ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 824 ปากหวานยิ่งนัก
ตอนที่ 824 ปากหวานยิ่งนัก
“ท่านแม่ นี่เป็นจดหมายที่เขาเขียนให้ลูก ท่านแม่อ่านให้หมดเลย ขนาดท่านย่ายังไม่รู้เรื่องนี้เลยนะ คราวนี้ท่านแม่เป็นคนแรก”
เฉียนเพ่ยอิงถือจดหมายสองฉบับอย่างงงๆ
ส่งจดหมายมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ส่งมาจากแนวหน้าเหรอ
ซ่งฝูหลิงนับนิ้วพลางพูด
“บ่าวรับใช้ข้างกายลู่พั่นไม่ได้มีแค่ซุ่นจื่อ เสี่ยวเฉวียนจื่อ ยังมีจั่วฝู่โย่วปี้สี่บ่าวรับใช้ด้วย…
…เสี่ยวจั่วจื่อกับเสี่ยวเฉวียนจื่อไปแนวหน้าเป็นกลุ่มที่สอง…
…เสี่ยวโย่วจื่อมาตอนที่ขนเครื่องเรือนครั้งนั้น แต่ไม่ได้มาพร้อมคนที่ย่าของลู่พั่นส่งมา แยกกันมา…
…จดหมายฉบับที่สองเป็นตอนวันขึ้นปีใหม่ เสี่ยวโย่วจื่อมาครั้งที่สอง…
…หมี่โซ่วบังเอิญเจอตอนที่เขามาครั้งแรกพอดี ไม่อย่างนั้นลูกจะบอกน้องทำไม เขาเด็กขนาดนั้น ขนาดท่านแม่ลูกยังไม่บอกเลย”
อีกทั้งเสี่ยวโย่วจื่อมาครั้งที่สองก็ได้หมี่โซ่วช่วยออกหน้าหาที่กินที่พักให้
ใช้คำพูดของน้องชายนางก็คือ “แย่แล้วพี่สาว ข้าช่วยจัดการแบบนี้ เงินเก็บข้าหมดอีกแล้ว”
น้องชายของนางอยากเก็บเงินซื้อแหวนนิ้วโป้ง ฮ่าๆๆ
เวลานี้เฉียนเพ่ยอิงเริ่มอ่านจดหมายฉบับแรกชนิดที่ทนรอไม่ไหว
…
ก่อนเหล่าซ่งออกไป ภาพที่เขาจินตนาการไว้คือ เพ่ยอิงร้องไห้คร่ำครวญบ่นลูกสาวก่อน จากนั้นค่อยคุยกันอย่างจริงจัง
แต่ในความเป็นจริงคือ เฉียนเพ่ยอิงนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียง ตรงขามีจดหมายสองฉบับกางอยู่
ซ่งฝูหลิงนอนอยู่บนเตียง ฟังแม่พูด
“เฮ้อ เด็กคนนี้เอาใจใส่จริงๆ…
…แนวหน้าอยู่ตั้งไกล เอาจดหมายมาส่งไป-กลับ ต้องวุ่นวายขนาดไหน…
…ไม่สังเกตเหรอ เขาไม่พูดเรื่องที่เป็นทุกข์เลย ในจดหมายถามแต่ว่าลูกสบายดีหรือเปล่า”
มีคำพูดหนึ่งในจดหมายที่ทำให้เฉียนเพ่ยอิงแอบปวดใจ
ลู่พั่นบอกฝูหลิงว่า ไม่ต้องตอบจดหมายกลับ ยังไม่รู้ว่าจุดต่อไปจะไปตั้งค่ายที่ไหน เอาจดหมายจากทางนี้ไปกลัวจะหาย ไม่อยากให้หาย
ซึ่งก็หมายความว่า เด็กคนนั้นถามฝูหลิงว่า อยู่ฮุ่ยหนิงทำอะไรบ้างก็เท่ากับถามเองตอบเอง ไม่เคยได้รับคำตอบ
ทั้งยังหารือกับลูกสาวนางอีกว่า รอกลับไปค่อยบอกข้าได้ไหม
เฉียนเพ่ยอิงส่ายหน้าพลางพูด “วันขึ้นปีใหม่ แม่จำได้ว่าวันนั้นหิมะตกหนักหรือเปล่า เขาเลือกวันส่งจดหมาย บ่าวรับใช้คนนั้นคงลำบากแย่ ต้องขึ้นปีใหม่ระหว่างทาง”
อืม
ซ่งฝูหลิงพยักหน้า
ได้ยินว่าพอเอามาส่งให้วันขึ้นปีใหม่ ม้าวิ่งจนตายไปสามตัว น้องชายของนางต้องจองโรงเตี๊ยมให้ ทั้งยังซื้ออาหารมากมายกับยาไปให้
เสี่ยวโย่วจื่อพักถึงวันที่สี่กว่าจะออกเดินทางกลับได้ ไม่สบาย เท้าก็แตกเป็นแผล หมี่โซ่วบอกให้อยู่พักอีกหน่อย แต่เขาบอกว่าไม่ได้ ต้องไปแล้ว ยังมีงานที่เมืองหลวงอีก
“ลูกได้ออกไปหาหรือเปล่า”
“เปล่า หมี่โซ่วเอาจดหมายกลับมาให้ เสี่ยวโย่วจื่อรอเขาที่สำนักศึกษา”
เฉียนเพ่ยอิง “…” เอาเถอะ นางก็เอนตัวนอนลง เอาแขนสะกิดลูกสาว “เขาสารภาพกับลูกตั้งแต่เมื่อไหร่”
“ตอนนั้นที่ให้หวีไม้ เขาพาลูกเดินเลาะริมแม่น้ำไปไกลมาก ตอนนั้นถ้าไม่เห็นว่าเขากับท่านพ่อสนิทกัน ลูกคงไม่ไปกับเขาหรอก กล่องใบนั้น ท่านแม่จำได้ใช่ไหม ที่มีใบเมเปิ้ลประดับอยู่ พอเขาเอาออกมาลูกตกใจมาก ท่าทางตอนนั้นเหมือนท่านพ่อกับท่านแม่ที่รู้เรื่องวันนี้เลย”
“ตอนนั้นลูกตกใจเหรอ”
ซ่งฝูหลิงหันไปมองแม่ “เขาบ้าไปแล้วเหรอ จะเป็นไปได้อย่างไร ลูกไม่เคยคิดไปในทางนั้นเลย ลูกบอกลูกไม่เอา เขาก็วิ่งหนีเฉย ต่อมาก็เอาหวีไม้อันนั้นให้หมี่โซ่ว”
พอซ่งฝูหลิงเล่าแบบนี้ เฉียนเพ่ยอิงก็พอจะลำดับเวลาได้แล้ว ตอนนั้นลู่พั่นยังให้ผลไม้มาตั้งมากมาย ลูกสาวนางหิ้วกระเป๋ากลับมา ท่านย่าหม่ายังคิดว่าเป็นของขวัญอะไรเสียอีก
“ตอนนั้นท่านย่ายังไม่รู้”
“อืม ลูกไม่ได้เก็บเอามาใส่ใจด้วย ท่านย่าจะรู้ได้อย่างไร”
“ไม่ได้คิดอะไรก็ไม่ควรเอาหวีไม้ให้หมี่โซ่ว ไม่ยอมรับยิ่งไม่ควรรับของ ตอนนั้นถ้าลูกบอกท่านพ่อ พวกเราคงไม่รับผลไม้ไว้ด้วย ตอนนี้หวีไม้อันนั้นยังอยู่ที่หมี่โซ่วเหรอ”
ซ่งฝูหลิงลุกขึ้นชี้ไปทางโต๊ะเครื่องแป้ง “หมี่โซ่วเอามาคืนเอง”
วันที่น้องชายของนางเอาหวีมาคืนได้พูดว่า ไม่ถูกพี่แม่ทัพเล็กอัด ตอนนี้มาคิดดู ดวงแข็งจริงๆ เขาไม่กล้าใช้หวีไม้อันนี้แล้ว เลยเอามาคืนเจ้าของเดิม
“เช่นนั้น ลูกคิดไปในทางนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่”
“ท่านพ่อเอาเสบียงไปส่งให้เขา ฝ่าเท้าเต็มไปด้วยเส้นด้ายที่ถูกร้อยตุ่มน้ำ ท่านพ่อบอกว่าลู่พั่นแอบทำตอนท่านพ่อหลับ”
“เป็นเพราะพ่อ ลูกถึงได้?”
ซ่งฝูหลิงรีบขัดจังหวะ
“ท่านแม่ จะเป็นไปได้อย่างไร มีตั้งหลายเรื่อง ลูกจะพิจารณาแค่เรื่องที่เขาทำให้ท่านพ่อได้อย่างไร…
…อีกอย่าง ลูกไม่มีความสามารถเลี้ยงดูท่านพ่อ ท่านแม่เหรอ…
…จะฟ้าถล่มดินทลายหรือตกต่ำอย่างไร ลูกก็ดูแลคุณพ่อคุณแม่ได้ ไม่เคยหวังพึ่งพาคนอื่น”
ก็แค่ตอนนั้นนางยิ้ม เอามือปิดหน้า ฟังพ่อบ่น แต่กลับรู้สึกอบอุ่นหัวใจ
นับแต่นั้นมา พอได้เจอลู่พั่นอีกครั้งก็ทำใจแข็งไม่ลง
คำพูดหวานๆ นี้ เล่นเอาเฉียนเพ่ยอิงต้องแกล้งแซว “ลูกเคยเลี้ยงพ่อกับแม่ตั้งแต่เมื่อไรกัน ขนาดตัวเองยังไม่พอใช้”
แต่ในใจกลับเชื่อ
นางกับเหล่าซ่งไม่ได้ต้องการหรอก ถ้าอายุมากแล้ว ต้องการให้ลูกช่วยเหลืออะไร ลูกสาวนางเก่งกว่านาง มีความสามารถ
ดูอย่างตอนทำขนมเค้ก กลางค่ำกลางคืนไม่หลับไม่นอน ขนมปังดำก็ลองกินครั้งแล้วครั้งเล่า กินจนเจ็บคอก็ยังไม่ฟังคำเตือน อยากจะทำให้สำเร็จ
“ลูกแม่ ลูกไม่รู้ว่าวันนั้นหยางหมิงหย่วนมาพร้อมจดหมายรับรองที่แม่เขาเขียนว่าจะไม่มีการรับอนุภรรยาทั้งนั้น คุกเข่ารับรองต่อหน้าพ่อของลูก พ่อไม่ตอบ บอกให้เขากลับไป ปาถ้วยชาใส่หน้าเขา เพราะเขาเอาลูกไปเขียนเป็นหนังสือ”
ซ่งฝูหลิงบอกนางเดาได้ วันต่อมาพอได้ยินว่าพ่อไม่ได้ออกไปส่งหยางหมิงหย่วนก็เลยคิดไปในทางนั้น กอปรกับพ่อไปรับ-ส่งติดกันหลายวัน นางยิ่งแน่ใจ
รวมถึงเรื่องหยางหมิงหย่วนอาจเขียนจดหมายสารภาพรัก นางก็เคยคิดไว้
ไม่ได้เชื่อหยางหมิงหย่วน แต่เชื่อสายตาของพ่อนาง
…
ส่วนทางด้านซ่งฝูเซิง คุยกับท่านย่าหม่าเสร็จก็กลับห้อง ในที่สุดเฉียนเพ่ยอิงก็กลับมา
ทั้งสองคนแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน เวลากลางดึก จุดเทียนให้แสงสว่าง เอนตัวนอนคุยกันบนเตียง ตามองเพดาน
เฉียนเพ่ยอิงพูด “เหล่าซ่ง ครอบครัวของลู่พั่นสูงศักดิ์ขนาดนั้น คงไม่มีทางเขียนจดหมายรับรองว่าจะไม่รับอนุภรรยาหรือเปล่า”
ซ่งฝูเซิงตอบ “เขียนก็ไม่มีประโยชน์ ครอบครัวระดับนั้น ต่อให้อยู่กันไม่รอด แม้แต่หย่าก็ยังเป็นไปไม่ได้”
ปล่อยให้ตายดีกว่าให้หย่า
ตอนท่านย่าหม่าเล่าท่าทางมีความสุข บอกองค์หญิงใหญ่พอใจมาก แต่เขากลับยิ่งฟังก็ยิ่งกลุ้ม
มีคนรู้เยอะขนาดนี้ อัครเสนาบดีลู่ก็คงรู้แล้วด้วย
เฉียนเพ่ยอิงหันไปมองซ่งฝูเซิง “ดูเหมือนฝูหลิงจะเดาได้ว่าพวกเรากลุ้มใจเรื่องอะไร เมื่อครู่ก่อนแม่ออกมา อยู่ๆ ลูกก็พูดขึ้นมาว่า บนโลกนี้ไม่มีเรื่องไหนไม่เสี่ยง ทุกอย่างอาจเปลี่ยนไปในทางเลวร้ายได้ทั้งนั้น นางเองก็อาจกลายเป็นคนไม่ดีได้ ขึ้นอยู่กับว่าจะเชื่อหรือไม่”
“นางยังเด็ก ยังคิดไม่ไกลขนาดนั้น”
“ไม่เด็กแล้ว ยุคปัจจุบันก็อายุยี่สิบห้า ไม่ใช่สิบห้า…
…ตอนอยู่ยุคปัจจุบันก็รู้เยอะกว่าพวกเรา แค่พวกเราสองคนยังรู้สึกว่าเพิ่งทำงานไม่นานต้องปกป้องลูกไว้ก่อน…
…เรื่องนี้ทำให้ข้าได้รู้แล้วว่า มีแค่เราสองคนที่คาดไม่ถึง”
“เฉียนเพ่ยอิง อย่าเอาแต่พูดถึงยุคปัจจุบัน ที่นี่ถือกันมากเรื่องฐานะ”
“เช่นนั้นเจ้าจะเอาอย่างไร ไม่เห็นด้วยเหรอ เจ้าไม่เห็นด้วยคิดว่าจะจบเหรอ นี่ไม่ใช่คนที่พวกเราเลือกมาให้ลูกตัดสินใจ และก็ไม่ใช่หยางหมิงหย่วน แต่ลูกเลือกเอง อีกทั้งไม่ได้เลือกส่งเดช ยังจะมีผู้ชายคนไหนที่เรารู้จักนิสัยใจคอมากกว่าลู่พั่นอีกเหรอ”
ซ่งฝูเซิงลุกขึ้นมานั่ง “ ก่อนหน้านี้เจ้ายังบอกว่ารู้จักนิสัยใจคอของหยางหมิงหย่วน ตกลงเจ้าอยู่ฝ่ายไหนกันแน่”
เฉียนเพ่ยอิงก็ลุกขึ้นมานั่ง “ก็ตอนนั้นมีแค่หยางหมิงหย่วน ตอนนี้มีลู่พั่นมาเพิ่ม ก็ต้องแยกแยะว่าเทียบกับใคร สิ่งที่หยางหมิงหย่วนมี ลู่พั่นก็มีหมด สิ่งที่เขาไม่มี ลู่พั่นก็ยังมี”
คนนี้รูปหล่อชาติตระกูลดียิ่งกว่า เมื่อก่อนไม่กล้าแม้แต่จะคิด
พูดตามตรง ต่อให้เป็นยุคปัจจุบัน พวกเราก็ไม่กล้าคิดว่าจะมีคนแบบนี้เข้ามา
ซ่งฝูเซิงพยักหน้าพลางพูด “อืม ครอบครัวเขาเพียบพร้อมทุกอย่าง”
ก่อกบฏเลยสิ
ก็พร้อมทุกอย่างแล้วนี่
เล่นเอาเฉียนเพ่ยอิงโมโหมาก ทำไมกวนประสาทแบบนี้ กล้าพูดออกมาได้หมด
ถีบเข่าซ่งฝูเซิงไปหนึ่งที ซ่งฝูเซิงตัวเอียง “หุบปากไปเลย ลู่พั่นเป็นเด็กดี ทำไมเจ้าพูดถึงคนที่ลูกสาวเราชอบแบบนี้ เสียแรงที่เขาเป็นคนดีขนาดนั้น”
“เขาดีกับข้าจากใจจริงเหรอ มีจุดประสงค์ล่ะไม่ว่า”
“อยากแสดงความกตัญญู เป็นลูกเขยเจ้า แล้วทำไมจะทำแบบนั้นไม่ได้”
ทั้งสองคนเริ่มสับสนในจิตใจกันอีกรอบ
ตอนแรกก็กลุ้มใจที่ลูกสาวไม่มีแฟน
พอมีแล้วกลุ้มกว่า กลัวว่าถ้าแต่งออกไปแล้วเกิดดูคนผิดล่ะ อยู่กันไม่รอดล่ะ
ทั้งๆ ที่บังคับลูกไม่ได้ แต่ก็ยังอดเป็นห่วงไม่ได้ บางทีอาจต้องเป็นห่วงไปจนวันตาย
ครึ่งคืนหลัง ซ่งฝูเซิงหลับไปได้ครึ่งทางก็ลุกขึ้น เหม่อลอยอย่างเห็นได้ชัด
เวลานี้ดับเทียนในห้องไปนานแล้ว
เขาสวมเสื้อคลุมถอนหายใจอยู่ท่ามกลางความมืด
“ลูกสาวอาจไม่ได้ชอบลู่พั่น แค่รู้สึกว่าลู่พั่นค่อนข้างเหมาะสม…
…ไม่แต่งงานก็กลัวเราสองคนจะถูกคนครหา…
…เหมือนก่อนหน้านี้ที่พวกคนข้างนอกเอาไปนินทา…
…ข้ายอมรับ ฝูหลิงโตแล้วจริงๆ นางได้ยินคำนินทาพวกนั้นไม่พูดอะไร แต่ในใจกลับรู้ดี”
ในเวลาเดียวกัน
ลู่พั่นที่กำลังเร่งเดินทางทั้งคืนอยู่ที่แนวหน้า เขานั่งอยู่บนม้าเอามือลูบหู
ทหารตระกูลลู่เดินทัพยาวเหยียดเหมือนสายน้ำ มุ่งหน้าสู่เมืองฝูโจวก่อนฟ้าสาง