ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 813-1 ต้นไม้ใหญ่
ตอนที่ 813-1 ต้นไม้ใหญ่
ไม่แปลกที่แม่นางเหยียนจะตกใจถึงเพียงนี้
สำหรับตระกูลสูงศักดิ์มีฐานะแล้ว การเดินเข้าประตูไหนนั้น เป็นการแสดงถึงสถานะ
โดยเฉพาะในจวนเหยียน ในสายตาของบ้านที่เคร่งครัดเรื่องกฎระเบียบเป็นพิเศษ
นับตั้งแต่เข้าจวนก็ได้ตัดสินความสำคัญของแขกผู้มาเยือนแล้ว
อย่างไรเสีย ประตูกลางก็เปิดไม่บ่อยนัก
ประตูกลางมีไว้ใช้สำหรับต้อนรับราชโองการของฮ่องเต้ แขกชนชั้นสูง ประกอบพิธีไว้อาลัยหรือคนในจวนแต่งงาน สตรีสูงศักดิ์ของจวนที่ต้องเป็นตัวแทนตระกูลเหยียนออกไปร่วมงานแต่ง หรือพิธีไว้อาลัยของจวนอื่น สตรีจวนเหยียนถึงจะออกทางประตูกลางได้
แขกสตรีที่มาจากข้างนอกแทบจะไม่เคยมีใครได้เข้าทางประตูกลาง แถมไม่ใช่องค์หญิงหรือฮองเฮาเสด็จ
ประตูกลางจะเปิดในกรณีแบบนี้
นี่ถึงจะเป็นการแสดงให้เห็นความสำคัญของประตูกลาง ซึ่งก็คือประตูที่ซ่งฝูหลิงเดินเข้าในวันนี้
อันที่จริงประตูนี้ก็น้อยครั้งที่จะมีผู้หญิงได้เข้าออก
คนที่มีคุณสมบัติได้ใช้ประตูกลางก็น้อยมาก อย่างเช่น ฮูหยินเจ้าเรือน คนอื่นๆ ไม่มีสิทธิ์ ถ้าไม่ได้เป็นเจ้าเรือน จะเป็นบ้านรองบ้านสามที่เป็นญาติสายข้างเคียงก็ไม่ได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงแขกสตรีที่มาจากข้างนอก
ประตูกลางบานนั้นปกติให้เจ้านายผู้ชายในจวน กับแขกบุรุษที่ฐานะเสมอตระกูลเหยียนอย่างเช่นผู้ว่าฯ ซ่ง เข้าออก
แต่ถึงแม้จะเป็นแบบนี้ ต่อให้คราวก่อนที่ผู้ว่าฯ ซ่งมาหาเรื่องเข้าเรียนของหมี่โซ่ว มาเป็นแขกของตระกูลเหยียนพร้อมภรรยาเฉียนซื่อ ก็ต้องเดินเข้าคนละประตู
ผู้ว่าฯ ซ่งเดินเข้าประตูกลาง เฉียนซื่อเดินเข้าประตูมุมตะวันออก
ไม่ใช่แค่ตระกูลเหยียนที่เป็นแบบนี้ รวมถึงตอนนั้นที่ครอบครัวซ่งเคยไปเป็นแขกของเรือนรับรองของลู่พั่นที่เมืองหลวงก็ด้วยเช่นกัน ตอนนั้นก็ทำแบบนี้
ตอนนั้นถึงแม้ตระกูลลู่จะสูงศักดิ์ แต่เพื่อเป็นการให้เกียรติพวกจวี่เหริน จึงให้ซ่งฝูเซิงพาจวี่เหรินหลายสิบคนเดินเข้าประตูกลาง
ตอนนั้นเฉียนเพ่ยอิงกับซ่งฝูหลิงแยกกับซ่งฝูเซิง พวกนางไม่มีสิทธิ์เดินเข้าประตูกลางเสมอกับพวกซ่งฝูเซิง
ทำไมถึงเป็นแบบนี้น่ะหรือ
เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เพราะระบอบชนชั้นที่กดผู้หญิงให้ต่ำกว่า แต่เป็นเพราะยังแสดงถึงว่าเมื่อผ่านเข้าประตูไปแล้วจะต้องไปที่ไหนต่อ
โดยปกติ ผู้หญิงมาเป็นแขกบ้านอื่นก็เพื่อพบปะพูดคุยกับฮูหยินของเรือนใน
กลับมาพูดถึงจวนเหยียน
ตอนนั้นมาเพื่อจัดการเรื่องเข้าเรียนของหมี่โซ่ว เฉียนซื่อจึงต้องเข้าทางประตูมุมตะวันออก ถึงจะผ่านประตูฉุยฮวา
ประตูฉุยฮวาเป็นเพียงช่องทางเดียวที่กั้นระหว่างเรือนในกับเรือนนอก
ผ่านประตูฉุยฮวาไป เฉียนเพ่ยอิงถึงจะสามารถเข้าเรือนในไปพูดคุยกับพวกฮูหยินของตระกูลเหยียนได้
ส่วนซ่งฝูเซิงเดินเข้าประตูกลาง เขาไม่ได้เดินผ่านประตูฉุยฮวา แต่เป็นประตูพิธีการ
นี่ก็แสดงว่าเขาจะไปเรือนนอกเพื่อพบอาจารย์เหยียนกับพวกผู้ชายที่เป็นเจ้านายของบ้าน
ด้วยเหตุผลที่กล่าวมานี้ แล้วจะไม่ให้แม่นางเหยียนตะลึงได้อย่างไร
ซ่งฝูหลิงเดินเข้าประตูกลาง ผ่านประตูพิธีการ นี่ก็แสดงว่าครั้งนี้ที่ซ่งฝูหลิงมาไม่เหมือนสตรีปกติที่จะไปเรือนใน แต่ถูกให้ความสำคัญ มาอย่างเป็นทางการ ถูกพาเข้าบ้านตระกูลเหยียนเทียบเท่าแขกบุรุษ
ท่าทีของท่านปู่ของนางคือ มองซ่งฝูหลิงเป็นสหายที่คุยกันอย่างเท่าเทียม ไม่เกี่ยวกับว่าซ่งฝูหลิงเป็นสตรี เป็นคุณหนู หรือเป็นบุตรสาวของผู้ว่าการเขต
แม่นางเหยียนก้มหน้ามองชุดของตัวเอง
เดิมทีนางคิดว่าคุณหนูซ่งมาเป็นแขกของตระกูลเหยียน จะไปทักทายทำความเคารพท่านย่ากับพวกแม่และอาๆ ของนางก่อน ท่านแม่ก็จะส่งคนมาเรียกนางกับพวกพี่สาวน้องสาวไปอยู่เป็นเพื่อน พูดคุยกับแม่นางซ่งก่อน จากนั้นค่อยพาไปพบท่านปู่
เพราะเหตุนี้นางถึงได้ตั้งใจแต่งตัวรมควันชุด แต่กลับไม่คิดว่าไม่มีเรื่องที่นางคิดไว้ นางคิดมากไปเอง
“ตอนนี้นางอยู่ที่ไหน”
“เรียนคุณหนูหก ได้ยินว่าถูกเชิญไปที่ห้องหนังสือของท่านผู้เฒ่าแล้วเจ้าค่ะ”
แม่นางเหยียนนั่งอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง เฮ้อ นางอยากไปนั่งฟังด้วย
แต่น่าเสียดาย ห้องหนังสือของท่านปู่ไม่ใช่สถานที่ที่อยากจะเข้าก็เข้าได้
แม้แต่พี่ชายยังต้องขอล่วงหน้า
ตามคาด พี่ชายไม่ได้โกหกนาง ดูจากท่าทีของท่านปู่ก็รู้
ตอนนั้นพี่ชายสนิทกับเฉียนหมี่โซ่วที่เป็นน้องชายของคุณหนูซ่ง เคยบอกนางว่า บุตรสาวของผู้ว่าฯ ซ่งไม่ใช่คุณหนูธรรมดา
เจอกันครั้งก่อน พวกมั่วอวี๋ยังกังวลว่าจะเข้ากันไม่ได้ จะเป็นไปได้อย่างไร
ในขณะเดียวกัน ในสายตาของแม่นางเหยียน การที่ซ่งฝูหลิงที่เป็นสตรีแต่สามารถไปพูดคุยกับท่านปู่ในห้องหนังสือได้ นับเป็นเกียรติอันสูงส่ง แต่ในสายตาของซ่งฝูหลิงกลับคือความทรมาน
ดูเอาแล้วกัน เหมือนลู่พั่นไม่มีผิด พอเจอหน้าก็ทดสอบนางก่อน
ยังไม่เริ่มเข้าประเด็น
ตอนนั้นลู่พั่นทำเนียน ฉวยโอกาสทดสอบตอนที่นางไม่ทันตั้งตัว
แต่ท่านนี้ยกเหตุผลสารพัดขึ้นมาก่อน คงอยากหยั่งเชิงนางเช่นกัน
อาจารย์เหยียนยืนอยู่หน้าชั้นหนังสือ ส่ายหน้าพลางพูด
“สมัยราชวงศ์โจวสั่งสอนหกศิลปวิทยา การคำนวณเริ่มนับแต่นั้น บรรดาผู้ใฝ่รู้จึงศึกษาตลอดมา ตำราเหอถู ลั่วซู ปากว้า จิ่วโฉว…”
“ได้ยินท่านพ่อของเจ้าบอกว่า เจ้าอยู่บ้านอ่านตำรามากมาย โจวปี้ซ่วนจิง จิ่วจางซ่วนซู่ ซู่ซูจิ่วจาง เช่อหยวนไห่จิ้ง ซย่าโหวหยาง จางชิวเจี้ยน ซุนจื่อซ่วนจิง อู่เฉิน ตำราเหล่านี้เคยอ่านหมดเลยหรือ เยี่ยม เยี่ยมมาก มิน่าถึงได้สรุปแนวคิดใหม่ออกมาได้”
ซ่งฝูหลิงตอบด้วยความนอบน้อม “เรียนท่านอาจารย์ ข้ารู้เพียงนิดหน่อย ก็แค่คิดหาทางลัดได้ไม่มาก”
“หึหึ ข้ามีโจทย์ เจ้าอยากลองดูหรือไม่”
ซ่งฝูหลิงก้มหน้า สองมือรับหนังสือมาเปิด หลังอ่านโจทย์เสร็จก็รู้สึกว่าแอบยาก
คิดในใจไม่ได้คำตอบแน่
นางครุ่นคิดแล้วพูดไปตามตรง นางอยากใช้กระดานดำ
อาจารย์เหยียนสงสัย ไม่ต้องใช้อุปกรณ์คำนวณ ใช้แค่กระดานดำรึ
ว่าแต่กระดานดำคืออะไร
“ได้ เอามาด้วยรึ”
เซาจีที่อยู่หน้าประตู พอถูกเรียกก็นำกระดานดำที่สะพายไว้บนหลังเหมือนสะพายกระเป๋าหนังสือเข้าไปในห้อง ชอล์กถูกล้วงออกมาจากกระเป๋า
ซ่งฝูหลิงเริ่มคำนวณ
ยิ่งนางคำนวณ ทางด้านอาจารย์เหยียนก็ยิ่งฉงนใจ
ซ่งฝูหลิงรู้ดีแก่ใจ ยกตัวอย่างเช่นนางเขียนเลขศูนย์ เกรงว่าอาจารย์เหยียนก็ไม่มีทางเข้าใจ
ยุคโบราณท่องว่า หลักเดี่ยวขีดตั้ง ครบสิบขีดนอน หลักร้อยขีดตั้ง หลักพันขีดนอน หลักหมื่นขีดตั้ง ไล่เรียงเช่นนี้ พร้อมทั้งใช้การเว้นว่างแทนศูนย์
อีกอย่าง ในยุคโบราณเวลาเจอตัวเลขที่ซับซ้อนแบบนี้จะใช้การวางก้านไม้ช่วยคำนวณ แต่ของนางเขียนสูตร เกรงว่าจะยิ่งทำให้อาจารย์เหยียนตาลาย
ซ่งฝูหลิงเดาไว้ไม่ผิด อาจารย์เหยียนกำลังขมวดคิ้ว วิธีแก้โจทย์แตกต่างกับเขาอย่างสิ้นเชิง
ตอนที่เขาออกโจทย์นี้ เขาต้องการให้ใช้หลักเทียนหยวน
เด็กคนนี้เขียนบนกระดานดำ สิ่งที่ไม่รู้เขียนว่า X
อย่างความสูงของเส้นแกนเป็นสาม ความยาวรอบฐานเป็นหก ใช้ A เป็นเส้นตั้งฉากโยงไปหาจุดอื่นอีกสามจุด…อาจารย์เหยียนดูจนถึงหลังๆ ก็ยิ่งงง
เวลาผ่านไปหนึ่งถ้วยชา ซ่งฝูหลิงที่พันผ้าพันคอขนเตียวสีขาวก็หันไป
สีหน้านั้นราวกับกำลังพูดว่า แก้โจทย์เสร็จแล้ว ท่านอยากรู้คำตอบหรือไม่
…