ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 808-2 ตะลึงตกใจ
ตอนที่ 808-2 ตะลึงตกใจ
หัวหน้าหลัวใช้ผ้าเย็นประคบหน้าอยู่หลายครั้งเพื่อลดความร้อนบนใบหน้าและความหงุดหงิดภายในใจ จากนั้นถึงนั่งทำงานต่อ
ต่อให้ร้อนใจอย่างไรก็ไม่อาจออกจากที่ว่าการในเวลานี้
เขาหยิบพู่กัน พบว่ามือสั่น หัวหน้าหลัวใช้มือซ้ายจับข้อมือขวาแน่น เตือนตัวเองในใจ
ไม่จำเป็นต้องแบบนี้ ไม่จำเป็นต้องโกรธขนาดนี้
เขาเชื่อใจฮูหยิน
ฮูหยินของเขาพูดจาตรงไปตรงมา มีความเข้มแข็งและกล้าหาญแบบที่ผู้หญิงน้อยคนจะมี
หลายปีมานี้เขาเคยได้ยินแค่ฮูหยินออกหน้าพูดเรื่องที่ผู้หญิงไม่ได้รับความเป็นธรรม ก็แค่เอ่ยถึงครอบครัวผู้ว่าฯ ซ่ง
เอาเป็นว่ามาถึงระดับนี้แล้ว ผลลัพธ์ที่แย่ที่สุดคือถูกผู้ว่าฯ เล่นงาน ในสองสามปีจะไม่มีผลงานแม้แต่น้อยแล้ว ไม่เป็นไร
ถึงจะพูดแบบนั้น แต่มีขุนนางคนไหนบ้างที่ไม่อยากก้าวหน้า ยิ่งไปกว่านั้นยังถูกเรียกเข้าไปด่าให้อับอายถึงเพียงนี้
วันนี้หัวหน้าหลัวเลิกงานปกติ เสมียนฉินแอบนับถืออยู่ในใจ ถ้าเป็นเขาทำไม่ได้หรอก
พอกลับถึงบ้าน หัวหน้าหลัวก็เช็ดหน้าพลางถามขึ้น “ฮูหยิน เจ้าเคยแอบนินทาฮูหยินผู้ว่าฯ ให้คนนอกฟังหรือไม่”
“หืม? เหตุใดท่านพี่ถึงพูดเช่นนี้”
หลัวฮูหยินคิดว่าตัวเองไม่ได้นินทาเรื่องไม่ดี นางก็แค่ไม่ถูกใจที่ฮูหยินผู้ว่าฯ ทำตัวแบบนั้น ลูกสาวที่เป็นดั่งบุปผาถูกฮูหยินผู้ว่าฯ ทำเสียอนาคต
คุยกันอยู่ประมาณเวลาหนึ่งถ้วยชา หลัวฮูหยินก็ยังคงมีท่าทางแบบที่ว่านางผิดตรงไหน หากเป็นนาง นางจะทำแบบนี้ๆ จะจัดการให้ลูกสาวอย่างไร ฮูหยินต้องทำอย่างไร
หัวหน้าหลัวหัวเราะ ภรรยาของเขาชอบ ‘ทำเป็นหวังดี’ เรื่องของผู้หญิงจริงๆ เห็นทีเมื่อก่อนเขาจะเข้าใจผิดไปเอง
“เจ้าลืมไปหรือเปล่าว่าเจ้าไม่ใช่ฮูหยินผู้ว่าฯ ไปคุกเข่าที่หอบรรพชน”
หลัวฮูหยินยืนขึ้นทันที พูดด้วยความเหลือเชื่อ “ท่านว่าอะไรนะ”
“เจ้าทำผิดกฎของการหย่าเจ็ดข้อ ปากมาก บอกให้ไปคุกเข่า ไม่ไปรึ!”
ชั่วขณะนั้น หลัวฮูหยินเห็นด้านที่ไม่เคยเห็นในตัวสามีมาก่อนในหลายปีนี้
ผู้ชายอยู่เหนือทุกสิ่ง ผู้ชายคือผู้มีอำนาจ หากกล้าขัดคำสั่ง ไม่หย่าก็ทอดทิ้ง
หัวหน้าหลัวพูดจบก็ถลึงตามองภรรยาด้วยความโมโห จากนั้นก็สะบัดแขนเสื้อเดินออกไป
ในเวลาเดียวกัน ซ่งฝูเซิงก็ทะเลาะกับเฉียนเพ่ยอิง
ซ่งฝูเซิงย่อมต้องกลับบ้านไปเล่าให้เมียฟัง เมียเขาใสซื่อ
ไม่อย่างนั้นก็ยังจะไปคบค้าสมาคมกับคนพวกนั้นอีก ให้อีกฝ่ายมองเป็นคนโง่
สั่งห้ามออกไปยุ่งกับฮูหยินพวกนั้น ถ้าเลี่ยงไม่ได้ต้องเจอก็ไม่ต้องยิ้มแย้มให้ วางมาดเป็นฮูหยิน ยศพระราชทาน
เฉียนเพ่ยอิงมองซ่งฝูเซิงที่พูดพลางทำไม้ทำมือ เท้าเอวพูด “เจ้าก็เบาๆ หน่อย ต้องขนาดนี้เลยเหรอ เรื่องของเรือนหลังไม่ต้องเอาไปปะปนกับเรือนหน้า”
คำพูดนี้เล่นเอาซ่งฝูเซิงหายโมโห พูดประชด “เจ้าช่างเป็นคนดีจริงๆ”
เดิมทีเฉียนเพ่ยอิงไม่อยากสนใจเขา คนคนนี้ยิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งยุ
แต่พอซ่งฝูเซิงจะขอเงินจากนาง นางจำเป็นต้องพูดหน่อยแล้ว
ไม่มี
รู้ไหมว่าเขาจะเอาเงินไปทำอะไร
ตะโกนเรียกฝูกุ้ยจะเอาเงินไปซื้อพวกนางระบำสวยๆ ให้พวกลูกน้องเขาบ้านละสองคน ปากก็บ่นว่า ว่างนักจนนินทาเมียเขาได้ เช่นนั้นก็เอาไปเลย เอาให้ขยะแขยงกันเต็มที่
เฉียนเพ่ยอิงชักโมโห “เพี้ยนหรือเปล่า อยากเอาเงินของครอบครัวตั้งเยอะแยะไปล้างแค้นคนอื่นเพื่อความสะใจเนี่ยนะ มีเงินมากขนาดนั้นเอาไปซื้อบ้านให้ลูกไม่ดีกว่าเหรอ เอาเงินไปซื้อของอร่อยให้ลูกไม่ดีกว่าเหรอ”
ตะโกนไปทางประตู “ฝูกุ้ย ไม่ต้องฟังเขา กลับไปกล่อมลูกต่อเถอะ เขาโมโหจนเลอะเลือนแล้ว”
ฝูกุ้ยยืนอยู่หน้าประตู มองหิมะตก ฟังคนข้างในทะเลาะกัน
อยู่ๆ ซ่งฝูเซิงก็ทำวางมาดเจ้าของบ้าน พูดเสียงขรึม “คำพูดพ่อมันไม่มีความหมายแล้วใช่ไหม”
“คิดจะวางอำนาจกับใคร ไม่ได้ผลหรอกนะ!”
ฝูกุ้ยที่อยู่หน้าห้องหันตัวเดินออก ฟังถึงตรงนี้ก็พอแล้ว ก็ไม่ได้ผลจริงๆ นั่นแหละ
ท่านย่าหม่ากลับมาจากโรงงานอบขนมพร้อมเมียของฝูกุ้ยและลูกสาวคนโตซ่งอิ๋นเฟิ่ง พอเข้าเขตบ้านมาก็เห็นพวกผู้เฒ่ายืนอยู่ตรงลานบ้าน เดี๋ยวก็ถอนหายใจเดี๋ยวก็พูดบางอย่าง
“มีอะไรเหรอ”
“แม่หลานเซิง รีบเข้าไปดูหลานเซิงหน่อย กำลังโมโหใส่เมีย”
ท่านย่าหม่ารีบร้อนไปห้องของซ่งฝูเซิงโดยที่ยังไม่ได้ถอดผ้าคลุมไหล่
อย่าเข้าใจผิด นางไม่ได้จะรีบไปห้ามคนทะเลาะกัน
นางห้ามไหวเหรอ
ใช้คำพูดของลูกชายคนสามที่เคยพูดกับนางเมื่อก่อนนี้คือ “ท่านแม่เป็นคนนอก แม่ก็แค่แม่ ต้องรู้นะว่าข้ามีครอบครัวแล้ว ท่านแม่จะด่าข้าว่าเป็นลูกชายไม่ดีอย่างไรก็ได้ แต่จะมาอ้างว่าหวังดีกับข้าแล้วเข้ามายุ่งเรื่องในครอบครัวข้าไม่ได้ ข้าต้องใช้ชีวิตของตัวเอง ผิดชอบชั่วดีอย่างไรย่อมรู้ตัว”
ฟังเอาแล้วกัน ไอ้ลูกอกตัญญู พูดเป็นตุเป็นตะบอกว่านางเป็นคนนอก
ช่วงไม่กี่ปีมานี้นางว่านางมองลูกชายคนสามออกแล้ว รักเมียมาก
หลักๆ คือนางแค่สงสัย สองคนนี้ไม่ค่อยทะเลากัน เลยอยากไปฟังดูว่ามันเรื่องอะไรกันแน่
ท่านย่าหม่าเข้าไปในห้องของซ่งฝูเซิงด้วยใจที่อยากรู้อยากเห็น
ท่านย่าหม่าได้ฟังคร่าวๆ ก็หน้าบึ้ง
ประเด็นคือมีชื่อของพั่งยาอยู่ด้วย ถือว่าเกินขีดความอดทนของท่านย่าหม่า
“พวกคนไร้ศีลธรรม คนบ้านไหนมันพูดจาเหลวไหลแบบนี้ ข้าจะไปบอกแม่ผัวนางให้รู้จักอบรมสั่งสอนลูกสะใภ้บ้าง…
…ลือกันไปเป็นตุเป็นตะ ทำไม เคยมุดอยู่ใต้เตียงบ้านคนอื่นหรือไงถึงได้รู้ดีเหลือเกิน…
…นี่น่ะรึสะใภ้บ้านผู้ดีมีชาติตระกูล…
…บอกว่าหลานข้าต้องแต่งกับพ่อหม้าย หม้ายกับผีพวกเอ็งสิ…
…แม่จะด่าไปให้ถึงตระกูลพ่อแม่นางกับลูกสาวนางด้วย…
…พ่อแม่ไม่ดีลูกถึงได้เป็นแบบนี้ สั่งสอนออกมาให้มีใจต่ำทราม ได้แค่นี้ ยังจะมาบอกว่าร่ำเรียนศิลปะนั่นนี่ เก่งแต่นินทาเรื่องไร้ประโยชน์ล่ะไม่ว่า…
…บ้านไหนเมียดี ไม่สร้างปัญหาก็ดีไป แต่ถ้าเจอประเภทปากอยู่ไม่สุข ใครได้เป็นเมียก็คือซวย”
ส่วนเรื่องจะซื้อนางระบำไปแก้แค้น
เท่าไรรึ
“โอ๊ย แพงไป เจ้าสาม เมียแกพูดถูก ถ้ามีเงินขนาดนั้นเอาไปทำอย่างอื่นดีกว่า วิธีระบายความแค้นมีถมเถไป”
เฉียนเพ่ยอิงพูดแทรก “ฟังเอานะ ท่านแม่ไม่ให้ เจ้าไม่ต้องมาถลึงตาใส่ข้าเลย อีกอย่างมันก็ส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของข้าด้วย ยัดเยียดอนุให้ลูกน้อง เจ้าคิดจะทำอะไรกันแน่ มันจำเป็นต้องล้างแค้นคนอื่นจนเดือดร้อนตัวเองด้วยเหรอ”
เฉียนเพ่ยอิงไม่ชอบเรื่องที่ขุนนางยุคโบราณซื้อผู้หญิงให้คนอื่น
พูดตามตรง เรื่องอย่างนินทาคนอื่นแบบนี้ เราจะไปจับเขามาขังคุกก็ไม่ได้
แบบนั้นจะยิ่งบานปลาย
ซ่งฝูเซิงก็ไม่ต้องเป็นขุนนางแล้ว เรื่องคงได้ลือไปถึงเมืองหลวง ต่อจากสกุลว่านที่โดนขุดรากถอนโคนสะเทือนไปถึงขุนนางขั้นสามก็ตามมาด้วยฮูหยินของหลายจวนในเขตหวงหลงถูกจับ พอถึงตอนนั้นคงได้ตะลึงกันไปทั้งราชสำนัก
ยิ่งไปกว่านั้น จะตามไปเอาเรื่องถึงจวนก็ไม่ได้ ลากหัวออกมาตบซ้ายตบขวา แบบนั้นจะกลายเป็นอะไร
แต่จุดนี้ท่านย่าหม่ากลับไม่เห็นด้วย
ทำไมพวกเราจะไปเอาเรื่องถึงบ้านไม่ได้
บ้านขุนนางแล้วมันอย่างไร
ก็แค่บ้านใหญ่หน่อย กินดีหน่อย พูดจาต้องรู้จักใช้คำสละสลวยมากกว่าชาวบ้านหน่อย
แต่พอปิดประตู ไม่ว่าจะบ้านใหญ่หรือบ้านรังหนู มันก็ใช้หลักการเดียวกันหมด
ไม่สิ ในสายตาของท่านย่าหม่า การกระทำก็ไม่ต่างจากชาวบ้านตัวเล็กๆ หรอก
ชาวบ้านเบ้ปากทำอวดดี ญาติข้าคนไหนๆ เป็นขุนนางอยู่ที่นั่น จัดการเรื่องให้เจ้าได้แค่ตวัดมือ ทำแบบนี้ก็เพื่อให้คนอื่นมองตัวเองสูงส่ง
พอมาถึงพวกตระกูลใหญ่ ก็แค่ใช้คำพูดให้มันดูดีหน่อย แต่ก็หนีไม่พ้นอีหรอบเดียวกัน ตระกูลไหนมีญาติเป็นใครบ้าง ครอบครัวพ่อแม่อยู่เมืองหลวง บอกเป็นนัยๆ ว่ามีคนหนุนหลัง เกี่ยวข้องกับฮ่องเต้
คิดจะอวดดีกับใคร คิดว่าคนอื่นไม่มีความเกี่ยวข้องกับฮ่องเต้หรือไง
ครอบครัวซ่งของเรายังมีความสัมพันธ์กับองค์หญิงใหญ่แห่งจวนผู้สำเร็จราชการด้วย ลึกซึ้งมาก มากแบบที่พูดไม่ได้
สรุปว่า ในเมื่อเจ้ากล้านินทาสาดเสียเทเสียไม่ต่างอะไรกับพวกชาวบ้าน เช่นนั้นก็อย่าโทษที่ข้าจะตามไปด่าถึงบ้าน
ใครกำหนดกันว่าครอบครัวเป็นขุนนางแล้วจะไปด่าถึงที่ไม่ได้
อาจเพราะคำพูดของท่านย่าหม่าสะใจดี ซ่งฝูเซิงเป็นผู้ชายด่าใหญ่โตไม่ได้ แต่ฟังแล้วมันสะใจ
อาจเพราะท่านย่าหม่าท่าทางเอาจริง เตรียมจะไปเอาเรื่องถึงที่ ซ่งฝูเซิงก็เลยหายโกรธไปมาก
เหมือนได้รับการเยียวยาอย่างไม่รู้ตัว
อืม ไม่ยัดเยียดอนุแล้ว
แต่เขาจะไม่โกรธหนักแบบนั้นอีกแล้ว
หมี่โซ่วกลับยืนอยู่หน้าประตู คนพวกนั้นบอกว่าท่านป้าเป็นตัวถ่วง
ฝูหลิงยืนอยู่หน้าประตู พวกนางทำลายชื่อเสียงแม่ข้า ดูท่าอยากจะเปลี่ยนแม่ให้ข้าเสียเต็มประดา ทั้งยังกล้าบอกว่าข้าอายุมากแล้วยังไม่แต่งงาน คงหาได้แค่ผู้ชายมือสอง
นี่มันจะทำร้ายจิตใจกันมากเกินไปแล้ว