ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 826 อย่าพูดพล่ามไร้ประโยชน์ ข้าแค่อยากกลับบ้าน
ตอนที่ 826 อย่าพูดพล่ามไร้ประโยชน์ ข้าแค่อยากกลับบ้าน
ขุนนางทุกคนในราชสำนักต่างดีใจกันเหลือเกิน
ตอนนี้บ้านเมืองรวมเป็นปึกแผ่น ในที่สุดก็ได้บันทึกลงหน้าประวัติศาสตร์ พวกเขาคิดว่าสามารถเรียกตัวเองได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของผลงานนี้
แต่เมื่อฮ่องเต้ประกาศแก่ราษฎรว่าแต่งตั้งลู่พั่นเป็นอวี้ชินอ๋อง ทุกคนต่างตกตะลึง
หา?
หืม อะไรนะ
แล้วตระกูลลู่ว่าอย่างไรบ้าง
องค์หญิงใหญ่เพิ่งออกจากวังหลวง
ได้ยินว่าองค์หญิงใหญ่ใจเย็นมาก หลังจากเกลี้ยกล่อมฮ่องเต้ด้วยความจริงใจเสร็จ ตอนออกจากวังหลวงมีสีหน้าสุขุม สุดท้ายก็รับไว้
องค์หญิงใหญ่คนนี้กล้ารับอดีตฮ่องเต้ออกไปขณะที่เกิดความโกลาหล กล้าสนับสนุนฮ่องเต้องค์ปัจจุบันให้ขึ้นครองราชย์ ไม่ว่าเมื่อไรก็มีสีหน้าสุขุมใจเย็น ไม่ประหลาดใจ
กลับเป็นอัครเสนาบดีลู่ที่ปฏิเสธทั้งน้ำตา แสดงความจำนงขอลาออกจากตำแหน่งถึงสองครั้ง
แต่ละจวนพอทราบข่าวที่กล่าวมา
บ้างก็ขอบตารื้น
ตระกูลลู่ จวนเจ้าหอบเอาข่าวดีไปหมดเลยนะ
จวนเจ้าถูกแต่งตั้งจนแต่งตั้งไม่ได้แล้วใช่หรือเปล่า อีกอย่างฮ่องเต้ พระองค์จะแต่งตั้งหรือไม่แต่งตั้งจวนลู่แล้วหรือไม่นั้น ถึงอย่างไรพระองค์ก็อยู่เหนือพวกเขาอยู่แล้ว
ฝ่ายที่ไม่ยินดียินร้ายมากที่สุดก็คือครอบครัวทางฝ่ายฮองเฮาองค์ก่อน
จวนที่จนปัญญามากที่สุดคือจวนเหลียง ครอบครัวฝ่ายพระสนมกุ้ยเฟย ต่อไปเวลาอวี้อ๋องไปไหน จวนเหลียงยิ่งต้องหลบให้ตระกูลลู่
บ้างก็คุยกันด้วยความประสงค์ร้าย
และยังมีคนที่สงสัยหลังจากคิดไม่ดี
คงไม่ถึงกับว่าเพิ่งรวมบ้านเมืองเป็นปึกแผ่นก็จะจัดการเอาขึ้นเตาย่างหรือเปล่า อย่างไรเสียทุกการกระทำของตระกูลลู่ก็อยู่ในสายตา
ผลงานของอัครเสนาบดีลู่กับมหาขุนพลลู่คงไม่ต้องพูดถึง แถมอัครเสนาบดีลู่ก็มีชื่อเสียงเรื่องความสุขุม ถ่อมตัว
เรามาพูดถึงแค่อ๋องอวี้สดๆ ใหม่ๆ คนนี้ ตอนที่ผู้บัญชาการคนอื่นออกไปรบเพื่อบ้านเมือง มากน้อยย่อมมีเหตุการณ์ที่ว่า ‘ตัดสินใจยามฉุกเฉินได้โดยไม่ต้องรอคำสั่งจากฮ่องเต้’
แต่อ๋องอวี้คนใหม่นี้กลับหัวรั้น ขึ้นชื่อที่สุด เกือบอดตายอยู่ที่แนวหน้า
แต่เล็กจนโตลู่พั่นเป็นแบบอย่างของลูกหลานในตระกูลสูงศักดิ์
เจ้านายของแต่ละจวนพอเห็นลู่พั่น ดูสิเก่งทั้งบุ๋นและบู๊ มีมารยาท แล้วมาดูลูกหลานตัวเองที่ไม่เอาไหน อย่าไปพูดถึง
หนึ่งในคนที่คาดเดาอยู่ในใจตลอดก็คือมหาบัณฑิตเมิ่ง
ใต้เท้าเมิ่ง หลังจากหายตะลึงอยู่ในจวน เขาก็ทั้งรู้ทั้งเข้าใจกระจ่างแล้ว เขาคิดว่าก็ไม่เห็นจำเป็นต้องตกใจขนาดนี้
อย่างไรเสียพ่อของลู่พั่นก็เป็นมหาขุนพลลู่ ก่อนหน้านี้เรียกอะไร มหาขุนพล อ๋อง
ฟังดูแล้วกัน มหาขุนพลเป็นตำแหน่งขุนนาง แล้วอ๋องน่ะมาจากไหน
ถ้าไม่ติดว่ากลัวฮ่องเต้รังเกียจ เขาคงไปบอกฮ่องเต้นานแล้วว่ามันไม่ตรงตามกฎ
แต่ตอนนี้มาดูเรื่องนี้อีกทีสิ
พูดได้เพียงว่า แต่ก่อนนี้ที่ยังไม่รวมบ้านเมือง ฮ่องเต้เป็นเพียงแค่อ๋องคนหนึ่ง ต่อมา อืม ตอนนั้นเขายังคงจิตใจคับแคบ
ตอนนั้นคิดว่าฮ่องเต้ให้คำมั่นแต่งตั้งเพื่อสื่อเป็นนัยๆ อยากให้ตระกูลลู่ มหาขุนพลลู่ ตั้งใจทำงานมากกว่าเดิม
แต่กลับนึกไม่ถึงว่า มหาขุนพล อ๋อง สิ่งเหล่านี้เป็นคำสัญญาของโอรสสวรรค์ ตรัสแล้วไม่คืนคำ
บัดนี้มหาขุนพลไม่อยู่แล้ว ยศอ๋องก็เลยตกเป็นของแม่ทัพลู่บุตรชายของเขา เพื่อเป็นการระลึกถึงและอาลัยต่อมหาขุนพล
กอปรกับตอนนี้องค์หญิงใหญ่เป็นพระญาติที่ใกล้ชิดมากที่สุด คนที่เหลือบ้างก็ตาย บ้างก็พิการ ขุนนางจงเจิ้ง[1]งานน้อยที่สุดแล้วในบรรดาขุนนางราชสำนักอย่างพวกเขา ไม่มีคนให้ต้องดูแลเท่าไร
ตระกูลลู่สามรุ่นมีทายาทสืบสกุลไม่มาก
แต่กลับจงรักภักดีต่อราชสำนัก หลั่งเลือดปูทาง
แบบนี้คือฮ่องเต้อยากให้ตระกูลอยู่ยืนยาว เพื่อเป็นการปลอบโยนมหาขุนพลที่ต้องเสียชีวิตไปก่อนวัยอันควร
“ฝ่าบาท กระหม่อมขอดื่มให้พระองค์” ใต้เท้าเมิ่งหยิบจอกเหล้าขึ้นมาแล้วพูดกับตัวเอง
ยิ่งรู้สึกว่าตอนนั้นที่ตัวเองติดตามฮ่องเต้องค์นี้เป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว
ในเวลานี้ฮ่องเต้ก็กำลังดื่มสุราเช่นกัน
ฮ่องเต้หันหน้าเข้าหาแผนที่ที่แขวนอยู่บนกำแพง มองภูเขา แม่น้ำที่ยึดกลับมาได้ ดื่มสุราเพียงลำพัง
นั่นคือสถานที่ที่ไกลที่สุดที่ข้าเคยไปตอนอายุครบยี่สิบปี
เป็นบ้านเกิดของเสด็จแม่
เสด็จป้าบอกว่านั่นคือสถานที่ที่เสด็จพ่อมักเสด็จเป็นการส่วนพระองค์สมัยหนุ่มๆ
มองเมืองเล็กๆ แห่งหนึ่งที่อยู่ทางตอนใต้ของแม่น้ำ ตรงนั้นเป็นบ้านเกิดบรรพบุรุษของอัครเสนาบดี
เมืองเล็กๆ แห่งนี้คือเมืองที่ลู่พั่นพาทหารไปยึดกลับคืนมา
หลี่เต๋อไฉรับใช้อยู่ข้างๆ ขอบตารื้น พยายามกลั้นน้ำตาไว้
ผ่านมาสิบกว่าปีแล้ว ฆ่าฟันนองเลือด ในที่สุดฟ้าที่อยู่เหนือหัวก็สว่างสดใสสักที
วังหลัง
ฮ่องเต้เดินออกมาจาก ‘ตำหนักเฉิงเฉียน’ ของพระสนมกุ้ยเฟยด้วยสีหน้าที่ไม่สู้ดีนัก
หลี่เต๋อไฉคอยสังเกตสีหน้า พลางแอบส่ายหน้าอยู่ในใจ พระสนมกุ้ยเฟยมีคำพูดยินดีอยู่ไม่น้อย แต่ตอนที่พูดถึงเรื่องตกรางวัลให้จวนลู่ กลับพูดคำที่ไม่น่าฟังทำให้ฝ่าบาททรงกริ้ว
ขอบังอาจสั่งสอนหน่อยเถอะ พระสนมกุ้ยเฟยไม่จำเป็นต้องทำเช่นนี้เลยจริงๆ องค์ชายห้าพระโอรสของพระองค์เพิ่งจะอายุเก้าขวบ
องค์ชายใหญ่กับองค์ชายรองเกิดจากฮองเฮาองค์ก่อน คนหนึ่งเกิดได้ไม่ถึงสองขวบก็ตาย อีกคนห้าขวบ ตอนนั้นฮองเฮาองค์ก่อนยังเป็นพระชายาอ๋องเยี่ยน ไม่นานก็จากโลกนี้ไป
องค์ชายสามกับองค์ชายสี่ คนหนึ่งอายุสิบเจ็ด อีกคนอายุสิบหก แต่พระมารดาสถานะต่ำ เทียบกับครอบครัวฝ่ายพระสนมกุ้ยเฟยไม่ได้
ยิ่งไปกว่านั้น มารดาขององค์ชายสามเสียชีวิตไปนานแล้ว ดูจากที่ก่อนหน้านี้ฮ่องเต้พระราชทานงานอภิเษกสมรสให้องค์ชายสามก็รู้ ตระกูลพ่อตาแม่ยายไม่ได้มีหน้ามีตา จึงไม่พิถีพิถันมาก
ส่วนพระมารดาขององค์ชายสี่จัดอยู่ในประเภทสบายเพราะลูก พอฮ่องเต้ย้ายกลับมาเมืองหลวงก็แต่งตั้งเป็นพระสนมจิ้งเฟย
อายุมากสุดในวังหลัง สวดมนต์ไหว้พระทุกวัน
ทั่วทั้งราชสำนักต่างรู้ว่า พระนางจิ้งเฟยสวดมนต์อธิษฐานมานาน องค์ชายสี่ที่ร่างกายอ่อนแอตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ถึงได้แข็งแรง องค์ชายสี่มักมีอาการหอบ พระนางจิ้งเฟยจึงคาดหวังว่าพอถึงเวลาฮ่องเต้จะพระราชทานคู่อภิเษกที่มีบุตรง่ายให้องค์ชายสี่ เพื่อให้บุตรชายของนางได้มีลูกเต็มบ้านหลานเต็มเมือง
ไม่เคยมีจิตใจที่คิดแก่งแย่งชิงดี ทุกครั้งที่พบหน้าฝ่าบาทก็มักจะถามแค่ว่าบุตรสาวของขุนนางใหญ่คนไหนบ้างที่สุขภาพแข็งแรง
เอาแค่เรื่องนี้ หลี่เต๋อไฉรู้ดีที่สุด อย่าเห็นว่าองค์ชายสี่เพิ่งอายุย่างสิบหก แต่ฮ่องเต้ก็กลุ้มเรื่องแต่งงานมากพอสมควร
ส่วนลูกคนหลังๆ ตายตั้งแต่ยังไม่เกิด บุตรของโอรสสวรรค์เลี้ยงยาก ชาวบ้านต่างรู้หลักการข้อนี้
องค์ชายห้าเกิดมา จนถึงบัดนี้อายุเก้าขวบ อีกทั้งร่างกายยังแข็งแรง มีลุงเป็นแม่ทัพเหลียง
สรุปว่าจากมุมมองของเขา คนที่ไม่ควรแสดงความคิดเห็นเรื่องอ๋องอวี้มากที่สุดก็คือพระสนมกุ้ยเฟย
ดูเอาแล้วกัน ทำฮ่องเต้โมโหจนต้องมากราบไหว้พูดความในใจกับอดีตฮองเฮาที่ตำหนักเจี้ยนฝู
ฮ่องเต้พูดอยู่สักพัก แม้แต่เขาก็ไม่ต้องเข้าไปคอยรับใช้ข้างกาย
ต่อมาหลี่เต๋อไฉก็ไปยืนเหม่อเป็นเพื่อนฮ่องเต้ที่หน้าตำหนักฉือหนิงที่ว่างเปล่า
ไปห้องทรงพระอักษร มองบรรดาพระโอรสวัยเยาว์อยู่สักพัก
จนกระทั่งฟ้ามืดไปที่ตำหนักจงชุ่ยของพระสนมหลิวซูเฟย สีหน้าของฮ่องเต้ถึงได้ดีขึ้นมาก
พระสนมหลิวซูเฟยรู้จักพูดคุย ก่อนอื่นแสดงความยินดีกับฮ่องเต้ก่อน ตื่นเต้นดีใจจนต้องเอาผ้าเช็ดหน้าซับน้ำตา ทั้งยังสื่อความนัยโดยทำเหมือนคุยเรื่อยเปื่อยกับฮ่องเต้ รู้สึกนับถือตระกูลลู่มากมาตลอด นับถือตั้งแต่ตอนอยู่บ้านตัวเอง พูดจบก็ยิ้ม หม่อมฉันไม่ค่อยเข้าใจเรื่องในราชสำนัก
จึ๊ หลี่เต๋อไฉหัวเราะในใจพลางคิด คนผู้นี้หัวแหลมยิ่งนัก แสดงออกว่าวังหลังไม่ยุ่งงานบ้านงานเมือง จากนั้นอะไรที่ควรพูดก็พูดออกมาไม่น้อย และประเด็นสำคัญที่สุดคือองค์ชายที่เกิดจากนางเพิ่งอายุสี่ขวบ
นั่นสินะ ต้องผูกมิตรกับตระกูลลู่ไว้ อ๋องอวี้ไม่ใช่อ๋องที่ไร้สาระไปวันๆ แต่เป็นชินอ๋องที่มีตำแหน่งแม่ทัพ
นอกจากนี้ในสายตาของหลี่เต๋อไฉ ฮ่องเต้มองอวี้อ๋องเป็นเหมือนหลานชายแท้ๆ
ถึงได้มีราชโองการให้สืบทอดยศสามรุ่น สั่งคนไปจัดการดูแลเรื่องต่างๆ ของจวนอ๋องให้เรียบร้อย ถนนทั้งเส้นทางตะวันตกของเมืองหลวงเป็นจวนอวี้อ๋องทั้งหมด
เนื่องจากฮ่องเต้เคยมีปมเรื่องพระราชทานอาณาเขต บ้านเมืองแบ่งแยกเพราะเกิดจากการแบ่งอาณาเขตปกครอง
ดังนั้นการแต่งตั้งอ๋องอวี้ในครั้งนี้คือ แต่งตั้งแต่ไม่แบ่งที่ มียศแต่ไม่ปกครอง ได้เงินแต่ไม่ต้องดูแล
ความหมายคือ จะไม่มีการยกดินแดนให้ มียศก็จริง แต่ห้ามปกครองราษฎร ให้ขุนนางท้องถิ่นดูแลตามเดิม เพียงแต่หลังจากจัดเก็บภาษีส่งให้กรมคลังแล้ว อาณาเขตไหนที่แบ่งให้อ๋องอวี้ หนึ่งในสามของภาษีที่เก็บได้กรมคลังก็จะโอนเข้าไปในชื่อของอ๋องอวี้
ฮ่องเต้บอกว่า ต่อไปชินอ๋องกับจวินอ๋องก็จะเป็นแบบนี้หมด
สาเหตุมาจากว่า เดิมทีฮ่องเต้อยากแบ่งดินแดนทางตอนใต้ของแม่น้ำที่ยึดกลับคืนมาได้ให้อ๋องอวี้ส่วนหนึ่ง แต่องค์หญิงใหญ่ปฏิเสธ
ทางตอนใต้ของแม่น้ำเป็นดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ที่สุด ฮ่องเต้ไม่จำเป็นต้องทำแบบนี้
ตอนนั้นหลี่เต๋อไฉอยู่ด้วย มองออกว่าฮ่องเต้อยากให้ส่วนที่ดีแต่กลับจนปัญญา ตระกูลลู่ถ่อมตัวเกินไป ก็จริง ไม่ว่าอะไรก็เป็นเพียงส่วนเกินสำหรับตระกูลลู่ทั้งนั้น
สุดท้ายตอนพูดถึงเรื่องแบ่งภาษีหนึ่งในสามของหวงหลงให้อ๋องอวี้ ถ้าเขาสังเกตสีหน้าไม่ผิดล่ะก็ ดูเหมือนองค์หญิงใหญ่จะพอใจพื้นที่นี้มาก
ส่วนอ๋องอวี้ที่อยู่แนวหน้าในเวลานี้กลับไม่รู้เรื่องอะไร
เขารบชนะเสร็จ เขียนฎีกาอยากกลับเมืองหลวง โยนงานทุกอย่างให้แม่ทัพเหลียง จากนั้นก็นอนอย่างไม่รู้เดือนรู้ตะวัน
ถ้าฮ่องเต้อนุญาต เขายังต้องเร่งเดินทาง
ซุ่นจื่อวิ่งมาด้วยความร้อนใจจนหัวโขกประตู ล้มลุกคลุกคลานจนเข้ามาในห้องได้ “คุณชาย คุณชาย ไอ๊หยา คุณชายกลายเป็นท่านอ๋องแล้ว”
ลู่พั่นลืมตาเล็กน้อย สะลึมสะลือ “หืม?” งงนิดหน่อย คิดว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นเสียอีก ฟังจบก็ “อ่อ” แล้วหลับตาลงอีกครั้ง
“คุณชาย อย่าเพิ่งหลับสิขอรับคุณชาย” ทำไมมีท่าทีแบบนี้ล่ะ
ฟังข้าซุ่นจื่อพูดอยู่หรือเปล่า คุณชายเป็นอ๋องแล้ว มีชินด้วยนะ ชินอ๋อง
อีกอย่างมีคนจากกรมพิธีการมารอประกาศ ตอนนี้แม่ทัพเหลียงรับรองอยู่ แม่ทัพเหลียงบอกให้คุณชายรีบออกไปรับราชโองการ
[1] ขุนนางที่รับหน้าที่ดูแลภารกิจของเชื้อพระวงศ์