ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 811-1 ม้าขาวมุ่งหน้าสู่ตะวันตก
ตอนที่ 811-1 ม้าขาวมุ่งหน้าสู่ตะวันตก
เช้าตรู่วันนี้ บรรดาหลานเหลนสะใภ้ ต่างขอบคุณท่านลุงซ่ง
พวกหลานๆ ในบ้านขอบคุณท่านย่าหม่า
เพราะท่านย่าหม่าบอกว่า “คนที่ไปเรียนหนังสือ เลิกเรียนแล้วก็รีบกลับ ไม่ต้องไปหาอาสะใภ้สามของพวกเจ้าที่สำนักใต้อีก ย่าหาอาจารย์สอนขี่ม้ายิงธนูไว้ให้ เรียนจนเป็นเมื่อไหร่ค่อยขี่ม้าไปเรียน”
เอ้อร์หลัง จินเป่า หมี่โซ่ว ซ่วนเหมียวจื่อ เนียนปา พวกเด็กผู้ชายสิบกว่าคนเงยหน้าทันที
ซ่งฝูหลิงก็อ้าปากค้างด้วยความตะลึง
รู้หรือเปล่าว่าที่ท่านย่าพูดเมื่อครู่หมายความว่าอย่างไร
พูดแบบนี้แล้วกัน ถ้าเทียบกับในยุคปัจจุบันก็คือ ‘จ้างครูสอนขับรถส่วนตัวมาให้พวกเธอแล้ว กลับมาเรียนขับรถกันให้หมด สอบได้ใบขับขี่เมื่อไรค่อยขับรถไปเรียน’
แค่นี้ก็รู้แล้วว่าม้าแทนอะไรในยุคโบราณ
ซ่งจินเป่าถามด้วยความสงสัย “ท่านย่าจะซื้อม้าให้พวกข้าเหรอ ต่อให้ข้าขี่เป็นแล้วก็อย่าหวังเลยว่าพ่อกับแม่ข้าจะยอมควักเงินซื้อให้”
“ใครเป็นคนริเริ่ม คนนั้นก็ควักเงิน” ท่านย่าหม่าพูดพลางคีบผักกาดเขียวเข้าปากโดยไม่เงยหน้ามอง
จินเป่าลุกพรวดออกจากที่นั่งด้วยความตื่นเต้น เริ่มกระโดดโลดเต้น “อ๊า อ๊ากกก อ๊า!”
พวกซ่วนเหมียวจื่อก็ยืนขึ้นด้วยความตื่นเต้นตามไปด้วย “มีของพวกข้าด้วยเหรอ”
“มี”
พวกยายหวังรีบพูดขึ้น “ไม่ต้อง พี่หม่า ฟังข้านะ เอาตามที่คุยกันเมื่อคืน หักเงินทำงานของพวกข้าไป พวกข้าซื้อให้หลานเอง ไม่เช่นนั้นจะทำงานหาเงินมาเพื่ออะไร ถ้าไม่รู้จะเอาไปใช้ที่ไหน”
แต่เสียงของพวกยายๆ ก็ดังสู้พวกเด็กๆ ไม่ได้
เด็กพวกนี้ส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวกันอยู่สักพัก มีอารมณ์กินข้าวที่ไหนกัน
ต่อมาก็พากันคุกเข่า พวกเด็กกึ่งโตเข้าไปแทบเท้าย่าหม่า ใบหน้าที่แดงก่ำเพราะดีใจของจินเป่าพูดขึ้น “ท่านย่า ข้าขอคำนับให้ท่านย่า ไม่อย่างนั้นข้าจะรู้สึกไม่สบายใจ”
เอ้อร์หลังก็พูด “ข้าก็คำนับด้วย”
เล่นเอาหมี่โซ่วกระอักกระอ่วน พวกพี่ๆ เบียดเสียดกันเข้าไป ขนาดเอ้อร์เนียนปายังแซงหน้าเขา
หมี่โซ่วสวมชุดนักเรียนของชั้นเรียนเด็กโต คุกเข่าอยู่ด้านหลัง “หลานก็ขอคำนับให้ท่านย่าด้วย”
เกิดความวุ่นวายขึ้นในห้องอาหารในชั่วพริบตา
ท่านย่าหม่าหัวเราะ ไม่ได้บอกให้พวกเด็กๆ ลุกขึ้น กินโจ๊กตามปกติ
คิดในใจ เจ้าสามบอกจะซื้อหญิงนางโลม ซื้อไปทำไม
มีเงินขนาดนั้นเอามาลงทุนกับคนในครอบครัวดีกว่า
เมื่อก่อนบ้านเรารู้จักใช้ชีวิต ไม่ทำตัวฟุ้งเฟ้อ
พอมีเงินก็คิดแต่จะตุนเสบียง ซื้อล่อ ซื้อบ้าน
ถึงขั้นที่ครั้งนี้เจ้าสามจะให้พวกจงอวี้ไปซื้อเรือแล้ว แต่ใครจะไปรู้ว่า
กลับทำให้คนอื่นมาดูถูก
แอบนินทาลับหลัง
หาว่าเป็นครอบครัวชาวนาชาวสวน ไร้กฎระเบียบ ได้แต่หวังพึ่งลูกชายคนสามเป็นขุนนางเพื่อยกระดับฐานะ ขนาดสาวใช้ก็ยังธรรมดา
ตอนนั้นพวกเราคิดว่า สนทำไมว่าคนอื่นจะพูดอะไร บ้านเราก็เป็นกันแบบนี้
ต่อมานางพบว่า ไม่ได้ พวกเราต้องแสดงให้เห็นความสามารถก่อน พอมีความสามารถแล้วไปทำตัวแบบนั้น คนนอกก็จะบอกว่านั่นเป็นรูปแบบการใช้ชีวิต
แต่ตอนไม่มีความสามารถ พูดอะไรไปก็เท่านั้น คนอื่นคิดว่าเราไม่มี ต่อให้มีเหตุผลก็จะถูกหาว่าพูดให้ตัวเองดูดี
ดังนั้น ต่อไปจะอยู่แบบถ่อมตัวไม่ได้แล้ว เอาให้คนอื่นรู้ว่าครอบครัวผู้ว่าฯ ดีกว่าครอบครัวไหนๆ
การแสดงออกที่แปลกประหลาดของครอบครัวผู้ว่าฯ นั่นคือความเคยชินของพวกเขา ไม่ใช่ว่าไม่มีปัญญา
ในเวลานี้พ่อของเซ่าจีได้มาบอกอยู่ข้างนอก “เหล่าฮูหยินขอรับ เจ้านายโรงม้ากับเถ้าแก่มาแล้ว บอกว่าเอาม้ามาส่งขอรับ”
ท่านย่าหม่าดึงผ้าเช็ดหน้าตรงรักแร้มาเช็ดปากแล้ววางบนโต๊ะ จากนั้นถึงลุกขึ้น “สะใภ้สาม พั่งยา เอ้อร์ยาและก็คนที่กินเสร็จแล้วตามข้ามา ไปดูกัน”
เวลาแบบนี้แม้แต่ซ่งฝูเซิงที่ยังกินไม่อิ่มก็ไม่กินแล้ว หัวเราะพลางประคองท่านลุงซ่งเดินตามแม่ออกไปด้วย
เขาเดาว่าแม่คงซื้อรถม้าให้ลูกสาวเขาแล้ว เดิมทีเขายังว่าจะซื้อให้อยู่
ตรงประตูหลัง
เจ้านายกับเถ้าแก่โรงม้าเห็นผู้ว่าฯ ปรากฏตัวก็พากันคุกเข่าทำความเคารพ
แต่ใต้เท้าผู้ว่าฯ กลับไม่ได้มองพวกเขา
ม้าตัวใหญ่ยืนเรียงกันสิบกว่าตัว
ซ่งฝูเซิงเดาได้ว่าท่านแม่ซื้อรถม้าให้ลูกสาวเขา แต่กลับไม่คิดว่าจะซื้อม้าหลายตัวขนาดนี้ พวกเด็กๆ ในบ้านต้องเรียนขี่ม้าก่อนค่อยซื้อไม่ใช่เหรอ ทำไมซื้อมาตอนนี้เลยล่ะ อีกอย่าง ซื้อม้าตัวสูงใหญ่แบบนี้มันอันตราย
ท่านย่าหม่ายืนอยู่ด้านหน้าของม้าที่ยืนเรียงเป็นแถว หันกลับไปพูด “สะใภ้สาม มานี่”
“ท่านแม่”
“ม้าสองตัวนี้ราคาแพงที่สุด เดี๋ยวทำตู้นั่งแล้วให้พวกมันลากรถม้าของเจ้า แม่ซื้อให้”
เฉียนเพ่ยอิงอ้าปากค้าง
“พั่งยา เอ้อร์ยา มานี่”
ซ่งฝูหลิงกับซ่งซูมู่เดินเข้าไป
“ม้าสีขาวสองตัวนี้ให้พวกเจ้าสองคนใช้เท่านั้น เด็กสาวสองคนเข้ากันกับสีขาวพอดี”
ซ่งฝูหลิงมองม้าสีขาวสะอาดขนเป็นระเบียบสวยงาม ท่านย่าแค่ซื้อม้าสองตัวนี้ก็น่าจะจ่ายไปอย่างน้อยสองร้อยตำลึงได้
ท่านย่าหม่าตวัดมือที่สวมแหวนทอง ชี้ม้าสีแดงพุทราตัวอื่น
“ส่วนม้าที่เหลือ เดี๋ยวจะทำรถม้าสี่คันเอาไว้ให้พวกผู้หญิงในบ้านนั่งเวลาออกไปข้างนอก เมียเจ้าใหญ่ พวกเจ้าอยากใช้ก็ใช้ ได้ยินไหม เสร็จแล้วน่าจะเหลือม้าอีกสองตัว สองตัวนั้นใครจะขี่ไปทำธุระก็เอาไปใช้ได้”
ซ่งจินเป่าร้อนใจ ฟังตั้งนานไม่มีเรื่องของพวกเขา “ท่านย่า เมื่อครู่ยังพูดอยู่ แล้วของพวกข้าล่ะ”
“ใจเย็นๆ พวกม้าดีๆ ถูกย่าจองไว้หมดแล้ว เดี๋ยวจะเอาพวกลูกม้าให้พวกเจ้า”
เถ้าแก่โรงม้ายิ้มพลางพยักหน้าเป็นพยานให้ “ใช่ขอรับ เมื่อคืนรีบส่งข่าวไปทันที เพื่อหาลูกม้าที่ดีที่สุดให้เหล่าคุณชายขอรับ”
พวกผู้ชายในบ้าน ท่านลุงซ่ง ซ่งฝูเซิง พวกซ่งฝูกุ้ย ต่างตะลึงอึ้งกันไปหมด
เดิมทีพวกเขาคิดว่า พวกเขาทำงานใหญ่ถึงจะกล้าจ่ายเงิน นึกไม่ถึงว่าท่านย่าหม่าที่งกมาครึ่งค่อนชีวิต บทจะจ่ายทีก็ใจกว้างยิ่งกว่าใคร
อย่างไรเสีย รถม้าจะมีหรือไม่มีก็ได้ ในบ้านมีสองคันก็พอแล้ว ไม่ใช่ของจำเป็น
…
วันนี้พวกพ่อบ้านที่ข่าวสารฉับไว ต่างทราบเรื่องที่แม่ของใต้เท้าผู้ว่าฯ เหมาม้าหมดโรงม้าไปแล้ว
ลือไปจนถึงเรือนในว่า แม่ผู้ว่าฯ ซื้อรถม้าให้ลูกสะใภ้ ซื้อรถม้าให้หลานสาว
ครอบครัวใต้เท้าผู้ว่าฯ เปิดคลังเก็บของ ขนไม้เนื้อดีออกไปข้างนอกอย่างไม่ขาดสาย
ได้ยินว่าต้องการหาช่างฝีมือดีทำตู้นั่ง โดยใต้เท้าผู้ว่าฯ เป็นคนออกแบบ ระหว่างพื้นตู้กับเพลาจะมีตัวรองรับแรงกระแทกเพิ่มเข้ามา
ได้ยินว่าแม้แต่ล้อก็ยังสั่งหุ้มหนัง ใช้หนังหมี หนังหมาป่า
วันนี้ท่านย่าหม่าได้เชิญพวกเหล่าฮูหยินมาที่บ้าน
นางพาคนเหล่านี้ไปชมเครื่องเรือนที่องค์หญิงใหญ่ให้นางมา
นางยืนข้างป้ายพระราชทานของฮ่องเต้ มองคนพวกนั้นทำความเคารพป้ายพระราชทาน
นางนั่งบนเก้าอี้ไม้แกะสลักที่อยู่ด้านหน้าสุด บอกให้ทุกคนดื่มชา เล่าให้บรรดาเหล่าฮูหยินฟังว่าครอบครัวซ่งแตกต่างจากครอบครัวอื่นอย่างไร
เดิมทีนางคิดว่า แม่อย่างนางที่ไม่ได้มีความสามารถอะไร ทั้งยังเป็นหญิงบ้านนอก จะถูกคนอื่นดูถูก
เดิมทีนางคิดว่าซ่งเก้าสกุลญาติที่ไม่มีอะไรดีในสายตาของคนนอกต้องมาอาศัยใบบุญลูกชายคนสามของนางจะถูกคนเอาไปนินทา
เตรียมใจไว้ก่อนแล้ว
มันเป็นเรื่องที่ยากจะหลีกเลี่ยง
นี่เป็นความเจ็บปวดของครอบครัวชาวสวนที่กลายมาเป็นครอบครัวขุนนาง ไม่ต้องเลี่ยงเรื่องที่ไร้แก่นสารเหล่านี้หรอก พระมหากรุณาธิคุณอันใหญ่หลวงย่อมทำให้คนอิจฉาบ้าง นางรับได้
แต่กลับคาดไม่ถึงว่าเรื่องที่นางกังวล เตรียมใจยอมรับสภาพ กลับไม่เกิดขึ้น
เรื่องที่เกิดคือคำพูดของคนใจดำ