ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 803-2 ไร้ระเบียบย่อมมิอาจสำเร็จได้
ตอนที่ 803-2 ไร้ระเบียบย่อมมิอาจสำเร็จได้
พอนึกถึงตรงนี้ ท่านลุงซ่งก็กลัวพวกคนหนุ่มเห็นเงินแล้วตาลุกวาว จึงเน้นย้ำอีกครั้ง “เก็บเอาไว้เป็นเงินค่ารับซื้อของจากชาวบ้าน ยิ่งทำก็ยิ่งใหญ่โต เหมือนกลิ้งลูกหิมะ แบบนั้นต้องมีเงินสำรอง อย่าเพิ่งว่าพอได้มาก็แบ่งกันทันที”
พวกคนหนุ่มอย่างซ่งฝูกุ้ยได้ฟังก็พูดขึ้น “ใช่ ท่านลุงซ่ง ไม่ต้องร้อนใจ พวกข้าไม่เอาหรอก อีกอย่าง เงินตั้งเยอะขนาดนั้นจะใช้อย่างไร”
ไม่มีที่ให้ใช้ ไม่ว่างใช้ ไม่รู้ว่าควรใช้อย่างไร
ซื้อบ้านซื้อที่ก็ไม่มีประโยชน์ วันหน้าต้องย้ายตามฝูเซิงอีก
โดยเฉพาะพอมาถึงที่ว่าการเขต พบว่าที่นี่ใหญ่มาก พอให้เก้าสกุลอยู่
ถ้าพวกเขาซื้อบ้านย้ายออกไป ที่นี่คนน้อย ฝูเซิงคงกลัว
สรุปว่า ไม่เอา แถมยังต้องมานั่งกลุ้มด้วยว่าได้เงินมาแล้วจะเอาไปเก็บที่ไหน
พวกฝูกุ้ยพูดจบก็นั่งเรียงกันบนเตียง เกาเท้า ถูเท้า เกาจนยาที่ทาไว้หายหมด
เท้าแตกแล้วคัน แทบอยากตัดเท้าทิ้งไป
ซ่งฝูเซิงกลับไม่เห็นด้วย ชี้ที่กล่องเงิน
“เงินนี่ ฝูกุ้ย พวกเจ้าเอาไปดูแลตัวเอง ก่อนขึ้นปีใหม่ เอาเงินพวกนี้ซื้อผ้าหรือเสบียงอาหารในนามของม้าพันลี้ ในนามของหัวหน้างาน แล้วไปเยี่ยมครอบครัวพวกแรงงานขนของส่งของ บอกพวกเขาว่าเป็นของขวัญปีใหม่จากม้าพันลี้”
ชี้ไปที่อีกกล่องหนึ่ง หันไปมองเฉียนเพ่ยอิง “เพ่ยอิง เจ้าว่าเอาไปใช้อย่างไรดี”
เฉียนเพ่ยอิงพยักหน้าตอบทันที “หาเงินมาแล้วไม่ใช้จะหาทำไม วางทิ้งไว้ก็สูญเปล่า”
“เช่นนั้นเอาแบบนี้ ให้ลูกสาวเราไปจัดสรรบัญชีของแต่ละบ้านให้ดี จากนั้นพ่อตัดสินใจให้แล้วกัน ก่อนปีใหม่ เจ้าพาพวกพี่สะใภ้น้องสะใภ้ไปเดินจับจ่าย ซื้อชุดใหม่ซื้อเครื่องประดับ พวกนางอยากซื้อทองก็ซื้อ อยากใส่เครื่องเงินก็ใส่ นี่เป็นเงินที่สามีของพวกนางหามาได้ทั้งนั้น”
ฝูกุ้ยกับเถียนสี่ฟาทำตาโตหันไปมองซ่งฝูเซิง
เดี๋ยวนะฝูเซิง เจ้าเข้าใจผิดอะไรหรือเปล่า พวกข้าลำบากลำบน แต่ให้เมียๆ ไปเสวยสุขเนี่ยนะ
พวกผู้หญิงที่อยู่ด้านนอกรู้สึกสับสน อยากยิ้ม แต่ก็ข่มไว้ อย่างไรเสียนั่นก็เป็นเงินที่สามีของพวกนางเหน็ดเหนื่อยหามาได้
แต่ไม่ว่าอย่างไรก็อยากยิ้ม จะทำอย่างไรได้
ฝูเซิงพูดได้ดี เขารู้จักพูด บอกว่าพอถึงเวลาสิ่งที่พวกนางสวมใส่ไม่ใช่เครื่องประดับ แต่เป็นตราเกียรติยศของสามีต่างหาก
คืนนี้ท่านย่าหม่าพาพวกยายๆ ไปแอบทำพิธีตามความเชื่องมงายอยู่ในเรือนหลัง
ตรงไหนเซ่นไหว้ก็เซ่นไหว้ กระดาษก็ต้องเผา
ย้ายเข้าบ้านใหม่ก็ต้องมีพิธีรีตองบ้าง เดี๋ยวนี้ซ่งเก้าสกุลของพวกเขาเวลามีเกวียนล่อเล่มใหม่ยังต้องผูกเชือกแดง
ท่านลุงซ่งอยู่ในห้องตัวเอง รักแร้หนีบไม้ปัดขนไก่ ขณะที่ปัดฝุ่นเช็ดถูป้ายพระราชทานก็ยิ้มไปด้วย
เลขาซ่งฝูหลิงกำลังทำสารพัดบัญชีอยู่ในห้องคุณหนูใหญ่ สรุปบัญชี ต้นทุน กำไรสุทธิ ควรแบ่งให้แต่ละบ้านเท่าไหร่
พอมาถึงช่วงท้าย พั่งยาที่สมองดีขนาดนี้ก็คิดบัญชีเอง งงเอง จึงเดินไปล็อกประตู หยิบเอาอุปกรณ์โกงออกมา สามแปดเจ็ดเก้าหกหาร…
เฉียนเพ่ยอิงพาพวกเป่าจูไปแขวนเสื้อผ้า เช็ดเตียง รู้สึกเหมือนงานนี้เพิ่งเคยทำไปไม่นาน เช็ดตามขอบตามมุมให้ทั่ว
ส่วนพวกเด็กผู้ชายที่โตหน่อยกำลังขัดหลัง สระผมให้พวกคนหนุ่ม
ครอบครัวเถียนสี่ฟา หูจือไม่ได้อยู่ที่นี่ ก็มีเกาเถี่ยโถวที่เป็นลูกเขยทำแทน ปรนนิบัติพ่อตา
ห้องติดกัน เนียนปาน้อยกำลังถูหลังให้ฝูกุ้ย ถูเสร็จก็วิ่งไปที่ห้องครัว นั่งยองลงข้างเอ้อร์เนียนปาที่เป็นพี่ชายแล้วช่วยก่อไฟต้มน้ำหม้อใหญ่ อยู่ๆ ก็ดึงแขนพี่ชายมาหลบหลังเช็ดน้ำตา
“เป็นอะไร”
“เปล่า”
“สงสารพ่อเหรอ ไม่ต้องร้อง”
ส่วนเหนียนเหนียนน้อย ลูกคนสุดท้องของฝูกุ้ยที่อยู่ในห้องได้ชี้ฝูกุ้ยพลางเอียงหน้าสงสัย เอ๊ะ นี่ใคร
คืนนั้น เป็นครั้งแรกที่เมียฝูกุ้ยพูดด้วยความเขินอาย “เจ้าอยากไหม ถ้าเจ้าอยาก ข้าอยู่ข้างบนได้ เจ้าไม่ต้องขยับ จะได้ประหยัดแรงหน่อย
ฝูกุ้ยบอกว่า “มีเหรอจะไม่อยาก ไม่เห็นต้องถาม เดี๋ยวพวกลูกๆ นอนแล้วก็รีบมา”
ส่วนใต้เท้าผู้ว่าฯ ซ่งฝูเซิง ถูกหมี่โซ่วขัดหลังให้หอมฉุย กำลังสวมหมวกอบผมรูปหูกระต่ายสีชมพูของลูกสาว นั่งกินแตงโมในช่วงหน้าหนาวแบบนี้อยู่ในพื้นที่พิเศษ แทะเม็ดแตง ดื่มกาแฟ อ่านหนังสือพิมพ์ จดบันทึก
เตรียมความพร้อมสุดท้ายก่อนเริ่มการประชุมที่กำลังจะถึงกับเหล่าขุนนางทั้งหมดของพื้นที่หวงหลง
ไม่กี่วันต่อมา
เสมียนฉินอยู่ที่ที่ว่าการเขตหวงหลง ถูกพ่อตา น้องชายเมีย หลานชายของพี่สะใภ้ใหญ่ขวางไว้
เจ้ารู้จักข้าใช่ไหม
เสมียนฉินถือม้วนหนังสือกองใหญ่หยุดยืน พยักหน้าให้ญาติแบบพอเป็นพิธีแต่ไม่เสียมารยาท “ตั้งใจทำงาน”
พูดจบเท้าก็เดินต่อ รีบไปห้องทำงานส่วนกลางของที่ว่าการเขต หรือก็คือห้องโถงรองสถานที่ทำงานของบรรดาเจ้าหน้าที่
ที่นี่กว้างใหญ่มาก แค่พื้นที่ตรงส่วนนี้ก็กินพื้นที่ห้าร้อยตารางเมตรแล้ว
ภายในที่ว่าการทั้งหมดมีห้าสิบกว่าอาคาร เช่น คลังเอกสาร คลังเสบียง หอบูชาเจ้าที่ เป็นต้น มีทั้งหมดหกร้อยกว่าห้อง
แค่คิดดูก็รู้ว่าเขตหวงหลงใหญ่เพียงใด
แน่นอนว่า ถ้าวัดกันเรื่องระดับก็ยังด้อยกว่าเฟิ่งเทียนหน่อย ที่ว่าการเขตเฟิ่งเทียนหมู่เรือนหน้าเรือนหลังรวมกันกินพื้นที่ทั้งหมดสามหมื่นกว่าตารางเมตร
เวลานี้ตรงประตูพิธีการ มีรถม้าทยอยวิ่งเข้ามา
ผู้คนที่มีหน้ามีตาในเขตหวงหลงต่างรู้ว่าวันนี้เป็นวันที่ศิษย์แห่งโอรสสวรรค์จะเข้ารับตำแหน่งเป็นผู้ว่าการเขตคนใหม่ พวกนายอำเภอต่างมากันพร้อมหน้าจากทั่วทุกสารทิศ วันนี้เจ้าหน้าที่ทุกระดับชั้นที่มีรายชื่ออยู่ในที่ว่าการไม่มีใครลาหยุดแม้แต่คนเดียว
เสมียนฉินกำลังสั่งการเจ้าหน้าที่สิบกว่าคนอยู่ในห้องทำงานส่วนกลาง โต๊ะทำงานต้องวางตรงไหน ต่อกันเป็นแถวยาว สองแถวหันชนกัน ติดป้ายชื่อเรียงตามระดับ อีกเดี๋ยวเข้ามาเจ้าหน้าที่ของแต่ละอำเภอจะต้องนั่งตามชื่อที่จัดเรียงไว้
“ถ้วยชาต้องพร้อม น้ำชากินเหมือนกันหมด”
“แต่ว่าท่านเสมียนฉิน เมื่อก่อนพวกเขาพกมาเองทั้งนั้น บางคนเอากาน้ำชามาด้วย ของพวกนี้ไม่จำเป็นต้องเตรียมให้หรือไม่ขอรับ”
เสมียนฉินไม่พูดอะไร มองคนถามจนอีกฝ่ายต้องก้มหน้า จากนั้นถึงไปจัดเตรียม
เจ้าก็ยังรู้นะว่านั่นเป็นเมื่อก่อน
เมื่อก่อนผู้ว่าฯ เถาของพวกเจ้าเพิ่งจะเป็นขุนนางสูงขั้นไหนกันเชียว แล้วผู้ว่าฯ ซ่งเป็นขุนนางขั้นไหน
“เก้าอี้พวกนี้ ข้าบอกให้พวกเจ้าจัดวางให้เหมือนกัน แต่เก้าอี้ของใต้เท้าที่นั่งหน้าสุดเหมือนกันได้เหรอ เฮ้อ มาๆๆ รีบมาช่วยกันหน่อยสองสามคน ยกเก้าอี้ขุนนางของใต้เท้ามานี่” ไม่สั่งก็นึกไม่ถึงกัน
พวกเจ้าหน้าที่ของหวงหลงแย่กว่าเจ้าหน้าที่ของอำเภอฮุ่ยหนิงมากทีเดียว
พวกเจ้าหน้าที่ที่อยู่ด้านนอกเตรียมเข้าห้องประชุมกันแล้ว
ผู้ช่วยหลี่ว์เป็นตัวแทนของฮุ่ยหนิงมาประชุม
กำลังนำบรรดานายอำเภอของที่อื่นเคาะรองเท้าเพื่อสะบัดเศษหิมะให้หลุดออก รับผ้าร้อนมาเช็ดหน้า จัดหมวกขุนนางให้ตรง หนีบกระเป๋าที่ภายในบรรจุพู่กัน แท่งหมึก กระดาษ แท่นฝนหมึก ยืนรออยู่ด้านข้าง
มีนายอำเภอคนหนึ่งทักทายเขา กระเป๋าใบนี้ของท่านดูประณีตดีนะ
ผู้ช่วยหลี่ว์มองคนพูด เตือนด้วยความหวังดี “นายอำเภอถงไม่ได้เอาอุปกรณ์สำหรับเขียนมาหรือ ต้องจดบันทึก”
เอาเป็นว่าตอนอยู่ฮุ่ยหนิงเป็นแบบนั้น ทำจนกลายเป็นนิสัยไปแล้ว
คนที่สังเกตไม่ได้มีแค่นายอำเภอถง พอได้ยินคำพูดนี้ของผู้ช่วยหลี่ว์ คนผู้นี้เคยเป็นลูกน้องของผู้ว่าฯ ซ่งมาก่อน ไม่มีทางพูดจาส่งเดช พวกเจ้าหน้าที่ของที่ว่าการเขตหวงหลงจึงรีบไปหยิบมา แต่ลำบากพวกคนที่มาจากที่อื่น
เจ้าหน้าที่หกคนที่เสมียนฉินพามาปรากฏตัวได้ทันเวลา มาพร้อมตะกร้ากระดาษกับตะกร้าพู่กัน แท่นฝนหมึกกับแท่งหมึกคงให้คนละอันไม่ได้ วางตรงกลางโต๊ะประชุมแล้วใช้ร่วมกันแล้วกัน
ยอมใจคนพวกนี้จริงๆ
คิดว่าใต้เท้าประชุมกับพวกเจ้าเล่นๆ เหรอ
คิดว่าให้พวกเจ้าลำบากลำบนมาต้อนรับแค่นั้นเหรอ
แบบนั้นไม่ต้องจดอะไร
คำพูดอันมีค่าของใต้เท้าเป็นประโยคทองทั้งนั้น ประโยคไหนพวกเจ้าไม่เข้าใจก็ต้องจดแล้วกลับไปตีความให้ดี พวกเจ้าแค่จำเอาไว้ในสมองจะจำได้ทั้งหมดเหรอ
ทำไม พวกเจ้าเป็นจิ้นซื่อกันหรือไง
เข้าประชุม
คุณพระช่วย อะไรกันนี่ ขุนนางแต่ละคนที่สวมชุดแตกต่างกันไปกำลังมองหาชื่อตัวเองที่ด้านหลังเก้าอี้
สิบห้านาทีต่อมาซ่งฝูเซิงก็ปรากฏตัวในชุดขุนนางขั้นสี่ มือข้างหนึ่งถือถ้วยชาของตัวเอง ตรงข้อมือเผยให้เห็นสร้อยลูกประคำที่ลูกสาวให้มา เดินเข้ามาอย่างสุขุม
บรรดาเจ้าหน้าที่และขุนนางต่างยืนขึ้นคารวะ “ใต้เท้า”
“นั่ง ทุกคนนั่ง” ซ่งฝูเซิงยิ้มพลางเดินไปที่เก้าอี้ของตัวเองพลางส่ายมือให้ทุกคนเล็กน้อย
เสมียนฉินดึงเก้าอี้ออก พอซ่งฝูเซิงนั่งแล้วก็จัดวางเอกสารที่ซ่งฝูเซิงต้องใช้ จากนั้นถึงนั่งลงที่โต๊ะเล็กด้านข้าง นำเจ้าหน้าที่จดบันทึกที่เป็นคนของเขตหวงหลงเตรียมเริ่มจดการประชุม