได้มีการเริ่มต้นที่ดีกว่า
จนกระทั่งเขียนประโยคถัดไป เหล่าฉินถึงน้ำตาร่วง
แต่ว่าใต้เท้า ท่านอยากให้คนตั้งมากมายขนาดนั้นมีการเริ่มต้นที่ดี แต่ท่านลืมพาข้าไปด้วยหรือเปล่า ข้ายังแสดงความสามารถได้ไม่เต็มที่ ท่านจะไม่ให้โอกาสข้าอีกแล้วหรือ
รถม้าของซ่งฝูหลิงผ่านตรงหน้าเสมียนฉินพอดี
ฝูหลิงมองเสมียนฉินที่อยู่ท่ามกลางหิมะตกหนักแล้วก็กลั้นขำไม่อยู่
เมื่อวานพ่อของนางยังพูดอยู่ว่า หลังเข้ารับตำแหน่งจะย้ายเสมียนฉินไปเป็นเลขาที่หวงหลง
เพราะพ่อของนางพอใจมากที่เสมียนฉินปฏิเสธคำเชิญของขุนนางในหวงหลง
นี่คือการเข้าไปรับตำแหน่งใหม่ใช่ไหมล่ะ พวกขุนนางและเจ้าหน้าที่ของหวงหลงที่อยู่ระดับกลางไปถึงล่างต่างก็อยากทำความเข้าใจก่อนว่าผู้ว่าการเขตคนใหม่มีนิสัยอย่างไร จะจับผิดแล้วคัดเลือกคนใหม่มาทำงานแบบตอนอยู่ฮุ่ยหนิงหรือเปล่า หวาดกลัวกันมาก หลายคนเลยอยากหาช่องทางสืบก่อน
ได้ยินว่าน้องเมีย พ่อตา หลานชายคนสี่บ้านพี่สะใภ้ใหญ่ของเสมียนฉินต่างทำงานอยู่ในเขตหวงหลง อยากจะให้ผลประโยชน์ อยากเลี้ยงข้าว แต่เสมียนฉินก็ปฏิเสธ วิ่งไปแสดงความจงรักภักดีต่อพ่อของนางอย่างจริงใจ
พอพ่อนางกลับมาบ้านก็พูดว่า เสมียนฉินเป็นคนฉลาดมีไหวพริบ ปรับตัวได้ทุกสถานการณ์ เรียกใช้คล่องมือ พาไปด้วย
เวลานี้เอง ในที่สุดซ่งฝูกุ้ย ซ่งฝูโซ่ว และกัวคนโตก็ขี่ม้าฝ่าพายุหิมะตามมาทัน
ทางด้านนั้นเอาของลงจากเกวียน ขบวนสินค้าไม่ได้ตีเกวียนเปล่ากลับมา ได้ช่วยพวกพ่อค้าขนสินค้ากลับมาด้วย เสร็จสิ้นภารกิจ
สินค้าที่ขนไปขายหมดไม่เสียงาน ยังไม่ทันได้รายงานให้ฟังทางนี้ก็จะไปกันแล้ว
หวังจงอวี้ขวางพวกฝูกุ้ย
จะให้รอพวกเจ้าอีกสามวันก็รอไม่ไหว ต้องรีบไปรับตำแหน่ง ถึงได้ออกเดินทางกัน
ไม่ได้หรอก ต้องให้ฝูเซิงไปจากฮุ่ยหนิงเวลานี้ จะหันกลับไปค้างในที่ว่าการอำเภออีกคืนไม่ได้ เจ้าดูบรรยากาศสิ อารมณ์กำลังขึ้นถึงขีดสุดกัน มีจดลงบันทึกของอำเภอด้วย ไม่อย่างนั้นชาวบ้านทั้งอำเภอจะมองยังไง กลับมาอีกแล้วเหรอ งั้นต้องออกมาส่งอีกรอบหรือเปล่า
ซ่งฝูกุ้ยคอแห้งร้อนใจ
ถูกพี่กัวกับซ่งฝูโซ่วเกาะติดหนึบมาตลอดทาง ตอนนี้ยังมาถูกหวังจงอวี้กับพี่เขยใหญ่เถียนสี่ฟาขวางไว้อีก
กัวคนโตเข้ามาขวางมือจงอวี้ที่จะจับฝูกุ้ย “อย่าแตะต้อง เขามีตั๋วเงินอยู่ในอกเสื้อ”
คำพูดเกินไปมาก คนไม่รู้จะคิดว่าฝูกุ้ยมีระเบิดอยู่ในตัว แตะปุ๊บบึ้มปั๊บ
สุดท้ายขบวนคนมาส่งก็เริ่มชุลมุน พวกชาวบ้านก็รู้แล้วว่าขบวนขนสินค้ากลับมากันแล้ว นี่ก็แสดงว่าเด็กหนุ่มของหลายบ้านก็กลับมากันด้วย
ม่านรถม้าถูกแหวกออก
ซ่งฝูเซิงกับเฉียนเพ่ยอิงจับมือกันอยู่ สะดุ้งตกใจฝูกุ้ยที่กระโดดขึ้นมา
ไม่รู้ว่าควรถามอะไรก่อน
สุดท้ายฝูเซิงก็ถามว่า “เจ้าไม่ได้นอนเหรอ”
ฝูกุ้ยขอบตาดำคล้า ชั่วขณะที่แหวกม่านมาพร้อมกลิ่นแปลกๆ ไปตั้งนาน พอเจออีกทีดูเหมือนจะผอมไปสิบกว่าโล ผอมจนเปลี่ยนไปมาก หน้าตอบ
ฝูกุ้ยเริ่มล้วงตั๋วเงินกับจดหมายออกมา “เร็วเข้า ฝูเซิง รีบเอาของร้อนพวกนี้ไป ยังไม่ต้องถามอะไรด้วย ขอข้านอนสักงีบ เดี๋ยวตื่นแล้วค่อยไปรายงานเจ้า”
ซ่งฝูเซิงเอาผ้าห่มบนรถม้าห่มให้ฝูกุ้ย จากนั้นก็จะถอดรองเท้าให้เพื่อเอาหม้ออังมือไปอังเท้า
แต่ว่าถอดไม่ออก เท้าทั้งแข็งทั้งบวม สุดท้ายเลยต้องใช้กรรไกรตัดรองเท้าทิ้ง
ระหว่างทางนี้ซ่งฝูเซิงก็ได้รู้หลายเรื่องจากจดหมายของหยางหมิงหย่วน
เป็นต้นว่า หน้าร้านได้มาจากการที่หยางหมิงหย่วนเดิมพันชนะ ค่าเช่าตอนแรกสุดได้มาจากพวกเขาจิ้นซื่อที่ทำงานอยู่เมืองหลวงช่วยกันออก
เป็นต้นว่า สถานการณ์ของหยางหมิงหย่วน ฮ่องเต้ให้เขาทำอะไรบ้าง
เป็นต้นว่า คดีสกุลว่านของฮุ่ยหนิง หมิงหย่วนไม่ได้พูดถึงจุดจบของคนเลวอย่างว่านปิ่งอี้ รวมถึงเรื่องหลานชายสายนอกของใต้เท้าเหมาได้ถูกค้นบ้าน พวกผู้หญิงถูกขายออกไป แต่ก็ไม่ได้ลงรายละเอียด แค่บอกว่าใต้เท้าเหมาติดร่างแห ถูกลดจากขั้นสามเป็นขั้นห้า ย้ายจากกรมคลังไปอยู่กรมพิธีการเป็นเจ้าหน้าที่ดูแลพิธีเซ่นไหว้
หยางหมิงหย่วนยังได้บอกซ่งฝูเซิงในจดหมายอีกว่า พอเขาเข้าสำนักฮั่นหลินก็ได้ยินมาเรื่องหนึ่ง ข้อสอบฉบับนั้นของท่านอาที่แท้ก็ใต้เท้ารองเสนาบดีเหมาเข้าวังหลวงกราบทูลฝ่าบาท
ดังนั้นในขณะที่ตระกูลเหมาตกต่ำต้องย้ายออกจากจวนขุนนางขั้นสาม เขาได้แวะไปเยี่ยมใต้เท้าเหมาที่ล้มป่วยมาด้วย
ใต้เท้าเหมาฝากบอกท่านอาว่า ไม่เกี่ยวกับนายอำเภอซ่ง ไม่ต้องคิดมาก เป็นเพราะเขาคุมคนในครอบครัวไม่ดี หวังว่าเหล่าขุนนางจะเห็นเขาเป็นเครื่องเตือนใจ
ซ่งฝูเซิงอ่านจดหมายฉบับนี้จบก็รู้สึกสับสน
ใต้เท้าเหมาเป็นคนมีความสามารถที่หาได้ยากในกรมคลัง คนเก่งแบบนั้นไม่ได้เลื่อนขั้นเป็นเสนาบดี อาจเกี่ยวข้องกับการเล่นตุกติกของเขาก็เป็นได้