ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 804-1 นับตั้งแต่พ่อสอบได้ ข้าก็เจอแต่เรื่องเซอร์ไพรส์
ตอนที่ 804-1 นับตั้งแต่พ่อสอบได้ ข้าก็เจอแต่เรื่องเซอร์ไพรส์
ผืนป่าหิมะขาวโพลน ปกคลุมไปถ้วนทั่ว
ภายใต้ท้องฟ้าสีคราม หิมะกำลังตกลงบนเขาฉางไป๋
น้ำตกในฤดูหนาวได้จับตัวกลายเป็นน้ำแข็ง กลมกลืนไปกับผืนป่า
น้ำพุร้อนมีหิมะร่วงหล่น ไอร้อนลอยขึ้นมาปะทะกัน
สัตว์ต่างๆ เคลื่อนไหวคล่องแคล่ว เคล้าเคลียไปกับไอน้ำ ทิ้งร่องรอยไว้บนสรรพสิ่งที่อยู่บนผืนดิน วิ่งหนีหายเข้าไปในป่าหิมะ
หมู่บ้านชนบทที่อยู่ใกล้ภูเขาลูกใหญ่ บ้านแต่ละหลังถูกหิมะปกคลุมจนดูคล้ายขนมปังโรยไอซ์ซิ่ง
การประชุมครั้งแรกของเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับชาวหวงหลง เกี่ยวกับความเป็นอยู่ของผู้คนนับหมื่นครัวเรือน กำลังเริ่มขึ้นท่ามกลางเสียงหิมะตกเหนือเขาฉางไป๋ ท่ามกลางเสียงเผาไหม้ของถ่านในห้องทำงานส่วนกลาง กำลังปลุกเบื้องลึกหัวใจของเหล่าเจ้าหน้าที่ ปลุกบางสิ่งบางอย่างที่มิอาจบรรยาย
เพราะประเด็นสำคัญประเด็นแรกของการประชุมเป็นสิ่งที่ทุกคนต่างไม่คาดคิด
ซ่งฝูเซิงยิ้มแย้ม
“ไหมเส้นเดียวมิอาจกลายเป็นด้าย ต้นไม้ต้นเดียวมิอาจกลายเป็นป่า ข้าเข้ามารับตำแหน่ง ไม่ได้อยากเล่นงานใครเป็นพิเศษ”
“ไม่ว่าข้าจะเป็นศิษย์แห่งโอรสสวรรค์ หรือเป็นจิ้นซื่อธรรมดา ความสามารถของข้าเพียงคนเดียวย่อมไม่มีทางสู้สติปัญญาของคนหมู่มากได้”
“สำหรับข้า สำหรับทุกท่านที่นั่งอยู่ในที่นี้ แท้จริงแล้วมีเพียงหลักการเดียว…
…มีเพียงการร่วมแรงร่วมใจเท่านั้น งานถึงจะสำเร็จได้…
…ไร้ความสามัคคีย่อมพ่ายแพ้ราบคาบ รวมใจเป็นหนึ่ง ถึงจะมีความสำเร็จร่วมกัน”
บรรดาเจ้าหน้าที่ต่างพากันจดไว้ คำสำคัญ ร่วมกัน
ใต้เท้าผู้ว่าฯ หมายความว่าอย่างไร
กำลังบอกพวกเขาเป็นนัยๆ ว่า ผลงานของหวงหลง หากทำได้ดี เขาก็จะเสนอชื่อร่วมกัน ไม่เหมือนผู้ว่าฯ เถาที่เอาชื่อตัวเองคนเดียว แบบนี้หรือเปล่า
ใช่ ถูกต้อง ความหมายนี้แหละ
คนเราเมื่อถึงช่วงอายุหนึ่งถึงจะรู้ว่า โดดเด่นเกินหน้าเกินตาเป็นพิเศษใช่ว่าจะเป็นเรื่องดีทั้งหมด
ซ่งฝูเซิงคิดว่าตัวเองโดดเด่นมากพอแล้ว จะเอาหรือไม่เอาผลงาน คนที่จับตาดูย่อมมองเห็น
เขาอยากให้ตัวเองหยุดนิ่งแล้วมากกว่า ผลักดันขุนนางคนอื่นให้ขึ้นมาเหมือนกับเขา คนแบบนี้ยิ่งมากยิ่งดี
เขายินดีสนับสนุนคนที่เอาการเอางาน ยินดีบันทึกชื่อขุนนางที่มีผลงานทำเพื่ออนาคตของหวงหลง ยินดีผลักดันลูกน้องเก่งๆ ไปสู่อนาคตที่ดีกว่า
ดังนั้นข้อที่สองที่ซ่งฝูเซิงเสนอก็คือการประเมินเจ้าหน้าที่
จะรอให้ครบสามปีค่อยประเมินตามกำหนดของกรมขุนนางไม่ได้ หวงหลงของเราต้องมีกฎของตัวเอง
กฎอะไรน่ะเหรอ ใช้ความสามารถในตัวของพวกเจ้าเป็นตัวชี้วัด
วัดจากมาตรฐานของกรมขุนนางที่ทดสอบ วัดจากความคาดหวังของชาวบ้านที่มีต่อเจ้าหน้าที่ทางการ วัดจากผลงานที่พวกเจ้าทำ ทุกครึ่งปีจะเลือกออกมาสามคนเพื่อเป็นแบบอย่างก่อน มีการมอบหนังสือรับรองว่าเป็นขุนนางดีเด่น
หลังจากได้ขุนนางดีเด่นแล้วก็คือแบบอย่างของคนอื่นๆ และก็จะสะดวกให้ทุกคนเห็นความแตกต่าง ปรับปรุงให้ดีขึ้น
ซ่งฝูเซิงได้บอกในที่ประชุมว่า หนังสือรับรองก็คือจดหมายแนะนำที่เขาจะส่งขึ้นไปให้ยามที่กรมขุนนางถามความคิดเห็นของเขา ยิ่งไปกว่านั้น มันคือหลักฐานที่ดีที่สุดว่าทุกท่านที่นั่งอยู่ตรงนี้จะได้ก้าวขึ้นไปต่อหรือไม่
ซึ่งก็หมายความว่า หวงหลงจะไม่มีปรากฏเหตุการณ์ที่เวลามีคนของกรมขุนนางมา พวกเจ้าหน้าที่เหล่านี้ก็เที่ยวเอาของขวัญไปให้ทั่วทุกสารทิศ
ทำตัวเป็นหมาขี้ประจบ เพื่ออะไร
เวลาทำงานหาตัวไม่เจอ พอจะได้เลื่อนขั้นกลับปัญญาเฉียบคม
แบบนั้นมันยุติธรรมกับคนที่ตั้งใจทำงานอย่างแท้จริงเหรอ
พวกเจ้าอย่าได้มีความคิดแบบนี้เลยจะดีกว่า
ส่วนพวกเจ้าหน้าที่ที่นั่งอยู่ก็เชื่อว่า ผู้ว่าฯ ซ่งไม่ได้พูดส่งเดช
ต่อให้ในบรรดาพวกเขามีเส้นสายในเมืองหลวง ภูมิหลังดีแล้วอย่างไรล่ะ คิดดูก็รู้ว่าคนของกรมขุนนางที่มาก็ไม่มีทางกล้ารับของขวัญจากพวกเขา
ญาติในตระกูลของพวกเขาที่มีความสามารถมากที่สุดก็ย่อมไม่กล้าช่วยพวกเขาหาเส้นสายให้
คนเหล่านั้นก็ต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วน ความคิดเห็นของผู้ว่าฯ ซ่งสำคัญมาก
อย่างไรเสีย ผู้ว่าฯ ซ่งก็คลุกคลีอยู่กับพวกเขา อีกทั้งมีประเมินทุกครึ่งปีก็ยังมีโอกาสหลายครั้งให้ได้หนังสือรับรอง
หากกล้าเปลี่ยนความคิดของผู้ว่าฯ ซ่ง ใต้เท้าซ่งเป็นศิษย์แห่งโอรสสวรรค์ สามารถยื่นฎีกาต่อฮ่องเต้ได้
ต่อให้ครอบครัวจะมีเส้นสายที่แข็งแค่ไหนยังจะสู้ผู้ว่าฯ ซ่งได้อีกเหรอ นั่นศิษย์แห่งโอรสสวรรค์ ใครยังจะสะดวกคุยกับฮ่องเต้ได้มากกว่าเขาอีก คราวนี้ได้เป็นผู้ว่าการเขต ยิ่งสะดวกยื่นฎีกาเข้าไปใหญ่ มีช่องทางส่งโดยตรง
เช่นนั้นทำอย่างไรดีล่ะ
ไม่ต้องถาม ถ้าถามก็คือการต่อต้าน
อยากเลื่อนตำแหน่ง มีหนทางเดียวคือตั้งใจทำงาน
ซ่งฝูเซิงยกถ้วยชามาดื่มหลายอึกแล้วถึงเงยหน้ามอง ทุกคนดูเข้าใจความหมายของเขาแล้ว เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย อืม ใช้ได้ ตั้งใจทำงานกันนะ
นี่เพิ่งเริ่มการประชุมที่เกี่ยวพันถึงชะตากรรมของชาวหวงหลงนับแสนคน
ซ่งฝูเซิงเน้นย้ำในที่ประชุมว่า
“เอาฮุ่ยหนิงเป็นตัวอย่าง หลังประชุมจะให้ผู้ช่วยหลี่ว์อธิบายให้ทุกคนฟัง ไปจับกลุ่มเรียนรู้หลังประชุม…
…นายอำเภอแต่ละคนต้องเสนอความคิดเห็น…
…จะเลี้ยงสัตว์ก็ได้ ทำเกษตรก็ได้ ค้นหาของดีของท้องถิ่นก็ได้ ตามแต่สถานการณ์ของแต่ละท้องที่…
…มีความมุ่งมั่นก็ย่อมมีหนทางสารพัด ไร้ความมุ่งมั่นก็จะรู้สึกว่ามันยากเหลือเกิน…
…ทุกท่านที่นั่งอยู่ตรงนี้ สามารถนั่งอยู่ตรงหน้าข้าได้ มาถึงตำแหน่งในทุกวันนี้ได้ ข้าเชื่อว่า ต่างก็เป็นผู้ที่มีความมุ่งมั่นทั้งนั้น…
…นับแต่วันนี้เป็นต้นไป ทุกคนในหวงหลงจะต้องร่วมแรงร่วมใจกันต่อสู้ให้หลุดพ้นจากความยากจน ขนของดีของเด่นของดังออกจากที่นี่ไปสู่ทุกเมือง”
หิมะที่อยู่ด้านนอกตกหนักขึ้นเรื่อยๆ ทว่าบรรยากาศภายในห้องทำงานส่วนกลางกลับตึงเครียดขึ้น จริงจังมากขึ้นเรื่อยๆ เหล่าเจ้าหน้าที่จดบันทึกกันอย่างรวดเร็ว
“…ต้องสองมือประคับประคอง สองมือต้องมั่นคงแข็งแกร่ง ต้องใช้โอกาสในช่วงหน้าหนาวนี้สำรวจพื้นที่รกร้างกับสร้างชลประทานที่เหมาะแก่การเพาะปลูก…
…ตรวจสอบเงินทั้งหมดที่นำไปใช้ การตัดสินใจในที่ประชุมวันนี้จะต้องได้ข้อสรุปออกมาเป็นข้อๆ…
…มีพื้นที่รกร้างอยู่ในแต่ละหมู่บ้านแค่ไหน ส่วนน้ำที่ใช้ในแปลงเกษตรมีอุปสรรคอะไรบ้าง คิดหาหนทางมาเป็นข้อๆ…
…หากเกิดปัญหาใดๆ ความรับผิดชอบอยู่ที่คนทุกระดับ”
ขณะที่พูดถึงตรงนี้ซ่งฝูเซิงก็หัวเราะ
“กังหันน้ำที่ใช้สำหรับผันน้ำเข้า ข้าพอมีประสบการณ์อยู่บ้าง รวมถึงพอเข้าฤดูใบไม้ร่วงพวกเราต้องสร้างแปลงเพาะปลูกขั้นบันได อย่างอื่นข้าไม่ไหว แต่เรื่องเพาะปลูกข้าพอให้คำปรึกษาได้ ยินดีต้อนรับนายอำเภอทุกท่านมาร่วมหารือในที่ว่าการแห่งนี้ พวกเราเรียนรู้ไปด้วยกัน”
“สรุปว่า ทุกท่านต้องจำสิ่งสำคัญข้อหนึ่ง…
…ข้าราชการต้องเป็นผู้นำให้ชาวบ้าน ชี้แนะพวกเขา เป็นไฟที่ส่องนำทางให้พวกเขา บุกเบิกเส้นทางหาเงินใหม่ๆ ให้พวกเขา คิดหาวิธีทำให้พวกเขาได้กินอิ่มมีเสื้อผ้าอุ่นๆ สวมใส่…
…ข้าราชการเปรียบเสมือนต้นสน ชาวบ้านก็คือเมล็ดสนที่อยู่บนนั้น ต้องเกาะตัวกันให้แน่นอยู่รอบตัวข้าราชการ”
เสมียนฉินจดไปคิดไป ใต้เท้าพูดได้มีมาตรฐานมาก เมล็ดสนกับต้นสนต้องเกาะกันเป็นกลุ่มใช่ไหมล่ะ ขุนนางจะมีความก้าวหน้าได้ก็ต้องสร้างผลงานจากราษฎรนับหมื่นนับแสน
ไม่ใช่แค่เสมียนฉิน เจ้าหน้าที่หลายคนในที่ประชุมก็รีบจดบันทึก
สุดท้าย ขณะที่มีเหล่าเจ้าหน้าที่เดินไปรินชาผอผอติงให้ทุกคนดื่ม ซ่งฝูเซิงก็พูดขึ้นมาว่า
“ถ้าอยากให้หวงหลงก้าวหน้าไปอีกขั้น ถ้าอยากให้หวงหลงโดดเด่นนำเขตอื่น ถ้าอยากให้เจ้าหน้าที่ของเขตหวงหลงเดินออกไปแล้วใครหน้าไหนก็ไม่กล้าดูถูก ทั้งหมดทั้งมวลนี้ล้วนต้องเกิดจากการที่ตัวเองแข็งแกร่งในตัวเองด้วย…
…ยกตัวอย่างเช่น ตอนที่ข้ายังเป็นนายอำเภอฮุ่ยหนิง ติดธุระ ทำให้มาประชุมเรื่องเก็บส่วยเสบียงไม่ได้…
….ตอนนั้นคนที่มาแทนคือผู้ช่วยหลี่ว์ ใช่ไหม ตอนนั้นทุกท่านก็อยู่ใช่หรือไม่”
คนที่นั่งประชุม “…”
เดิมคิดว่าใต้เท้าคงไม่พูดเรื่องนี้แล้ว นึกไม่ถึงว่าขณะที่กำลังกระตุ้นให้ทุกคนฮึกเหิม อยู่ๆ จะวกมาเรื่องนี้
หลายคนแอบบ่นในใจ แย่แล้ว เขารู้เรื่องนี้
ซ่งฝูเซิงกลับยิ้มพลางชี้ไปที่ประตู
“ทุกท่านน่าจะรู้ดีกว่าข้า ตอนนั้นผู้ช่วยหลี่ว์นั่งตำแหน่งท้ายสุด แต่นั่งท้ายสุดแล้วอย่างไร ถูกทุกคนเมินเฉยแล้วอย่างไร ตอนที่รายงานสถานการณ์การเก็บส่วยเสบียง มีนายอำเภอคนไหนบ้างกล้าดูถูกเขา อย่างมากก็แค่เหน็บแนมอำเภอฮุ่ยหนิงอยู่ในใจ…
…แบบนี้เรียกว่า คิดจะงัดข้อกับใครตัวเองก็ต้องมีดีด้วย…
…ดังนั้น อำเภอใหญ่อย่างฮุ่ยหนิงที่เคยเป็นอำเภอยากจนข้นแค้น ที่นั่นยังกลายเป็นดาวดวงใหม่ของหวงหลงได้…
…ทุกท่าน ข้าเชื่อว่า ภายใต้สถานการณ์ที่ทุกท่านมุ่งมั่นตั้งใจทำงาน…
…พวกท่านย่อมกลายเป็นนายอำเภอซ่งคนต่อไปได้…
…หวงหลงดินแดนที่อุดมสมบูรณ์จะเป็นดวงดาวที่สว่างพร่างพราวเต็มท้องฟ้า”