ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 807-2 สาวรุ่นใหญ่
ตอนที่ 807-2 สาวรุ่นใหญ่
วันนั้นหลังเทศกาลโคมไฟ ฝูหลิงอยู่ในบ้านบอกว่าอยากเรียนรู้เรื่องดอกไม้ ลูกสาวอุตส่าห์มีเรื่องที่สนใจ ไม่ร่ำร้องอยากไปเรียนวาดภาพบนเปลือกไม้ที่บ้านนอกอีก นางก็เลยอยากจัดการให้
แต่น่าเสียดายที่โจวฮูหยินบอกว่าไม่มี มีแค่คนเดียว ทั้งยังมาจากเมืองหลวง ว่าที่แม่สามีของโจวอิ๋งอิ๋งส่งมาให้
เฉียนเพ่ยอิงคิดในใจ ไม่มี เราก็จะชักสีหน้าใส่ไม่ได้ ค่อยคิดหาวิธีแล้วกัน จะไม่คุยด้วยแล้วก็ไม่ได้ จึงคุยเรื่องนี้ต่อโดยถามโจวฮูหยินถึงเรื่องออกเรือนของโจวอิ๋งอิ๋ง
รู้สึกได้เลยว่า โจวฮูหยินคุยกับนาง พูดถึงเมืองหลวงสารพัด พูดถึงลูกสาวกับคู่หมั้นที่เป็นหลานชายของขุนนางขั้นสาม ดูมีความภูมิใจ
หลิ่วฮูหยินจิบชาก่อนแล้วถึงพูดขึ้น “คนที่เรียกตัวเองว่าอาจารย์หญิงพวกนั้นก็แค่ถูกปล่อยออกมาจากวังหลวง ไว้เดี๋ยวข้าจะเขียนจดหมายไปที่เมืองหลวงให้”
พวกฮูหยินที่นั่งอยู่ตรงนั้นได้ฟังก็คิดกันไปต่างๆ นานา
โจวฮูหยินพยายามฝืนให้ตัวเองยิ้มออก
…
พอพ้นเดือนอ้าย เฉียนเพ่ยอิงก็เริ่มยุ่ง
นางไม่ไปงานเลี้ยงของพวกฮูหยินอีก
กิจการในครอบครัวเกี่ยวพันถึงเงินจำนวนมาก ซ่งฝูเซิงให้นางคุม
ยอดสรุปบัญชีรวม ซ่งฝูเซิงพอรู้บ้าง
หนิวจั่งกุ้ยทำบัญชีกับเฉียนเพ่ยอิงก็พอรู้บ้าง
แต่คำพูดที่บอกว่าเฉียนเพ่ยอิงไม่ค่อยเป็นมิตรเท่าไหร่กลับลือไปไกลมาก
บรรดาฮูหยินเหล่านั้น คนนี้คุยกับคนนั้น แบบนินทาว่าฮูหยินผู้ว่าฯ คนนั้นไปคุยกับคนนู้น นินทากันต่อ คนนู้นไปนินทากับอีกคน ลือต่อๆ กันไป
จนไปถึงบ้านน้องชายเมีย พ่อตา หลานชายหลานสะใภ้บ้านพี่สะใภ้ใหญ่
สามีบ้านนั้นทำงานเป็นหัวหน้าผู้คุมอยู่ในเรือนจำของที่ว่าการเขตหวงหลง ตอนนี้มักมาที่บ้านเสมียนฉินบ่อยๆ บ่อยกว่าไปบ้านพ่อแม่ตัวเองเสียอีก
ตกกลางคืนภรรยาของเสมียนฉินก็มาเล่าให้ฟัง
น่าแปลกมาก ข่าวลือข้างนอกไม่เหมือนที่ได้ยินมา เรื่องชื่อเสียงของแม่ ลูกสาว และภรรยาของผู้ว่าฯ ซ่ง
ชื่อเสียงของท่านย่าหม่าที่ลือข้างนอกคือ เป็นผู้หญิงช่างลำบาก โดยเฉพาะต้องเป็นแม่หม้ายไม่มีความสามารถอะไร อาศัยสองมือขยันขันแข็งส่งลูกชายสอบจอหงวน ความใจกว้างและทัศนคติของหญิงสูงวัยบ้านนอกคนนี้ช่างน่านับถือจริงๆ
ยิ่งไปกว่านั้น ใต้เท้าซ่งไม่มีลูกชาย แม่ก็ไม่ได้บังคับให้ใต้เท้าซ่งเลิกกับเมียคนนี้ ออกไปข้างนอกก็ไม่เคยบ่นหรือให้ร้ายว่าอกตัญญู
มีคนได้ยินว่าไท่กงเหรินเหมือนเคยพูดขึ้นอย่างไม่ตั้งใจว่า ลูกชายมีวันนี้ได้ก็เพราะพ่อตาของเขา
นี่ต้องเป็นคนจิตใจดีขนาดไหนถึงพูดคำพูดแบบนี้ออกมาได้
ช่างเป็นแม่สามีที่ดีเหลือเกิน
ฮูหยินของแต่ละจวน เวลาที่คุยกันในบ้านพูดถึงท่านย่าหม่า ก็แทบอยากให้แม่สามีของตัวเองหัดดูท่านย่าหม่าเสียบ้าง
มิน่าถึงเป็นคนที่องค์หญิงใหญ่ให้ความสำคัญ ไปเป็นแขกของจวนผู้สำเร็จราชการที่สูงศักดิ์แบบนั้นได้
ส่วนเสียงลือเรื่องซ่งฝูหลิงคือ คุณหนูจวนผู้ว่าฯ คนนี้ถูกแม่ทำลายอนาคต
ในสายตาของใครหลายคน ช่วงวัยที่ดีที่สุดของการหาคู่ครองสำหรับสตรีที่นี่คือช่วงก่อนและหลังพิธีปักปิ่นหนึ่งถึงสองปี เพราะหลังจากที่กำหนดคู่ครองแล้ว จะไปหาซื้อของสำเร็จรูปที่ไหนได้ ต้องเตรียมข้าวของสำหรับแต่งงาน เตรียมเครื่องเรือน เตรียมทีก็ใช้เวลาประมาณหนึ่งปี ก็ครบกำหนดออกเรือนพอดี
ลือไปเรื่อยๆ ก็ชักไปกันใหญ่ อาจเพราะแต่ละคนเวลาคุยจะใส่จินตนาการของตัวเองไปด้วย
ข้างนอกลือกันว่าถ้าคุณหนูจวนผู้ว่าฯ อยากหาคู่ครองที่สมฐานะ ตัวเลือกมีน้อยมาก
เว้นเสียแต่จะเพิ่มตัวเลือกพ่อหม้ายไปด้วย
ไม่อย่างนั้นก็ต้องหาคนที่ฐานะด้อยกว่าหน่อย
ไม่ใช่แค่ซ่งฝูหลิง ตรงนี้ยังรวมถึงซ่งซูมู่ของครอบครัวซ่งด้วย
อย่างไรเสีย หลานสาวของผู้ว่าฯ ซ่งก็โตกว่าซ่งฝูหลิงครึ่งปี
ส่วนความคิดที่มีต่อเฉียนเพ่ยอิง คนข้างนอกไม่เป็นมิตรที่สุด
สรุปได้สั้นๆ ว่า เฉียนเพ่ยอิงไม่คู่ควรเป็นฮูหยินผู้ว่าฯ ไม่เหมาะกับซ่งฝูเซิง
ฮูหยินผู้ว่าฯ ไม่มีลูกชาย ใครยังจะอยากได้คนที่ไม่มีลูกชายให้
ลองคิดมุมกลับ ถ้าสามีบ้านตัวเองเป็นผู้ว่าฯ ซ่ง นางจะยอมรับชะตากรรมนี้ได้จริงๆ หรือ
ขนาดพวกนางมีลูกชายให้สามีกันหมด ก็ยังไม่วายจะขนอนุเข้าบ้านอย่างไม่หยุดหย่อน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าหากไม่มีลูกชายให้
ไม่เชื่อว่าผู้ว่าฯ ซ่งจะไม่คิดอะไร ไม่เชื่อว่าฮูหยินผู้ว่าฯ จะไม่รู้สึกผิดเลย
อีกทั้งฮูหยินผู้ว่าฯ ไม่ได้เกิดในตระกูลผู้ดี เป็นลูกสาวพ่อค้าที่ด้อยกว่าหนึ่งระดับยังไม่พอ พ่อแม่ยังมาตายหมดอีก แถมยังมีหลานติดมาอีกคน เฉียนหมี่โซ่ว
ไม่เชื่อหรอกว่าผู้ว่าฯ ซ่งจะมองเฉียนหมี่โซ่วเป็นเหมือนลูกแท้ๆ
ไม่ต้องพูดถึงเมื่อก่อนหรอก เมื่อก่อนอาจทำเพราะความจำเป็น
ตอนนั้นผู้ว่าฯ ซ่งเป็นเพียงชาวสวนธรรมดา แต่ตอนนี้ทุกอย่างมันไม่เหมือนกันแล้ว
ฮูหยินผู้ว่าฯ อายุไม่น้อยแล้ว ทั้งยังไม่ได้มีบุคลิกหรือหน้าตาที่โดดเด่นอะไร ก็แค่ผู้หญิงธรรมดาๆ อยากได้สิ่งไหนก็ไม่มีในตัวสักอย่าง ห่างชั้นกับฮูหยินที่ขั้นแปดขั้นเก้าอีกไกล
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าต้องมาอยู่ข้างกายผู้ว่าฯ ซ่งขุนนางหนุ่มขั้นสี่ที่มากความสามารถและอนาคตยาวไกล
“เจ้าไม่ต้องพูดแล้ว”
เสมียนฉินลุกขึ้นมานั่ง นอนต่อไม่ไหวแล้ว
สิ่งแรกที่ทำคือขมวดคิ้วย้อนถามภรรยา
“เดี๋ยวนะ ข้าชักงงแล้ว ผู้หญิงอย่างพวกเจ้าชอบดูถูกตัวเองกันเหรอ…
…ถ้าพวกผู้ชายเจริญก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ พวกเจ้าวันๆ ไม่ได้ออกไปไหน ทำเรื่องอะไรที่ยิ่งใหญ่ไม่ได้ แก่ลง สวยน้อยลง พ่อแม่ตายไป…
…พวกข้าที่เป็นผู้ชายยังไม่พูดอะไร แต่ผู้หญิงอย่างพวกเจ้ากลับรู้สึกไปเองว่าไม่คู่ควรกับพวกข้าอย่างนั้นรึ”
“ไม่ใช่แบบนั้นท่านพี่ ข้าไม่ได้คิดแบบนั้น นี่เป็นสิ่งที่คนอื่นพูดกัน ข้าก็จำมา”
แต่ฮูหยินผู้ว่าฯ ก็ไม่มีลูกชายจริงๆ
เสมียนฉินลงจากเตียง ดื่มน้ำชาไปหลายอึก “ไม่ได้ ข้าต้องบอกใต้เท้า”
“ท่านพี่ ท่านจะทำแบบนั้นได้อย่างไร” คราวนี้ฉินฮูหยินตกใจจริงๆ กลืนน้ำลายคอแห้งไม่หยุด พูดเกลี้ยกล่อม “เรื่องสัพเพเหระแบบนี้จะเอาไปบอกใต้เท้าผู้ว่าฯ ได้อย่างไร ท่านเอาไปบอกแล้วข้าจะทำตัวอย่างไรต่อ”
เสมียนฉินตบโต๊ะ “ข้าว่าพวกเจ้าบ้าไปแล้ว! ฮูหยินผู้ว่าฯ เป็นกงเหรินขั้นสี่ที่ฮ่องเต้พระราชทานยศให้ แม้แต่ฮูหยินยศพระราชทานพวกเจ้าก็ยังกล้าเอาไปนินทาเสียๆ หายๆ แบบนี้”
เวลาหนึ่งถ้วยชาต่อมา เมื่อเสมียนฉินสงบสติอารมณ์ได้มากขึ้นก็พูดพึมพำ “ฮูหยิน ใจเย็นๆ พวกเราคิดดูให้ดีๆ เจ้าก็ฟังเขามาอีกทีใช่หรือไม่ เจ้าไม่ได้เป็นคนเริ่ม ส่วนข้า นั่งอยู่ในตำแหน่งตอนนี้ก็ควรเอาใต้เท้าเป็นที่ตั้งในทุกเรื่อง ต้องสนใจทุกอย่าง”
เช้าตรู่วันต่อมา
หมู่เรือนหลังของจวนผู้ว่าการเขต
เฉียนเพ่ยอิงนอนคว่ำเปิดหลังอยู่บนเตียง ร้องซี้ดแยกเขี้ยวยิงฟัน
ซ่งฝูเซิงนั่งอยู่ข้างๆ ทายาให้ที่เอวของเฉียนเพ่ยอิง พลางพูดขึ้น “ถ้าแม่อยากทำเรื่องนั้นก็สะกิดพ่อสิ จำเป็นต้องบิดซ้ายทีขวาทีดึงดูดความสนใจด้วยเหรอ ดูซิ เอวเคล็ดเลยเนี่ย”
เฉียนเพ่ยอิงหันไปมองค้อนใส่ ใครคิดเรื่องแบบนั้นกัน คิดเข้าข้างตัวเองอยู่เรื่อย นางก็แค่อยากลุกไปเข้าห้องน้ำ แต่กลับทำเอวเคล็ด
ซ่งฝูเซิงทาเสร็จก็นวดให้ ดูเหมือนเป็นการรีดเส้น
จากนั้นถึงออกไปล้างมือ เตรียมกินข้าวแล้วไปทำงาน
ก่อนไปยังได้กำชับเฉียนเพ่ยอิง “อย่าลืมกินแคลเซียมนะ ข้าจะให้พี่ใหญ่เก็บข้าวไว้ในหม้อให้ เจ้านอนสักพักค่อยไปกินข้าว”
“รู้แล้ว รีบไปเถอะ”
ซ่งฝูเซิงอารมณ์ดีพอสมควรจนไปถึงด้านหน้าที่ว่าการเขต
พอเข้าห้องทำงานก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย เลขาคนอื่นล่ะ
เสมียนฉินเลียริมฝีปาก กลืนน้ำลายอึกแล้วอึกเล่าแล้วถึงพูด “ใต้เท้า ข้ามีเรื่อง ไม่รู้ว่าควรบอกใต้เท้าดีหรือไม่”
เวลาหนึ่งก้านธูปต่อมา
เสมียนฉินแอบเล่าเรื่องพวกนั้นให้ฟังอยู่ในห้อง
เขาบากหน้ามองซ่งฝูเซิงที่ยืนหันหลังให้ตรงหน้าต่าง รู้สึกเหมือนใต้เท้ากำลังกัดฟันโกรธ
“ไปเรียกหัวหน้าหลัวมา”