ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 825 เฝ้ารอ ไม่เจอกันนาน
ตอนที่ 825 เฝ้ารอ ไม่เจอกันนาน
อ๋องหมิ่นปฏิเสธให้ทูตเจรจาเข้าพบถึงสามครั้ง
ฮ่องเต้พิโรธหนัก มีราชโองการสั่งมาว่าให้เดินทัพโจมตีอย่างเต็มที่
มอบหมายให้แม่ทัพเหลียง พี่ชายคนโตวัยห้าสิบกว่าของพระสนมกุ้ยเฟยที่ประสบการณ์รบโชกโชนเป็นผู้นำทัพด้วยตัวเอง บุกเมืองฝูโจวที่เป็นเมืองสำคัญที่สุดในอาณาเขตปกครองของอ๋องหมิ่น
ขอแค่ตีเมืองนี้แตก ต่อให้อ๋องหมิ่นไม่ยอมแพ้ก็ต้องยอม
แต่กลับไม่คิดว่า กองทัพเหนื่อยล้า เดินทางมาพันลี้ ตีสามวันแล้วเมืองฝูโจวก็ยังไม่แตก
อีกทั้งสามวันที่ผ่านมาก็พ่ายแพ้อย่างต่อเนื่อง สูญเสียอย่างหนัก
กลับเป็นทหารข้าศึกที่ฮึกเหิม ต่อสู้อย่างไม่เหลือทางให้รอด เหล่าทหารของพวกเขาที่นำโดยแม่ทัพผู้โด่งดัง ได้เอาชีวิตไปทิ้งในเมืองฝูโจวอย่างไม่ขาดสายดุจสายน้ำ
ชั่วขณะนั้น
เสียงแตรสงคราม เสียงตะโกนฆ่าฟัน เสียงฝีเท้าม้า เสียงดาบกระทบกัน ดังกึกก้องไปทั่วแผ่นดินฝูโจว
เหล่าทหารเหยียบซากศพของสหายร่วมทัพเข้าไปต่อสู้
ไม่นานชีวิตของเด็กหนุ่มจำนวนมากก็ได้จบลงไปทีละคน พวกเขากลายเป็นฐานให้ทหารกลุ่มต่อไปเหยียบ
หน้าประตูเมืองฝูโจวมีซากทหารกองเป็นชั้นๆ อบอวลไปด้วยกลิ่นคาวเลือด
แม่ทัพกวนที่กล้าหาญที่สุดในบรรดาลูกน้องของแม่ทัพเหลียง นำทัพอยู่หน้าสุด ปีนบันไดขึ้นไปโดยไม่สนพายุลูกธนูที่สาดกระหน่ำ ไม่สนศัตรูที่โจมตีด้วยลูกไฟ “ห้ามถอย บุกเข้าไป!”
แต่ในใจกลับรู้ดีว่า นี่อาจเป็นสงครามครั้งสุดท้ายของเขาแล้ว
เขากลับบ้านไม่ได้แล้ว
ในขณะที่แม่ทัพเหลียงก็น้ำตาคลอ ฟังลูกน้องรายงานว่ามีรองแม่ทัพอีกหกคนที่ชำนาญการรบได้ตายอยู่ที่นี่แล้ว รู้สึกว่าตัวเขาครั้งนี้ก็ต้องพ่ายแพ้กลับไป
ลมพัดเมฆเปลี่ยน แต่ฟ้าไม่เปลี่ยน
ทันใดนั้นได้เห็นฝุ่นคละคลุ้งอยู่ไกลๆ
แม่ทัพเหลียงเดินออกจากกระโจมค่าย มองไปด้วยความรู้สึกเหลือเชื่อ
ทหารเดินมาเป็นกองทัพ ในมือมีโล่ที่ผูกธงแดงของกองทัพตระกูลลู่ ปรากฏตัวในดินแดนของอ๋องหมิ่นแห่งนี้
ตามาด้วยขบวนปืนใหญ่ที่แข็งแกร่งเกินใคร
เสียงทัพม้าที่ฮึกเหิมของกองทัพตระกูลลู่
ตรงกลางสุดก็คือลู่พั่น แม่ทัพหน้าหยกที่คลุกคลีอยู่ในสนามรบมานานแรมเดือนแรมปี ข้าศึกแค่ได้ยินชื่อก็ต่างหวาดกลัว
ช่วงสองปีนี้ แม่ทัพลู่มีกลยุทธ์การทำสงครามที่เหนือกว่าพ่อของเขา หลายครั้งที่บุกเข้าไปอย่างเด็ดเดี่ยว
โจมตี สู้กลับ บุกขย้ำ ไล่ตาม กวาดต้อนมานับพันลี้
ไล่บุกตีเมืองน้อยใหญ่ตามทางมากว่าเจ็ดสิบเมือง ไม่เคยพ่ายแพ้
ได้ยินว่าสาเหตุที่เขามีผลงานการรบมากมายเป็นเพราะกองทัพตระกูลลู่ทำศึกโหดเหี้ยมเด็ดขาด หามีใครเทียบได้ไม่ในช่วงเกือบร้อยปีนี้
สายลมในฤดูใบไม้ผลิพัดโชย เสียงกลองรบดังอึกทึก กองทัพตระกูลลู่ไม่เคยเกรงกลัวใคร
กองทัพตระกูลลู่เข้าร่วมสงครามครั้งใหญ่ที่โหดเหี้ยมและรุนแรงที่สุดครั้งนี้ด้วยใจที่ฮึกเหิม
ผ้าผูกผมสีแดงบนศีรษะลู่พั่นที่สีตกจนซีด ปลิวไปตามลม
เขาขี่ม้าขึ้นหน้า นำทัพอีกครั้ง
บ้านเมืองระส่ำระสาย แผ่นดินแตกแยก ไม่เป็นหนึ่งเดียว สำหรับแม่ทัพแล้วนั้น เท่ากับไม่มีบ้าน
เกิ่งเหลียงอยู่หน้าสุดบุกเข้าไปด้วยดวงตาที่แดงก่ำ ทหารตระกูลลู่ถูกฝึกมาอย่างมีระบบ ไม่เพียงแต่จะไปวางพาดบันไดอย่างรวดเร็ว ยังแบ่งงานกันทำ ทหารหลายคนใส่ตีนแมวปีนขึ้นกำแพง
แม่ทัพเหลียงให้ความสำคัญกับแม่ทัพกวนมาก ขณะที่แม่ทัพกวนเกือบตกเพราะบันไดถูกเผา เกิ่งเหลียงก็โยนเชือกไปให้เขาไว้ได้ทัน
ทหารตระกูลลู่แต่ละกลุ่มผูกดินระเบิดไว้กับตัว หลบพายุลูกธนูบุกเข้าประตูเมือง
“ยิง”
เสียงปืนใหญ่ดังสนั่นหู
“ลุย!”
ทหารตระกูลลู่จำนวนมากช่วยกันพังประตูเมือง
เหรินจื่อฮ่าวอยู่ข้างลู่พั่นดวงตาแดงก่ำยิ่งกว่า นั่งอยู่บนม้าคอยคุ้มกันอยู่กับองครักษ์คนอื่น ดาบในมือไม่ขยับ ขี่ม้าเข้าไปตัดคอข้าศึกได้ตัด
เมื่อมีทหารตระกูลลู่ที่บุกเข้าไปอย่างกล้าหาญ ทหารของแม่ทัพเหลียงก็มีใจสามัคคีแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน สู้เพื่อเหล่าสหายที่ถูกฆ่าตาย “ฆ่ามัน!”
ไม่รู้ว่าเป็นแสงยามอาทิตย์อัสดงที่ปกคลุมผืนดิน หรือเป็นสีแดงจากการนองเลือด
ประตูเมืองพังแล้ว
บนกำแพงเมืองก็ปรากฏทหารของกองทัพลู่กับกองทัพเหลียง
พวกเขากำลังต่อสู้กับข้าศึก พวกเขากำลังใช้ดาบฟาดฟันไม่ใครก็ใครต้องตายกันไปข้าง เมื่อมีใครล้มลงก็จะมีเพื่อนทหารจำนวนมากกว่าปีนขึ้นมา
ปืนใหญ่ของกองทัพลู่เกือบระเบิดกำแพงเมืองเป็นรูใหญ่
สมกับคำพูดที่ว่า เสียงลั่นกลองรบมาแต่ไกล เพียงเงาก็พาให้ใจหวาดหวั่น
สงครามใหญ่ที่ยืดเยื้อมาสี่วันจนเกือบพ่ายแพ้ หลังจากกองทัพลู่เข้ามาช่วยได้ครึ่งวันสถานการณ์ก็พลิกผัน
สงครามครั้งนี้ได้ถูกขุนนางทูตบันทึกลงบันทึกประวัติศาสตร์ กลายเป็นแบบฉบับของสงครามขั้นสูง
ลู่พั่นยืนอยู่บนปราการเมืองฝูโจว แกะผ้าผูกผมสีแดงมาผูกไว้ที่ข้อมือ ถอดหน้ากากที่ปกปิดใบหน้าไว้ ฟังเสียงโห่ร้องด้วยความดีใจของเหล่าทหาร พอหันมากลับมีรอยยิ้มที่เหนื่อยล้า
อ๋องฉีปลิดชีพตัวเองที่ดินแดนของอ๋องหมิ่น
พออ๋องหมิ่นทราบข่าว กลับเป็นฝ่ายร้องขอเจอขุนนางทูต
เพื่อลูกชาย เขาไม่มีทางฆ่าตัวตาย มีแต่จะยอมจำนนต่อน้องชายที่เคยดูแคลนมากที่สุด หรือก็คือฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน
“ทูลฝ่าบาท กองทัพตระกูลลู่ให้ความช่วยเหลือกองทัพตระกูลเหลียง ปราบข้าศึกได้สำเร็จพ่ะย่ะค่ะ”
“ทูลฝ่าบาท ทัพหน้าคว้าชัย แผ่นดินรวมเป็นหนึ่งแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”
ข่าวด่วนมาถึงเมืองหลวงตอนที่กำลังประชุมราชสำนัก
บรรดาขุนนางต่างคุกเข่า พากันตะโกนว่าทรงพระเจริญ ตื่นเต้นดีใจยากจะเอื้อนเอ่ย
ฮ่องเต้ฟังเรื่องเกี่ยวกับศึกครั้งนี้จบก็มือสั่น ลุกจากบัลลังก์มังกร เข้าไปประคองอัครเสนาบดีลู่ที่กำลังหลั่งน้ำตา
“ท่านลุงเขย”
อัครเสนาบดีลู่สะอื้นไห้ หลังงองุ้ม ส่ายหน้าไม่หยุด
อยากพูดว่า ไม่ได้พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท
แต่เขาในเวลานี้พูดไม่ออกแม้แต่คำเดียว
ในใจเต็มไปด้วยความรู้สึกเห็นใจและสงสารหลานชาย
ขอบคุณสวรรค์
ลูกชายของเขาตายไปแล้ว ขอบคุณสวรรค์ที่ให้หลานชายของเขาปลอดภัย สงครามที่ยาวนานนี้จบลงสักที หลานชายไม่ต้องลงสนามรบอีกแล้ว
ฮ่องเต้เห็นลุงเขยเป็นแบบนี้ เขาก็กำลังกลั้นน้ำตาเช่นกัน
เขาเป็นฮ่องเต้ ใช่ว่าอยากจะร้องไห้ก็ร้องได้ หลั่งน้ำตาได้แค่ไม่กี่เรื่องเท่านั้น
เรื่องอื่น โอรสสวรรค์กันแสง ราษฎรมีภัย
ท่านตาของลู่พั่นก้มหัวคำนับ เสียอาการยิ่งกว่าอัครเสนาบดีลู่ น้ำตาร่วงหล่นบนพื้นอยู่เงียบๆ
…
วันนี้แม่ทัพเหลียงจัดงานเลี้ยงใหญ่โตที่เมืองฝูโจวเพื่อตอบแทนเหล่าทหาร
พอดื่มเยอะ เขาที่คุยกับลู่พั่นเป็นการส่วนตัวก็พูดเยอะตามไปด้วย
ความหมายก็คงหนีไม่พ้น “พ่อของเจ้าเป็นแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ บอกตามตรง เมื่อก่อนข้าไม่ได้รู้สึกนับถือ…
…แต่กับเจ้า ลู่หมินหรุ่ย คนรุ่นใหม่เก่งกว่าคนรุ่นเก่า…
…เก่งกว่าข้า เก่งกว่าแม่ทัพรุ่นก่อน”
แม่ทัพเหลียงแสดงให้เห็นว่าเขารู้สึกนับถือจากใจ
วันนี้ฮ่องเต้มีราชโองการส่งไปยังหลายเมือง
เล่ารายละเอียดที่อ๋องหมิ่นยอมจำนน
บอกแก่ราษฎรว่า บ้านเมืองรวมเป็นปึกแผ่น ร่วมฉลองทั้งแผ่นดิน อภัยโทษครั้งใหญ่ งดการเกณฑ์ทหารและเก็บส่วยหนึ่งปี
หลังจากที่ราชโองการนี้ออกไปก็ยังมีอีกราชโองการที่จะประกาศแก่คนทั้งแผ่นดิน
อัครเสนาบดีลู่กับมหาบัณฑิตท่านตาของลู่พั่นเกือบหลั่งน้ำตาอีกครั้งหลังเลิกประชุมราชสำนัก คราวนี้เป็นเพราะตกใจ ไม่ใช่ตื่นเต้นดีใจ
เหล่าฮูหยินของจวนลู่รีบเปลี่ยนไปใส่ชุดองค์หญิงใหญ่แล้วเข้าวังหลวง อยากขวางราชโองการนี้
ฮ่องเต้ยืนอยู่ในตำหนักไท่เหอ พูดกับเสด็จป้าของเขาว่า
“ข้ามีวันนี้ได้ หากไม่ได้เสด็จป้าช่วยสนับสนุนในวันนั้น ไม่มีท่านลุงเขยช่วยประคับประคองงานหลวงมาหลายสิบปี ไม่มีน้องชายที่ช่วยทำสงครามมาหลายสิบปีจนกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิตเขาก็ยังทำสงครามเพื่อข้า ข้าไม่มีทางมีวันนี้…
…หมินหรุ่ยสร้างผลงานที่ยิ่งใหญ่ ข้าจะแต่งตั้งเขาเป็นชินอ๋อง ไม่เหมาะสมตรงไหนกัน”
สุดท้ายเหล่าฮูหยินก็ต้องพ่ายแพ้กลับไป
นางพ่ายแพ้ต่อคำพูดของฮ่องเต้ที่ว่า
‘ข้าไม่มีญาติที่ไหนอีกแล้ว’
ราชวงศ์มีเครือญาติที่แท้จริงที่ไหนกัน ในบรรดาญาติจริงๆ ที่เหลืออยู่ ด้วยคุณูปการของตระกูลลู่ที่สร้างไว้สามรุ่น ด้วยสถานะขององค์หญิงใหญ่ ลู่พั่นเป็นชินอ๋องได้อย่างสมเกียรติ
นามอวี้
ฮ่องเต้เขียนยศพระราชทานให้ด้วยตัวเอง แต่งตั้งลู่พั่นเป็นอ๋องอวี้ คงความเจริญรุ่งเรือง โชติช่วงสว่างไสว