ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 813-2 ต้นไม้ใหญ่
ตอนที่ 813-2 ต้นไม้ใหญ่
ภายในเรือนหลัง คราวนี้แม้แต่ฮูหยินผู้เฒ่าเหยียนก็ยังตกใจไม่ต่างจากแม่นางเหยียน ถามหญิงสูงวัยหัวหน้าหญิงรับใช้ “ส่งข่าวมาบอกว่าตั้งโต๊ะกินข้าวที่เรือนหน้าแล้วรึ”
“เรียนเหล่าฮูหยิน เจ้าค่ะ”
เหยียนเหล่าฮูหยินกับบรรดาลูกสะใภ้มองหน้ากัน
ลูกสะใภ้เหล่านี้มีทั้งสะใภ้หลวงและอนุ นั่งกันอยู่ในห้อง
น่าสงสัยเหลือเกินว่าเป็นเด็กสาวเช่นไร มีความรู้ถึงขั้นไหนกัน นายท่านผู้เฒ่าของบ้านเราถึงได้เชิญมาเทียบเท่าเชิญแขกบุรุษ
ทั้งยังพูดคุยกันตามลำพัง
ไม่ต้องให้พวกนางไปอยู่เป็นเพื่อนคุยด้วย
เวลานี้ภายในห้องโถงของเรือนหน้า อาจารย์เหยียนผายมือออก “เชิญ”
ซ่งฝูหลิงยิ้มพลางนั่งลงตรงที่นั่งแขก
พวกเขาสองคน คนแก่หนึ่ง เด็กสาวหนึ่ง ต่างถูกชะตากันเพียงเพราะโจทย์ข้อเดียว
ซ่งฝูหลิงคิดว่า อาจารย์สูงวัยคนนี้นิสัยดีจริงๆ คนแบบนี้ต่างหากที่เก่งจริง ไม่ว่าเมื่อไรก็พร้อมจะเรียนรู้เสมอ ไม่วางมาด ทั้งยังไม่อายที่จะถาม
ส่วนทางด้านอาจารย์เหยียน หลังจากที่ซ่งฝูหลิงแก้โจทย์เสร็จก็คุยเรื่องความรู้ที่ได้จากการอ่านตำราต่างๆ เพราะเหตุนี้ถึงได้ยอมรับว่า ต่อไปนี่ก็คือสหายอายุน้อยของเขา
อาจารย์เหยียนดื่มสุราเพื่อเป็นการให้เกียรติซ่งฝูหลิง
ซ่งฝูหลิงใช้น้ำชาแทนสุราเพื่อดื่มตอบตามมารยาท
ทั้งสองคนกินอาหาร ดื่มสุรา ยิ้มพลางพูดคุยเรื่อง วิธีไคฟาง วิธีเกอหยวน วิธีต้าเหยี่ยนฉิวอี วิธีเทียนหยวน วิธีซื่อหยวน วิธีตุยจีเจาไช เป็นต้น
วันนี้เริ่มตั้งแต่ดวงอาทิตย์ขึ้นไปจนถึงดวงอาทิตย์ตก ‘สหาย’ สองคนที่อายุต่างกันหลายสิบปีพูดคุยกันทั้งวัน สุดท้ายตอนจากลาได้กล่าวว่า พบกันพรุ่งนี้
ซ่งฝูหลิงนั่งอยู่ในรถม้าที่แสนสะดุดตา ยังคงนึกถึงพวกคำพูดของอาจารย์เหยียน
พวกชาวบ้านเห็นรถม้าแปลกตาแถมสะดุดตาผ่านมา
พากันชี้พลางซุบซิบ ดูจากป้ายที่แขวนอยู่นอกตัวรถ ดูเหมือนจะเป็นรถม้าของใต้เท้าผู้ว่าฯ
ไม่ใช่ใต้เท้าผู้ว่าฯ แต่เป็นคุณหนูของจวนผู้ว่าฯ ที่อยู่ในนั้น
หลังจากซ่งฝูหลิงกลับถึงจวน พวกท่านลุงซ่งกับท่านย่าหม่าเฝ้ารอกันมาทั้งวันแล้ว เข้ามาถาม “เป็นอย่างไรบ้าง คนตระกูลเหยียนปฏิบัติต่อเจ้าอย่างไร”
หมี่โซ่วยื่นมือน้อยๆ ออกไปประคองพี่สาวลงจากรถม้า
ซ่งฝูเซิงก็รีบออกมาจากห้องกินข้าว ยืนอยู่หน้าโรงม้า ขมวดคิ้วให้ลูกสาว ท่าทีก็เหมือนกำลังถามเรื่องตระกูลเหยียน วันนี้ไปทำอะไรบ้าง
ซ่งฝูหลิงรายงานให้พ่อฟังว่า
“ท่านพ่อสังเกตไหมว่า คนโบราณบอกว่าอะไรที่ใหญ่มากจนไม่สิ้นสุดมันเรียกว่าต้าอี อะไรที่เล็กมากจนไม่สิ้นสุดเรียกว่าเสี่ยวอี ไม้ยาวหนึ่งคืบ หั่นครึ่งลดไปทุกวันไม่สิ้นสุด พวกนี้มันเป็นนิยามของเรขาคณิตทั้งนั้น ทำไมจะต้องใช้วิธีเทียนหยวนไปหาวิธีซื่อหยวน ก็แค่แก้จากสมการทั่วไปยกระดับเป็นสมการหลายตัวแปร…
…เอ๊ะ ท่านพ่อ ลูกยังพูดไม่จบเลยนะ”
ซ่งฝูเซิงเดินหนีพลางส่ายมือ
เขาฟังพวกนี้แล้วปวดหัว
เขาแค่อยากรู้ว่าลูกสาวเข้าทางประตูไหนของจวนเหยียน ลูกสาวกลับพูดอะไรที่ไม่มีประโยชน์
อีกอย่าง ไหนว่าจะแต่งหนังสือเพื่อเผยแพร่สูตรที่จำง่าย แล้วคุยเรื่องพวกนี้ทำไม
ข้าราชการยุคโบราณไม่ได้สอบยากขนาดนั้น ถ้าพวกเขาต้องสอบระดับนั้น พวกเราก็ไม่ต้องแต่งหนังสือแล้ว
“ลูกพ่อ พ่อขอเสนอความคิดให้ลูกกับอาจารย์เหยียนนะ พรุ่งนี้ก็เข้าประเด็นกันได้แล้ว เรื่องแต่งหนังสือเร่งด่วนกว่า สอง สาม ห้า เจ็ด สิบเอ็ด เลขจำนวนเฉพาะอะไรพวกนี้ต่างหากที่ใช้จริง อย่าเพิ่งไปคิดอะไรที่มันลึกซึ้งเลย”
วันต่อมาพวกชาวบ้านก็เห็นคนคุมม้ารูปงามสองคนปรากฏอีกแล้ว
รถม้าวิ่งผ่านหน้าพวกเขาไป
วันนี้อาจารย์เหยียนออกมารอที่ประตูกลางของจวนด้วยตัวเอง
ซ่งฝูหลิงถูกประคองลงจากรถม้าก็ขมวดคิ้ว หมายความว่าอย่างไร
ก็ย่อมต้องนับถือเป็นอาจารย์แล้วน่ะสิ ถ้านับถือเป็นอาจารย์ก็ต้องเริ่มตั้งแต่เข้าจวน
“อาจารย์”
ซ่งฝูหลิงรีบหลบ เมื่อวานนางยังเรียกผู้เฒ่าเหยียนว่าอาจารย์อยู่ ทำไมวันนี้กลับกัน เกิดอะไรขึ้น
อาจารย์เหยียนยิ้มพลางพูด
เขาครุ่นคิดพิจารณาอย่างถี่ถ้วนมาทั้งคืนแล้ว อยากให้อาจารย์น้อยสอนเขา
เพราะเมื่อวานระหว่างที่พูดคุยกันอย่างราบรื่น เขาพบว่าดูเหมือนอาจารย์น้อยจะกลุ้มใจเรื่องจะเอาพวกสูตรต่างๆ ถ่ายทอดเป็นลายลักษณ์อักษรได้อย่างไร
อันที่จริงเรื่องนี้ไม่ยาก เขาก็หัวดีพอสมควร อาจารย์น้อยสอนเขาให้เป็นก่อน เขาจะลงมือเขียนให้เอง โดยเริ่มจากขั้นพื้นฐานสุดจนไล่ขึ้นไปทีละขั้น แบบนี้เขาก็จะได้เริ่มต้นแต่แรก มีประโยชน์ต่อการแต่งเป็นหนังสือด้วย
ซ่งฝูหลิงก็เลยได้กลายเป็นอาจารย์ของอาจารย์เหยียนอย่างงงๆ
เล่นเอานางตกใจขณะอยู่ในห้องเรียนที่สอนกันแบบตัวต่อตัว จึงต้องตั้งกฎสองข้อในห้องเรียน
ข้อแรก อาจารย์ไม่ต้องเรียกนางว่าอาจารย์ได้หรือไม่ นี่คือการขอร้อง เรียกฝูหลิงก็ได้ สหายน้อยก็ได้ อะไรก็ได้ทั้งนั้น
ข้อสอง ทำกระดานดำอันใหญ่ๆ เถอะ
…
ซ่งฝูหลิงอยู่จวนเหยียนตั้งแต่ดวงอาทิตย์ขึ้นยันดวงอาทิตย์ตก จนถึงตอนนี้ต่อเนื่องกันมาได้หนึ่งเดือนแล้ว
จากที่ต้องใส่เสื้อผ้าหนาเตอะ ได้เปลี่ยนเป็นชุดของฤดูใบไม้ผลิใบไม้ร่วง มีผ้าคลุมไหล่อีกชั้น
นางมีผ้าคลุมไหล่ยืนพูดอยู่หน้ากระดานดำ ใช้ชอล์กเขียนตัวอย่าง กำลังยิ้มพลางพูดอย่างอดทน สอนนักเรียนผู้เฒ่าเหยียนที่หัวดี พื้นฐานก็ดี
“สองตัวเลขนี้เอามาลบกัน การสลับตำแหน่งเป็นเรื่องที่พบบ่อย จำนวนเต็มลบจำนวนเต็มบวก ดูที่ค่าของมัน เลขคี่เปลี่ยนเลขคู่ไม่เปลี่ยน”
นักเรียนที่นั่งอยู่เวลานี้ชินกับวิธีการอธิบายของซ่งฝูหลิงแล้ว มือข้างหนึ่งลูบเคราขาว มืออีกข้างจดบันทึก
สีหน้าตั้งใจ เขาชอบสูตรพวกนี้มาก
ตรงกำแพงนอกหน้าต่าง แม่นางเหยียนความคิดตีกันในใจมาหนึ่งเดือน วันนี้มีเพื่อนมาเที่ยวเล่นที่จวนของนางหลายคน คุยกันก็ไม่พ้นเรื่องของซ่งฝูหลิง จนสุดท้ายนางก็รวบรวมความกล้าพาเพื่อนๆ มาแอบดู
“ชู่ว”
“ชู่ว”
ตอนนี้พวกคุณหนูมีมาดของคุณหนูที่ไหนกัน กำลังหลบอยู่ด้านหลัง เกาะขอบหน้าต่างค่อยๆ ยืนขึ้น เอานิ้วเจาะหน้าต่างกระดาษเป็นรู แอบมองเข้าไปด้านใน
ยังไม่กล้าทำอะไรมาก กลัวถูกจับได้ เดี๋ยวจะทำแม่นางเหยียนซวยต้องถูกลงโทษคุกเข่าในหอบรรพชน บรรดาคุณหนูจึงยืนตัวเกร็ง หายใจแผ่วเบา เงี่ยหูฟัง
โปรดอภัยที่พวกนางอยากรู้เหลือเกิน
ช่วงนี้ข่าวลือเกี่ยวกับซ่งฝูหลิงมีเยอะมาก
ได้ยินว่าในงานนัดพบเมื่อไม่กี่วันก่อน เหยียนเหล่าฮูหยินได้เอ่ยชมท่านย่าของซ่งฝูหลิงเป็นพิเศษต่อหน้าทุกคน
ได้ยินว่าแม้แต่แม่ทัพหลิ่วที่ลาดตระเวนชายแดนกลับมายังถามถึงเรื่องนี้ เนื่องจากหลิ่วฮูหยินบอกในงานนัดพบของบรรดาฮูหยินว่า แม่ทัพหลิ่วเอ่ยชมคุณหนูซ่ง บอกว่าลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น แม่ของพวกนางกลับมาเล่าในจวน เรื่องอิจฉาคงไม่ต้องพูดถึง บอกว่าตอนนั้นฮูหยินผู้ว่าฯ ฟังแล้วก็ยิ้มหน้าบาน
ด้วยเหตุนี้ ทุกคนจึงรู้เพียงว่าซ่งฝูหลิงไปที่จวนเหยียนทุกวันเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้กับอาจารย์เหยียน แต่กลับไม่มีใครรู้ว่าเป็นความรู้ด้านไหนกันแน่ที่ถึงขั้นอาจารย์เหยียนยังต้องขอฟังจากสตรีผู้หนึ่ง
เรื่องแบบนี้ ไม่ว่าฟังดูอย่างไรก็ออกจะน่าเหลือเชื่อ
ถึงขั้นที่วันนี้แม่นางเหยียนบอกพวกนางว่า อย่าเห็นว่าคุณหนูซ่งมาที่จวนเหยียนบ่อย แต่นางกลับไม่เคยเจอสักครั้ง ท่านปู่จัดการพาเข้าเรือนหน้าอย่างเดียว นางไม่เคยมีโอกาสเลย
ไม่เข้าใจ คิดไม่ออก เดินเข้าเรือนหน้าแบบแขกบุรุษเชียวนะ
สำหรับคุณหนูอย่างพวกนาง งานเย็บปักถักร้อย ศิลปะแขนงต่างๆ วิชาหกศิลป์ของบุรุษ แค่โดดเด่นอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้รับคำชมไปในวงกว้างแล้ว
ความคิดแบบนี้ก็เป็นมาตรฐานในการตัดสินว่ามีความสามารถหรือไร้ความสามารถในสายตาคุณหนูตระกูลใหญ่แบบพวกนาง
แต่บัดนี้มีคุณหนูซ่งโผล่มา มันน่าสงสัยจนถึงขั้นทำให้พวกนางต้องมาปีนกำแพงดู
ช่างเถอะ เลิกพูด ไม่ว่าง
“ฟังเข้าใจหรือไม่ว่าข้างในคุยอะไร”
หลัวมั่วอวี๋ส่ายหน้า หันมองโจวอิ๋งอิ๋งจากบ้านรองผู้ว่าฯ โจว คุณหนูโจวฉลาดที่สุด
โจวอิ๋งอิ๋งจำต้องยอมรับว่าฟังไม่เข้าใจเหมือนกัน แถมไม่เข้าใจแม้แต่นิดเดียว
แม่นางเหยียนแห่งจวนเหยียนกำลังเกาะขอบหน้าต่าง สองมือเท้าคาง มองผ่านรูทางหน้าต่าง อดพูดขึ้นไม่ได้ “ว้าว”
นางกำลังมองซ่งฝูหลิงที่อธิบายอยู่หน้ากระดานดำด้วยแววตาตะลึงปนชื่นชม
นางเห็นแม่นางซ่งเดี๋ยวก็ชี้ด้านซ้ายของกระดานดำให้ท่านปู่ของนางดู
เดี๋ยวก็อธิบายพลางเอามือวาดเป็นวงกลมด้วยความตื่นเต้น เดินสองก้าวไปด้านขวาของกระดานดำเพื่อบอกให้ท่านปู่ของนางดูภาพที่เหมือนยันต์ ซึ่งนางก็ไม่เข้าใจ
ในสายตาของแม่นางเหยียน จุดที่คุณหนูซ่งทำให้นางรู้สึกตะลึงมากที่สุดคือ คุณหนูซ่งส่ายหน้าให้ท่านปู่ที่นั่งอยู่พลางหักชอล์กสีขาวที่อยู่ในมือ จากนั้นก็กำชอล์กที่เหลืออยู่ครึ่งหนึ่ง สองมือยันเข้าหาชั้นหนังสือสูง พูดกับท่านปู่ของนางว่า “ท่านคิดผิด เมื่อครู่ท่านไม่ได้ตั้งใจฟังข้าให้ดีแน่นอน”
แม่นางเหยียนไม่รู้ว่ายุคปัจจุบันมีคำว่า ลดความเครียด แต่เวลานี้นางแค่รู้สึกสะใจ
นางได้ยินท่านปู่โดนดุ ปกติมีใครกล้าที่ไหนกัน แอบรู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก