ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 812-2 ตามหาอีกแดนสวรรค์
ตอนที่ 812-2 ตามหาอีกแดนสวรรค์
ผู้หญิงส่วนใหญ่เป็นแบบจูซื่อ คิดว่าถ้าผู้หญิงได้รับการยอมรับจากพวกผู้ชายที่เป็นหัวหน้าครอบครัว แบบนั้นจะต้องอยู่ระดับไหน ไม่กล้าแม้แต่จะคิด
เฉียนหมี่โซ่วนั่งข้างซ่งฝูเซิง สองลุงหลานหัวเราะกัน ใช่ จงใจ พี่สาวข้าเก่งขนาดนี้ ดูสิใครยังจะกล้ามีตาหามีแววไม่ เอาไปพูดไร้สาระ
พอได้ยินแบบนี้ก็ยิ้มพลางพูด “ป้าสะใภ้รอง เอ่ยชื่อพี่สาวข้าต้องได้ผลอยู่แล้ว แต่งหนังสือย่อมมีคนพูดถึงไปตลอดชีวิต แต่ไม่ใช่ชื่อพั่งยา พี่ข้าต้องใช้ชื่ออื่น”
ซ่งฝูเซิงสอดรับทันที ดูหมี่โซ่วสิ รอบคอบจริง เพิ่งจะอายุเท่าไรก็คิดเผื่อขนาดนี้ “ใช่ๆๆ ต้องคิดนามแฝง”
ต่อมาซ่งฝูหลิงได้บอกพ่อเป็นการส่วนตัวว่า ถ้าถึงขั้นที่ทำเป็นหนังสือออกมาจริง
ให้เอาชื่ออาจารย์เหยียนขึ้นก่อน ชื่อนางตามหลัง
นามแฝงของนางคือ เฝ้าคิดถึงคะนึงหา
ให้พ่อของนางไปบอกความต้องการก่อน เรื่องบางอย่าง ไม่ว่าสุดท้ายจะสำเร็จหรือไม่ก็ตกลงกันไว้ก่อน
แน่นอนว่าอาจารย์เหยียนย่อมดีใจ ทั้งยังจะยิ่งชื่นชมการทำแบบนี้ของลูกสาวเขา ซ่งฝูเซิงคิดว่านี่ไม่ใช่ปัญหา
เขากำลังพิจารณานามแฝงของลูกสาว
ยืนอยู่ริมหน้าต่าง มองต้นไม้ด้านนอก “บนเขามีเกาลัด ที่ชื้นมีหลิงเอ่อร์ เฝ้าคิดถึงใครคนนั้น”
อืม ชื่อดี ชื่อดี
เฉียนเพ่ยอิงเข้ามาได้ยินประโยคนี้พอดี
ทำไมรู้สึกคุ้นหูชื่อนี้ เหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อน เอ๊ะ สมองนาง ทำไมนึกไม่ออก
เถาฮวายกบัวลอยเข้ามาในห้อง ถ้าไม่กินอีกจะเก็บไว้ไม่ได้แล้ว ข้างนอกหิมะเริ่มละลาย หลังกินข้าวให้อาสาม อาสะใภ้สามกินสักหน่อย
นี่ถ้าเป็นเมื่อก่อนยังไม่กล้าคิด เมื่อก่อนไม่พอกิน ตอนนี้คือเก็บกวาดช่วยกันกินหน่อย ไม่อย่างนั้นจะเสียของ
เถาฮวาได้ยินเฉียนเพ่ยอิงพึมพำพอดี
“เออะ แค่ก อุแหวะ…” นางอาเจียน
เฉียนเพ่ยอิงกับซ่งฝูเซิงต่างตกใจ ความคิดเตลิดไปหมดแล้ว รีบส่งคนไปตามหมอมาตรวจดู มีข่าวดีแล้ว
เถาฮวาอ้วกจนหน้าซีด แอบพูดกับซ่งฝูหลิงที่เดินมาแสดงความยินดีว่า นางตกใจล้วนๆ น้องพี่ เมื่อไรจะเปิดเผยเรื่องเจ้ากับแม่ทัพเล็กสักทีล่ะ
“พี่จำเฝ้าคิดถึงคะนึงหาได้ด้วยเหรอ”
“ข้าเป็นพี่เจ้า เจ้าฉลาดขนาดนี้ ข้าย่อมได้ความฉลาดติดมาบ้างไม่มากก็น้อย ข้ากับเป่าจูพี่สะใภ้เจ้าความจำดีนะจะบอกให้”
ซ่งฝูหลิงหัวเราะ แต่ขนาดแม่ที่คลอดนางมายังไม่เฉลียวใจเลย
เถาฮวามองตามหลังน้องสาว ยิ้มพลางส่ายหน้า ไม่ได้กลุ้มใจอะไรเลย
…
มีเรื่องเถาฮวาตั้งท้องมาแทรก ซ่งฝูหลิงไม่ได้รีบร้อนไปหาอาจารย์เหยียนทันที นางกำลังเปิดตำราสอนคำนวณของยุคโบราณ เพื่อหาวิธีคำนวณของยุคโบราณกับยุคปัจจุบันที่สอดคล้องกัน
ในช่วงไม่กี่วันนี้ เมื่อใดที่ซ่งฝูหลิงออกจากห้องต้องการจะไปทำอะไรหน่อย พวกพี่ป้าน้าอาในบ้านก็จะไม่ยอมให้ทำ ไล่นางกลับไป
“รีบกลับเข้าห้องไปเขียนหนังสือเถอะ นั่นเรื่องใหญ่กว่า”
“พั่งยา จะกินอะไร เดี๋ยวป้าทำให้”
“เจ้าไม่ต้องแตะกระบวยตักน้ำ เซาจี เจ้าปรนนิบัติคุณหนูอย่างไร”
อดีตพั่งยาตัวดำ ตอนนี้เปลี่ยนชื่อเป็นเซาจี ยิ่งเอาใจใส่มากกว่าเดิม
ซ่งฝูหลิงนั่งเขียนหนังสือที่โต๊ะ นางก็ฝนน้ำหมึกให้
ซ่งฝูหลิงไล่นางไปนอน นางก็ไม่ไป เอามือเท้าคางนั่งสัปหงก
ซ่งฝูหลิง “…”
ดูคนทั้งครอบครัวทำ ถึงขนาดห้ามเป็ดไก่หมาแมวส่งเสียง อีกนิดก็จะวางยาเหนียนเหนียนน้อยกับตัวล้างผลาญแล้ว ทำให้นางนึกไปถึงตอนพ่อนางอ่านหนังสือเตรียมสอบจอหงวน
พวกพี่ป้าน้าอาพูดอย่างฉะฉานว่า เรื่องที่พั่งยาทำเก่งกว่าผู้ชายมาก ใครบอกว่าสตรีสู้บุรุษไม่ได้ นั่นเป็นเรื่องของคนศึกษาเล่าเรียน ย่อมต้องได้รับการเอาใจใส่เท่าเทียมกัน
และเรื่องที่เหนือความคาดหมายมากที่สุดคือ คนที่เก็บงำความลับไว้ไม่ไหวคือซ่งฝูไฉ
ในขณะที่ทุกคนในบ้านพยายามรักษาความลับกันอย่างเต็มที่ ซ่งฝูไฉอยู่โรงงานทำน้ำพริกของเขา ทำสูตรเด็ดออกมาได้
ขณะที่ทำการใส่ส่วนผสมสุดท้ายพลางพูดในบรรยากาศที่น้ำมันพริกคละคลุ้งทำคนงานจามกันเป็นแถบๆ “น้องสามของข้าเก่งมาก หลานสาวคนเล็กของข้าก็ฉลาดได้พ่อ เก่งยิ่งกว่า จะออกหนังสือแล้ว”
“หา?” เรื่องนี้เป็นเรื่องไกลตัวมากสำหรับชาวบ้าน คำนี้เป็นคำที่ไม่คุ้นเคย
“หึหึ หลานสาวคนเล็กของข้าจะออกหนังสือ”
ลุงใหญ่ซ่งฝูไฉถอดผ้าปิดปากออก ไม่ได้ ไม่ทำแล้ว วันนี้กลับเร็วหน่อย จะไปเดินตลาดซื้อของกินเล่นให้หลานสาวหน่อย
ต้องพูดเลยว่าซ่งฝูไฉต่างหากที่เอ็นดูพั่งยามากที่สุดในบ้าน
เขาเป็นลุงใหญ่ ปกติพูดไม่เก่ง อีกทั้งบ้านเขาก็มีแต่ลูกชาย
สามวันต่อมา
ซ่งฝูหลิงขึ้นรถม้าที่มีม้าสีขาวสองตัวลากออกไปพร้อมกับเซาจี
รถม้าคันนี้สวยมาก
เพราะนางมีพ่อเก่ง
ภาพแบบที่พ่อนางออกแบบ ใช้ประโยชน์จากอำนาจที่มี ให้นักโทษจิตรกรวาด ออกแบบคล้ายรถเก๋งเศรษฐีสมัยยุคหกศูนย์ เจ็ดศูนย์
ตัวรถเป็นสีดำเคลือบเงา ภายในประดับเบาะนุ่ม ใต้เท้าปูพรมผืนใหญ่ที่หลิ่วฮูหยินให้มาตอนปีใหม่ พรมผืนนั้นมีรูปนกที่ชื่อว่านกปรอด มีหัวสีขาว คู่กันกับดอกไม้แดงหรูหรา ให้ความหมายว่าครองรักจนแก่เฒ่า ส่วนหน้าต่างเลียนแบบรถม้าของลู่พั่น แขวนม่านบางสีขาว ผ้าม่านทึบสีชมพู
ส่วนล้อก็ใหญ่กว่ารถม้าบ้านอื่น
หลังรถยังติดโคมไฟ
ท่านย่าหม่าพอใจมาก คุ้มกับเงินที่เสียไป ดูดี โอ่อ่า สมฐานะ
ก็แค่ติดอยู่นิดหน่อย ท่านย่าหม่าคิดว่ามันสะดุดตาเกินไป ควรเปลี่ยน
ด้วยเหตุนี้จึงแอบดึงตัวหลานสาวคนเล็กไปคุยส่วนตัว “ใครเลือกคนคุมรถม้าให้เจ้า ย่าคิดว่าจะเป็นพ่อของเซาจีเสียอีก ไม่ได้ รีบเปลี่ยน เชื่อย่า ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวหมินหรุ่ยมาเห็นจะไม่พอใจ ไม่มีผู้ชายคนไหนไม่คิดหรอกนะ”
“ท่านย่าก็รู้สึกว่าพวกเขาหน้าตาดีเหรอ”
ฮ่าๆๆ
คนคุมรถม้าสองคนนี้ แม่ของนางจัดหามาให้
เป็นลูกชายฝาแฝดของแม่ครัวที่ทำกับข้าวในที่ทำงานแม่ ชื่อฉือสิงกับฉืออวี่
สูงร้อยแปดสิบทั้งคู่ หน้าตาก็ดูสะอาดสะอ้านกว่าผู้ชายคนอื่น
ใช้คำพูดของแม่ก็คือ ทำไมหน้าตาเหมือนดาราที่ชื่ออี้เฟิงได้ขนาดนี้ เห็นปุ๊บถูกใจปั๊บ แถมยังเป็นฝาแฝดด้วย อายุสิบหกทั้งคู่
อย่าดูถูกไปนะ พ่อของพวกเขาทำงานที่ม้าพันลี้ รู้จักคุมสัตว์ฝึกสัตว์แรงงานตั้งแต่เด็ก อย่าเห็นว่ารถม้าไม่มีเบรก แต่รับรองว่าไม่มีทางเกิดกรณีอย่างม้าสองตัวขัดขากันเอง
แต่จะว่าไป ม้าขาวสองตัวนี้ก็เชื่องมากจริงๆ
ไม่เหมือนเสี่ยวหงที่จะยอมอ่อนข้อให้กับแค่ไม่กี่คนในบ้าน พอไปอยู่ต่อหน้าคนข้างนอกก็จะชูคอโอหัง แผ่รังสีอำมหิต
รถม้าขยับแล้ว
ซ่งฝูหลิงเปิดม่านหน้าต่าง ลมพัดปลิวม่านบาง นางยิ้มพลางโบกมือให้บรรดาคนในครอบครัว
ผู้ว่าฯ ซ่งสองมือเท้าเอว ยิ้มจนเห็นตีนกาที่หางตา ยืนอยู่ประตูหลังของที่ว่าการมองลูกสาวที่อยู่ในรถม้า
ดูลูกสาวข้าสิ ยิ้มหน้าบานอย่างกับอะไร
ลูกสาวใครกันนะ เก่งขนาดนี้
ไม่ใช่แค่คนในครอบครัวที่มองส่ง
ริมถนนที่รถม้าเลี้ยวไป
ชาวบ้านเห็นแล้วก็ตะลึง โอ้โห รถม้าคันนี้อะไรมันจะอลังการได้ขนาดนี้
แม้แต่ลุงโจวที่อยู่ข้างกายอาจารย์เหยียน ชั่วขณะที่เห็นรถม้าวิ่งมาก็ขมวดคิ้วตกใจ
แม่นางเหยียนอยู่ในห้องตัวเอง ดวงตาดุจเมล็ดอัลมอนด์เบิกโพลง “ว่าอย่างไรนะ ท่านปู่ให้คุณหนูฝูหลิงเดินเข้าประตูกลางเหรอ”
ประตูกลางของบ้านนาง มีไว้สำหรับให้ผู้ชายเดินเท่านั้น