ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 808-1 ตะลึงตกใจ
ตอนที่ 808-1 ตะลึงตกใจ
เสมียนฉินอึ้ง “ใต้เท้า?”
“บอกให้ไปก็ไปสิ”
เสมียนฉินทำได้เพียงมองด้านหลังของซ่งฝูเซิงอีกครั้งแล้วหันตัวเดินออกด้วยความลำบากใจ
เรื่องนี้เขาก็ได้สืบมาก่อนแล้ว
ต้นตอข่าวลือ อย่างน้อยเมียเขาก็รู้มาจากฮูหยินของหัวหน้าหลัว ลือต่อๆ กันไป
แต่ใต้เท้าจะเอาเรื่องหัวหน้าหลัวโดยตรง เสมียนฉินคิดว่ามันไม่จำเป็นต้องทำถึงขั้นนั้น
วิธีจัดการแบบปกติคือ ใต้เท้าไม่ควรใช้อำนาจที่มีกลั่นแกล้งหัวหน้าหลัวอย่างเงียบๆ หรอกหรือ
อย่างไรเสียเรื่องนินทาของพวกผู้หญิงก็ไม่ถึงกับต้องเอามาทำประเจิดประเจ้อ ทำให้กลายเป็นเรื่องใหญ่
…
เรื่องที่เสมียนฉินคิดว่าเล็กน้อย แต่สำหรับซ่งฝูเซิงในเวลานี้คือเรื่องใหญ่
สองมือของซ่งฝูเซิงเท้าเอว มองหิมะที่ตกโปรยปรายด้านนอก ในใจกำลังรู้สึกผิดแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน
เมื่อก่อนอยู่เมืองถงเหยา อยู่เฟิ่งเทียน อยู่เมืองหลวง อยู่ฮุ่ยหนิง เขายังหาเวลาออกไปเดินเล่นกับลูกเมียได้
ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็จะไปรับไปส่ง พาออกไปเที่ยวเล่นได้
ทว่านับตั้งแต่มาอยู่เขตหวงหลง ต้องดูแลความเป็นอยู่ของคนนับแสน
อีกทั้งเขาก็ไม่ได้เก่งรอบด้าน หลายเรื่องต้องรับช่วงต่อ ต้องดูแล ศึกษา ปรับเปลี่ยน จึงมองข้ามลูกเมียไป
นี่เลยเป็นช่องโหว่ให้พวกคนว่างงานเอาไปนินทา คาดเดาไปในทางที่ไม่ดี สาดโคลนใส่คนที่เขาแคร์ทั้งสอง
ขณะที่ซ่งฝูเซิงรู้สึกผิดอยู่ในใจ ความโกรธก็แผ่ขยายในวงกว้างไปพร้อมกัน
คนอย่างเขาไม่แคร์ว่าคนอื่นจะวิพากษ์วิจารณ์เขาอย่างไร
อย่างการที่เขาเอาความจริงใจที่สุดมาสร้างความมั่นใจให้ขุนนางพวกนี้ ขอแค่ตั้งใจทำงาน เขาก็จะให้โอกาสได้เลื่อนตำแหน่ง ไม่มีทางเหมือนผู้ว่าฯ เถาที่ฮุบผลงานไว้คนเดียว
แต่เพียงชั่วพริบตาก็มีคนไม่รู้จักพอแล้ว
บอกว่าคนทำงานคือพวกเขา ทำได้ดี ตอนรายงาน ถึงแม้ผู้ว่าฯ ซ่งจะบอกว่ามีชื่อพวกเขาร่วมด้วย แต่ก็ต้องรายงานต่อเบื้องบนในนามของตัวเองไม่ใช่รึ เช่นนั้นไม่เท่ากับเป็นผลงานของผู้ว่าฯ ซ่งเหรอ แต่ถ้าทำได้ไม่ดี พวกเจ้าหน้าที่ระดับล่างก็รับแทนไป
บอกว่าเขา พออารมณ์ดีก็ชอบหาคนมาคุยเปิดใจ แม้แต่การสื่อสารยังเป็นเรื่องผิด
เกรงว่าทุกคนคงคิดว่าความตั้งใจแรกของเขาคืออยากฟังคำยกยอจากทั่วทุกสารทิศ
คิดดูก็รู้ว่าคงแอบด่าเขาอยู่ในใจ เจ้าเป็นอย่างไรไม่รู้ตัวเหรอ จะเรียกพวกข้าไปคุยอะไร อยากฟังอะไรล่ะ เจ้ามีสิทธิ์อะไรมาสอนให้คนอื่นทำอย่างนั้นอย่างนี้
พวกข้ารับราชการมาก่อนเจ้าหลายปี เจ้าเพิ่งได้เป็นขุนนางไม่กี่วัน พวกข้าไม่ได้หวังเรื่องขั้น ขอแค่เจ้าอย่าขยันหาเรื่อง
ถึงขั้นที่ว่าเขาซ่งฝูเซิงยังไม่สนแม้แต่ความคิดของชาวบ้าน
อย่างตอนแรกสุด หมู่บ้านน้ำผึ้งไม่ยินดีต้อนรับเขา สกุลว่านเอาเปรียบชาวบ้านแล้วอย่างไร
อย่างตอนเทศกาลโคมไฟ แม่ของเขาตั้งใจเตรียมปริศนาโคมไฟที่ให้ชาวบ้านตอบได้ งดรับงานสี่วันล่วงหน้า ไม่เอาแล้วเงิน พวกผู้หญิงในครอบครัวอบขนมกันอย่างไม่หยุดหย่อนสิบสองชั่วโมง เพื่อทำขนมสำหรับแจกฟรี
วันนั้นเขาเห็นแม่ปรากฏตัว แค่ตวัดมือเดียวก็ทำให้เด็กๆ ที่ไม่เคยลิ้มลองขนมเค้กได้ลองกิน เขารู้สึกอบอุ่นหัวใจ
แต่ต่อมาท่านลุงซ่งออกไปเดินเล่นกลับมาด้วยความโมโห ทำไมคนเราไม่รู้จักพอ บอกว่าชาวบ้านทางนั้นแย่งขนมไม่ทัน ต่างไม่พอใจ
แอบนินทา บอกว่าครอบครัวใต้เท้าผู้ว่าฯ ขี้งกเหลือเกิน คนที่แย่งได้บอกว่าให้แค่ชิ้นเดียว
คนที่แย่งไม่ทัน เพิ่งได้ยินข่าวแล้วมา ยิ่งว่าสาดเสียเทเสียเข้าไปใหญ่
คนพวกนี้ไม่ลองคิดดูบ้างว่า ครอบครัวซ่งของพวกเขาไม่ต้องทำเรื่องแบบนี้ก็ได้ จะทำแบบจวนอื่นก็ได้ แลกเศษเงินทองแดงมายี่สิบสามสิบตำลึงแล้วโยนให้เก็บหน้าบ้าน
เป็นเพราะแม่ของเขาหวังดีทั้งนั้น
บอกว่าพวกเราเคยลำบากมาก่อน รู้หัวอกคนเป็นพ่อแม่ ต่อให้แย่งเงินทองแดงไปได้มากมายก็ไม่มีทางเอาเงินนั้นไปซื้อขนมเค้กให้พวกเด็กๆ ต้องเอาเงินไว้ใช้ในครอบครัว
ส่วนการฉลองเทศกาลเป็นช่วงที่เด็กๆ ต่างตั้งหน้าตั้งตารอ
ถึงได้ยอมเปลืองแรง เปลืองฟืน เปลืองเงิน เตรียมการพวกนั้น
ตัวอย่างแบบนี้มีให้เห็นเยอะมากนับตั้งแต่เขามาเป็นขุนนาง
เขาซ่งฝูเซิงไม่สนใจคำพูดที่ชาวบ้านหรือลูกน้องว่าเขาทั้งนั้น
เขายังปลอบตัวเองอีกว่า มองในด้านดีให้มากๆ พยายามทำความเข้าใจ อย่าไปถือสา คนพวกนั้นถ้าไม่ถึงคราวจำเป็นก็คิดไม่ได้หรอก
แต่ครั้งนี้ คนข้างนอกนินทาลูกเมียเขาต่างๆ นานา ยังอยากให้เขาทำความเข้าใจว่าคนโบราณมีกรอบความคิดจำกัดถึงได้พูดแบบนั้น เขาทำไม่ได้หรอก
นี่ไม่ใช่เรื่องกรอบความคิด
นี่คือเจตนาร้าย
คนพวกนั้นเป็นคนโบราณอย่างแท้จริง ในเมื่อรู้ว่าชื่อเสียงของผู้หญิงสำคัญ แต่กลับยังพูดจาเลอะเทอะแบบนี้ แบบนี้ไม่เรียกเจตนาร้ายเหรอ
ลูกสาวพวกเจ้าสิแต่งกับพ่อหม้าย
เมียของพวกเจ้าต่างหากที่สมควรหย่าทิ้ง!
ก๊อกๆๆ เสมียนฉินเคาะประตูก่อน “ใต้เท้า?”
หัวหน้าหลัวยืนอยู่ด้านหลัง
ซ่งฝูเซิงหันตัวมาจากทางหน้าต่าง “เชิญ”
…
เสมียนฉินเอาหูแนบประตู มือปิดหูอีกข้าง แอบฟังด้านในคุยกัน ร้องไอ๊หยาในใจไม่หยุด คำพูดรุนแรงมาก
เขาได้ยินเสียงใต้เท้าดุด้วยความเย็นชา
“หัวหน้าหลัว ข้ารู้ว่าท่านไม่เคยลงสนามสอบจอหงวน ล้มลุกคลุกคลานจนมาถึงตำแหน่งในวันนี้ได้”
ฟังเอานะ ใต้เท้าดูถูกหัวหน้าหลัวก่อนว่าไม่ใช่ขุนนางที่มาจากการสอบจอหงวน ต่อมาพูดว่าล้มลุกคลุกคลาน แบบนั้นไม่เท่ากับหาว่าอีกฝ่ายได้ตำแหน่งมาโดยไม่สอดคล้องกับความสามารถรึ
ใต้เท้าพูดต่อว่า “ที่เรียกท่านมาก็เพื่อจะสอนท่าน ระวังคำพูด ปฏิบัติชอบ รักครอบครัว…
…ระวังคำพูด เด็กเกิดมาต้องใช้เวลาถึงสามปีกว่าจะพูดคล่อง…
…หัวหน้าหลัว ท่านรู้หรือไม่ว่าผู้ใหญ่กลับใช้ทั้งชีวิตเพื่อพูดภาษาคนให้รู้เรื่อง”
เสมียนฉินอยู่ด้านนอก เอาแขนเสื้อบังหน้า หัวหน้าหลัวที่อยู่ด้านในเป็นอย่างไรเขาไม่รู้ เขารู้แค่ว่าขนาดตัวเองแอบฟังยังหน้าแดงก่ำ
“ใต้เท้า เหตุใดใต้เท้าต้องดูถูกข้าถึงเพียงนี้ด้วย” หัวหน้าหลัวที่อยู่ในห้องคุกเข่าฟังคำสั่ง พอได้ยินแบบนั้นก็ลุกขึ้นด้วยความโมโห
“ทำไมน่ะรึ กลับไปถามเมียที่แสนเลวร้ายของท่านดู!…
…ถ้ายังกล้าว่าเมียคนอื่นอีก ข้าจะไม่ได้จัดการแค่ท่าน ยังจะจัดการนางด้วย”
เพล้ง เสมียนฉินที่อยู่ด้านนอกสะดุ้ง ถ้วยชาแตกอยู่ข้างเท้าหัวหน้าหลัวที่มีสีหน้าตกใจ
ด้านนอก รองผู้ว่าฯ โจวที่เอาหนังสือมาให้ใต้เท้าเซ็นพอดี เท้าถึงกับชะงัก ตกใจเสียงปาถ้วยชาแตก สงสัยอย่างรุนแรง
คิดแล้วก็รู้สึกว่ากลับก่อนดีกว่า
เสมียนฉินเห็นเพียงชายชุดขุนนางของรองผู้ว่าฯ โจว
…