ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 829 คนบางคนพลาดแล้วไม่หวนกลับมาอีก
ตอนที่ 829 คนบางคนพลาดแล้วไม่หวนกลับมาอีก
เรื่องสู่ขอ ทำให้ฮ่องเต้มีภาพจำต่อขุนนางซ่งฝูเซิงของเขาไปอีกแบบ
นั่นคือ
ไม่ว่าจะมีสถานะอะไร ถ้าขุนนางซ่งของเขาคิดว่าเจ้าใช้ไม่ได้ ก็ไม่ยกลูกสาวให้ทั้งนั้น
ถ้ากล้าใช้ไม้แข็งก็จะสู้ตายเอาให้สถานการณ์ของทั้งสองฝ่ายเข้าหน้ากันไม่ติด
แต่เนื่องจากตระกูลลู่ไม่ใช่ตระกูลที่ทำอะไรไร้เป้าหมาย
พูดแบบนี้ได้ ทำให้อวี้ชินอ๋องคุกเข่าต่อหน้าเขาได้ พูดด้วยความลังเลไม่ค่อยแน่ใจ มีความเป็นไปได้ที่จะถูกปฏิเสธ นี่ก็หมายความว่าไม่ได้มาเล่นๆ
ทำให้ลู่พั่นที่เคยนำทัพโดยไม่หวั่นว่าศัตรูจะมีจำนวนมากกว่าต้องดูจนตรอกและใช้พลังเยอะขนาดนี้
พูดตามตรง เดิมทีตอนแรกที่ฮ่องเต้ได้ยินเรื่องตระกูลลู่ถูกใจบุตรสาวครอบครัวผู้ว่าฯ ซ่ง ก็ไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่
ติดตรงที่เสด็จป้า ติดตรงที่อัครเสนาบดีลู่ และคำนึงถึงหลายๆ ด้าน เขาถึงได้อนุญาต
สาเหตุข้อแรก เพราะไม่เคยมาบอกเขาแต่แรก เห็นข้าเป็นอะไร ข้าไม่คู่ควรที่จะได้รู้ก่อนเหรอ
ข้อสองคือ ขุนนางซ่ง ขุนนางมีฝีมือที่เขายังไม่เคยพบหน้าก็รู้สึกพอใจมาก ลู่หมินหรุ่ยเป็นอวี้ชินอ๋องที่เขาแต่งตั้งเอง จุดนี้…เอาเป็นว่า ต่อให้ดูเรื่องฐานะ บุตรสาวตระกูลซ่งก็ไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีที่สุด
ส่วนข้อสาม
เขาถูกพระสนมจิ้งเฟยเซ้าซี้ อันที่จริงเคยเกิดความคิดจริงๆ ปัญหาเรื่องคู่ครองขององค์ชายสี่ เขาเคยพิจารณาบุตรสาวของขุนนางซ่ง
อย่างไรเสียเขาเชื่อว่าบุตรสาวของขุนนางซ่งน่าจะร่างกายแข็งแรง
ประวัติก็มีให้เห็นอยู่
ถึงแม้จะไม่ถึงขั้นเป็นวีรบุรุษอะไร แต่ขุนนางซ่งก็เคยผ่านการลี้ภัยมาก่อน
สตรีที่เดินเท้ามากับพ่อได้ไกลถึงเมืองเฟิ่งเทียน อีกทั้งก่อนสอบจอหงวนยังเคยทำสวน เพาะปลูก มีเหรอที่ร่างกายจะอ่อนแอ
ส่วนองค์ชายสี่ของเขา มีอาการหอบมาแต่กำเนิด ยามอาการกำเริบมีหมอหลวงอยู่ก็ไม่มีปัญหาอะไร
ยิ่งไปกว่านั้น เป็นบุตรแห่งโอรสสวรรค์
หากว่ากันด้วยเรื่องบุคลิกการวางตัว สิ่งสำคัญที่สุดคือนิสัย มีความใจกว้างแบบพระมารดา
ไม่มีทางแสดงท่าทีที่ไม่เคารพต่ออดีตของขุนนางซ่ง ไม่มีทางดูถูกบรรดาญาติที่สุดแสนจะธรรมดาของขุนนางซ่ง
สรุปว่า ฮ่องเต้เคยคิดจริงว่าให้ขุนนางซ่งเป็นพ่อตาขององค์ชายสี่ย่อมเป็นเรื่องดี เกือบเป็นจริงแล้วเชียว
ช้าไปหนึ่งก้าว นึกไม่ถึงว่าจะถูกตระกูลลู่แย่งไปก่อน
เวลานี้ถ้าเขาปฏิเสธ เขากลัวว่าพวกคนข้างนอกที่คิดว่าตัวเองฉลาดจะเก็บเอาไปคิดมากมาย
คนเหล่านั้นวันๆ ไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน รู้จักแต่เก็บเอาคำพูดและการกระทำของเขาไปตีความวุ่นวาย
เฮ้อ เล่นเอาฮ่องเต้เสียดายเหลือเกิน
ถ้าไม่ติดว่าอยู่ในช่วงที่คนครหา เขาก็ไม่อยากทำตามใจลู่พั่นหรอก
เขาจะเอาองค์ชายสี่ไว้ข้างหนึ่ง อวี้ชินอ๋องไว้อีกข้างหนึ่ง
จวนผู้สำเร็จราชการเล็งไว้นานแล้วไม่ใช่เหรอ
พอถึงตอนนั้น เขาเชื่อว่าถ้าพระสนมจิ้งเฟยได้ยินว่าบุตรสาวของขุนนางซ่งร่างกายแข็งแรงก็จะออกมาร่วมช่วงชิงเพื่อองค์ชายสี่แน่นอน เรื่องอื่นพระสนมจิ้งเฟยไม่เคยเรื่องมาก แต่เรื่องนี้ไม่มีทางยอมเด็ดขาด
อยากรู้จริงๆ ว่าขุนนางซ่งจะปฏิเสธองค์ชายหรือชินอ๋อง
เรื่องที่กล่าวมาได้ฮือฮาไปทั้งเมืองหลวง แต่ซ่งฝูเซิงที่อยู่ไกลถึงหวงหลงยังคงไม่รู้อะไร
ต้องทราบก่อนว่ายุคสมัยนี้ไม่มีโทรศัพท์ ม้าก็ยังช้าอยู่
เพิ่งได้ดินแดนคืนกลับมา ตัดม้าเร็วที่ส่งข่าวของทางการออกไป ขบวนเดินทางของชาวบ้านที่เร็วที่สุดก็คือม้าพันลี้
ไม่ว่าทางการจะส่งข่าวเรื่องรวมแผ่นดินเป็นหนึ่ง หรือว่าให้ม้าพันลี้ไปส่งข่าว ต่างก็ต้องใช้เวลาทั้งนั้น
เพราะแบบนี้ วันนั้นที่รวมแผ่นดินเป็นหนึ่ง กัวคนโตอยู่ที่ร้านม้าพันลี้ในเมืองหลวง กำลังแจกจ่ายเงินเดือนอยู่กับคนทำบัญชี
พอได้ยินว่าสงครามครั้งนี้ที่เริ่มตั้งแต่ก่อนพวกเขาลี้ภัย เริ่มจากบ้านเกิดของพวกเขาก่อน
รบกันมาจนถึงตอนนี้ ซ่งเก้าสกุลย้ายบ้านกันมาหลายครั้ง ในที่สุดก็จบลงสักที
เขาก็ตื่นเต้นดีใจมากจนรีบร้อนเขียนจดหมายเพื่อให้ขบวนขนส่งรีบเอาไปให้ที่เฟิ่งเทียนกับหวงหลง ขณะเดียวกันก็เหมือนชาวบ้านคนอื่นๆ วิ่งออกไปข้างนอกโห่ร้องด้วยความดีใจ
วันนั้นไม่ได้มีคนสั่งให้คุกเข่าตะโกนทรงพระเจริญหมื่นปีด้วยซ้ำ
ชาวบ้านทั้งเมืองกลับคุกเข่าลงหลั่งน้ำตาและคำนับอย่างอดไม่ได้
ไม่ต้องถูกเกณฑ์ทหารแล้ว ชนะแล้ว ลูกที่ไปรบจะได้กลับมาแล้ว
ฮ่องเต้รู้ว่าหลายปีมานี้ชาวบ้านลำบาก ยังได้งดเว้นการเกณฑ์แรงงานและจัดเก็บส่วย เพื่อให้ชาวบ้านได้ผ่อนคลายบ้าง
คิดดูก็รู้ว่าราษฎรใต้หล้าจะตื้นตันใจกันขนาดไหน
ราษฎรในเมืองหลวงที่รู้ข่าวก่อนใครก็รู้สึกขอบคุณเหล่าขุนนางกับแม่ทัพลู่ที่ตัดสินใจทำสงครามให้รู้แพ้รู้ชนะในตอนสุดท้าย
วันนั้นกัวคนโตก็คุกเข่าอยู่ในกลุ่มชาวบ้าน พอได้ยินแบบนี้เขาก็รู้สึกยืดอกยิ่งกว่าใคร
เขานั่งคุกเข่า หลังยืดตรง เพราะเขารู้จักแม่ทัพที่สุดยอดคนนั้น เคยกินข้าวด้วยกัน
อยู่เมืองหลวงรู้ข่าวเร็วกว่า
พอกัวคนโตได้ยินข่าวจากพวกคนงานร้านของดีจากฮุ่ยหนิงว่าลู่พั่นได้รับแต่งตั้งเป็นอ๋อง เขาก็คิด หา? อ๊ากกก!
เล่นเอาคนทำบัญชีตกใจ “ท่านกัว อย่าคาบขี้ไต้จุดไฟสิขอรับ”
กัวคนโตถึงได้โยนขี้ไต้ทิ้ง ก่อนหน้านี้อยากปิ้งหมั่นโถวกิน อีกทั้งยังรีบร้อนเขียนจดหมายเพื่อส่งข่าวไปที่เฟิ่งเทียนกับหวงหลง
…
เกาะฉินหวง
ซ่งฝูกุ้ย ซ่งฝูโซ่ว หวังจงอวี้ พวกเขาสามคนอยู่ที่นี่
พวกเขาเพิ่งเสร็จขั้นตอนขอสร้างเรือ เดินออกมาจากที่ว่าการ แต่งตัวเหมือนมาจากตระกูลเศรษฐี สาวเท้าเดินเคียงบ่ากันบนถนน
ทันใดนั้นเบื้องหน้าก็มีกลุ่มม้าเร็วปรากฏ “รายงาน แนวหน้าชนะแล้ว บ้านเมืองรวมเป็นปึกแผ่น”
บรรดาขุนนางของเกาะฉินหวงต่างตื่นเต้นดีใจคารวะให้กันและกันอยู่ในที่ว่าการ
ชาวบ้านแห่กันออกมาโห่ร้องยินดีที่ถนน
สามคนนี้ก็เฮไปตามชาวบ้าน เดี๋ยวก็ตะโกนว่าทรงพระเจริญหมื่นปี เดี๋ยวก็ตะโกนว่าขอให้รัชสมัยนี้เจริญรุ่งเรือง
อาจเป็นเพราะสามคนนี้มีลีลาที่โดดเด่นน่าเลียนแบบ
ทั้งสามคนใช้สองมือร่ายรำ เดี๋ยวก็ตะโกนด้วยความดีใจ เดี๋ยวก็ตบมือเป็นจังหวะ
สักพักพวกคนที่อยู่ข้างกาย อยู่รอบๆ มีทั้งลูกเด็กเล็กแดง ป้าๆ น้าๆ คนเฒ่าคนแก่ ต่างชูมือร่ายรำตบมือเป็นจังหวะด้วย
ทั้งสามคนนี้ถอยออกไปในขณะที่บรรยากาศกำลังครึกครื้นถึงขั้นสุด
พวกเขาเดินเรียงหน้ากระดานไปตามถนน หัวเราะเสียงดัง แกล้งต่อยแกล้งเตะกันเอง
ลืมไปชั่วขณะว่าตัวเองอายุมากแล้ว เป็นคนที่มีฐานะ
ซ่งฝูกุ้ยดีใจ ในที่สุดก็รวมเป็นปึกแผ่นแล้ว
เขาเคยร่วมรบในสนามรบ
พอนึกถึงตรงนี้เขาก็สะบัดผมหนึ่งที
หวังจงอวี้อดลูบก้นไม่ได้ เกือบบาดเจ็บโดนจุดสำคัญ
เบื้องหน้าปรากฏภาพที่ไม่มีทางลืมตลอดชีวิต ผู้คนที่ล้มตายเหล่านั้น สงครามอันโหดร้ายที่ต้องอาศัยทุ่นระเบิดช่วยให้รอดมาหลายครั้ง
ส่วนซ่งฝูโซ่วรู้สึกสับสนในใจเมื่อเทียบกับสองคนนั้น
เขายิ้มพลางเอามือจับตาข้างที่ถูกปิดไว้ เขาเคยเป็นทหารข้าศึก แต่กลับได้สร้างผลงานใหญ่ ล้างมลทินให้ตัวเองได้อย่างไม่รู้ตัว
เอ้อร์เนา
ซ่งฝูโซ่วมองท้องฟ้าที่สว่างเจิดจ้าด้วยดวงตาที่เหลือข้างเดียว เจ้าอยู่บนฟ้า เห็นข้ามีชีวิตที่ดีในตอนนี้หรือยัง ขาดก็แค่แต่งเมียสวยๆ แล้ว
ข้าจะแต่งกับคนที่สวยสุดๆ ไปเลย ใช้ชีวิตให้ดีแทนเจ้าด้วย
ตอนนี้ซ่งเก้าสกุลเชื่อแล้วว่า คนดีเมื่อตายไปจะไปอยู่บนฟ้า
ซ่งฝูหลิงพูดแบบนั้นเพื่อหลอกหมี่โซ่ว แต่หมี่โซ่วก็เชื่อสนิท เวลาปลอบคนอื่นก็ใช้คำพูดของพี่สาว จากนั้นก็ผ่านการคัดลอก ดัดแปลง เล่าต่อ จนตอนนี้เวลาที่ซ่งเก้าสกุลได้ยินคนแก่บ้านไหนตาย พวกเขาก็จะถอนหายใจก่อน ต่อมาก็พูดว่าขึ้นสวรรค์แล้ว สวมชุดของแดนสวรรค์ เดินขึ้นบันไดสวรรค์
ไม่ถึงสองวัน ในขณะที่พวกฝูกุ้ยกำลังย่างอาหารทะเลพลางคุมการสร้างเรือ ทันใดนั้นก็ปรากฏเรือรบหลายลำบนทะเล
สามคนนี้รีบพับแขนเสื้อ ม้วนกางเกงด้านใน แย่งกันเข้าไปช่วยหามทหารที่บาดเจ็บ
“น้องชาย อยู่หน่วยไหนเหรอ หา ไม่เคยได้ยิน แต่ข้าเคยลงสนามรบ ทหารตระกูลลู่”
ทหารที่อยู่บนเปลหามค่อยๆ ยกมือชี้ “ทหารตระกูลลู่ที่บาดเจ็บอยู่บนลำนั้น”
ซ่งฝูกุ้ย ซ่งฝูโซ่ว และหวังจงอวี้รีบใช้แขนเสื้อเช็ดเหงื่อบนหน้าผาก ช่วยหามทหารบาดเจ็บทางนี้ลงมาเสร็จก็รีบวิ่งไปช่วยทางทหารตระกูลลู่
ทั้งสามคนนี้ได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดของลู่พั่นจากปากทหารตระกูลลู่ อย่าให้พูดเลยว่าภูมิใจขนาดไหน
พยายามอดทนไม่พูดออกไปว่า ข้ารู้จักผู้บัญชาการลู่พั่นของพวกเจ้า กลัวคนอื่นจะหาว่าพวกเขาขี้โม้
วันนี้อันที่จริงไม่ใช่แค่พวกฝูกุ้ยที่เป็นแรงงานไม่เอาค่าแรง ชาวบ้านในพื้นที่จำนวนมากก็เข้ามาช่วยด้วย
ฮ่องเต้เป็นจักรพรรดิที่ดีจริงๆ
หมดสงครามก็ยังยอมเสียเงินมากมาย พยายามหาทางรักษาทหารบาดเจ็บเหล่านี้อย่างเต็มที่ ใช้วิธีลำเลียงหลายแบบเพื่อพากลับบ้านเกิด ให้รับการรักษาที่ดีที่สุด
แม้คนบางคนหลังหายดีแล้วจะไม่กลับมาแข็งแรงดังเดิมอีกก็ตาม
นี่อาจเป็นความเมตตากระมัง
เวลาผ่านไปอีกหลายวัน พวกฝูกุ้ยก็ได้ยินข่าวอีก ว่าอย่างไรนะๆ ลู่พั่นได้รับแต่งตั้งเป็นอ๋องเหรอ
ความรู้สึกแรกคือ เช่นนั้นต่อไปก็บอกคนอื่นไม่ได้แล้วสิว่าพวกเขารู้จักลู่พั่น ใครจะเชื่อ เป็นเจ้าเจ้าเชื่อไหมล่ะ
ส่วนซ่งฝูเซิงตอนได้ข่าวว่าบ้านเมืองรวมเป็นปึกแผ่นแล้ว เขาที่แต่งตัวเต็มยศ หยางหมิงหย่วน และแม่ทัพหลิ่วได้ออกไปต้อนรับคณะทูตโครยอที่ขึ้นฝั่งตรงชายแดน
แม่ทัพหลิ่ว นำกำลังทหารมาช่วยเสริม
หยางหมิงหย่วน ใต้เท้าทูต ยืนอยู่ตรงกลาง
ซ่งฝูเซิง ขุนนางอันดับหนึ่งของท้องถิ่น ยืนอยู่ด้านขวา
เสียงกลองบรรเลงรับแขก
ทั้งสามคนยืนอยู่ตรงประตูชายแดน ใบหน้าแสดงสีหน้าแบบเดียวกัน องอาจสมกับเป็นขุนนางของแคว้นใหญ่
พวกเขามองคณะทูตจากโครยอ เดินสองก้าวย่อหนึ่งครั้ง เดินสามก้าวคารวะหนึ่งครั้ง นี่คือธรรมเนียมปฏิบัติและการแสดงความเคารพของเมืองขึ้นที่จะเข้าสู่แคว้นที่ปกครอง