ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 830 พายุลูกเก่าไปลูกใหม่มา
ตอนที่ 830 พายุลูกเก่าไปลูกใหม่มา
ฟ้าสีคราม เมฆขาว พรมแดง เสียงกลอง เหล่าทหารที่ขี่อยู่บนหลังม้า
พอข่าวเรื่องบ้านเมืองรวมเป็นปึกแผ่นมา
ทหาร ขุนนาง ใต้เท้าทูต ต่างมีรอยยิ้ม
นี่เป็นเรื่องที่แน่นอนอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ
คณะทูตจากโครยอหัวใจหดเกร็ง ยิ่งให้ความเคารพมากกว่าเดิม
ระหว่างทางไปหวงหลง คณะทูตจากโครยอมองดินแดนที่เมื่อก่อนเป็นที่รกร้าง บัดนี้ทำเป็นนาขั้นบันไดเกือบหมดแล้ว มองไปละลานตา เก็บเกี่ยวออกมาจะได้เสบียงอาหารมากขนาดไหน
แอบใช้ภาษาของพวกเขาคุยกันเป็นการส่วนตัว
พอเข้าตัวเมืองหวงหลง ชาวบ้านทั้งเมืองแต่งตัวสุภาพ มีรอยยิ้มบนใบหน้า มือโบกธงขนาดเล็ก
อย่าเข้าใจผิด พวกเขาดีใจจริงๆ แต่ไม่ใช่เพราะได้ออกมาต้อนรับทั้งหมด
เมืองที่อยู่ใกล้แนวรบทางใต้ ล้วนมีการเกณฑ์ทหารจำนวนมาก
ส่วนที่หวงหลง ถึงแม้สองครั้งหลังจะไม่มีส่งคนไปที่แนวหน้า แต่เมืองที่ส่งทหารไปแนวหน้าไม่สะดวกอย่างหวงหลง สิ่งที่พวกเขาต้องแบกรับคือการจัดเก็บส่วยเสบียงที่หนักหน่วงยิ่งกว่าเมืองอื่น
เอาแค่ปีที่แล้วกับต้นปีนี้ ขบวนขนเสบียงที่ทางการส่งมาสี่ครั้งก็มองไม่เห็นหัวขบวนแล้ว
รวมกับพริกที่เขตทหารปลูก อาชาศึกจำนวนมาก เสบียงอาหาร ดาบที่ลับจากหินเล่มแล้วเล่มเล่า ทรัพยากรจำนวนมากถูกลำเลียงไปเมืองหลวง จากนั้นทางเมืองหลวงค่อยขนไปที่แนวหน้า
ในที่สุดสงครามก็จบแล้ว พวกชาวบ้านรู้สึกโล่งอกจริงๆ
อีกทั้งบางครัวเรือนยังมีลูกที่ถูกเกณฑ์ไปครั้งแรกแล้วยังไม่กลับมา
เป็นหรือตายก็ไม่รู้
สงครามจบลงครั้งนี้ หากผ่านไปหนึ่งปียังไม่มีข่าวคราวก็แสดงว่าไม่กลับมาแล้ว ตายอยู่ที่แนวหน้า อย่างน้อยที่สุดก็ไม่ต้องเป็นห่วงแล้ว
คณะทูตโครยอเริ่มสังเกตอีกครั้ง สภาพบ้านเมืองในหวงหลงแตกต่างจากที่เขาเคยมาเมื่อก่อนนี้
หรือว่าสงครามภายในสงบลงแล้วเหรอ
…
ในงานเลี้ยงคณะทูตของหวงหลง ระหว่างที่พูดคุยกันอยู่นั้น ซ่งฝูเซิงได้สังเกตหยางหมิงหย่วน
บ้านเมืองรวมเป็นปึกแผ่นแล้ว พวกคำพูดทางการทูตที่เตรียมไว้ก่อนหน้านี้ก็ต้องเปลี่ยนไปด้วย
เวลานี้หมิงหย่วนพูดคุยไม่มีเวลาให้เตรียมตัว เพราะเพิ่งรู้ตอนออกไปรับ
ถ้าอย่างนั้น ในฐานะที่หยางหมิงหย่วนเป็นราชทูตที่ฮ่องเต้ส่งมา อายุยังน้อย ทั้งๆ ที่ไม่มีประสบการณ์อะไร แต่กลับรับมืออย่างใจเย็น
ซ่งฝูเซิงรู้สึกว่า หากวันนี้เขาเป็นราชทูต อาจสู้หยางหมิงหย่วนไม่ได้
หมอนี่พูดได้เป็นฉากๆ รู้สถานการณ์โครยอเป็นอย่างดี ดูก็รู้ว่าทุ่มเทมาก พื้นฐานแน่น
ต้องพูดเลยว่า เด็กหนุ่มคนนี้นั่งอยู่ในงานเลี้ยง แม้จะรับบทหนัก แต่ท่วงท่าอากัปกิริยาก็ดูสง่างาม
เล่นเอาเขาเหมือนเห็นภาพลวงตา ยากที่จะเชื่อมโยงหยางหมิงหย่วนที่เคยจนตรอกบนชั้นสองของร้านขนมเค้กกับหยางหมิงหย่วนที่ดูไร้เดียงสานิดหน่อยระหว่างทางที่ไปสอบจอหงวนได้
สำนักฮั่นหลินฝึกคนได้ขนาดนี้เลยเหรอ
ไม่ใช่แค่ซ่งฝูเซิง แม้แต่แม่ทัพหลิ่วก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย
ราชทูตหยางคนนี้เป็นคนเก่ง ในที่สุดก็เข้าใจแล้วว่าทำไมฮ่องเต้ถึงได้เลือกคนข้างกายคนนี้ให้มา
ราชทูตหยางดูงามสง่ากว่าราชทูตที่เคยมา หลักๆ คือเขาเป็นตัวแทนราชสำนัก ฮ่องเต้ แคว้นใหญ่ เรื่องรูปลักษณ์ก็กินขาด
คนที่เคยมาเมื่อก่อนนี้อายุมากแล้ว
ต่อให้หน้าตาดีขนาดไหน ใบหน้าก็เหี่ยวย่นอยู่ดี ให้ความรู้สึกเหมือนดวงอาทิตย์ยามอัสดง
เดิมทียังคิดอยู่ว่าราชทูตหยางหนุ่มเกินไป กลัวว่าบุคลิกจะสู้พวกคนแก่ที่ประสบการณ์สูงไม่ได้ ยังดีที่มีเขา แม่ทัพอายุมากกับผู้ว่าฯ ซ่งมาช่วยเสริมทัพ พอควบคุมสถานการณ์ได้
แต่กลับไม่คาดคิดว่าต่อให้ไม่มีพวกเขาสองคน ราชทูตหยางก็กินขาดเรื่องบุคลิก สุขุมเยือกเย็นมาก
หลังจากงานเลี้ยงตอนเย็นจบลง ซ่งฝูเซิงดื่มจนหน้าแดงเล็กน้อย ไม่ได้กลับบ้านมาหลายวันแล้ว เขากำลังอนุมัติเอกสารที่กองพะเนินให้เสร็จแล้วเตรียมกลับบ้าน
เสมียนฉินมาเคาะประตู “ใต้เท้า ราชทูตหยางมาขอรับ”
หยางหมิงหย่วนที่ถอดชุดทูตออกแล้วพูดขณะอยู่ด้านนอก “อาซ่ง ข้าขอเจอท่านสักหน่อย”
เรียกอาซ่งก็แสดงว่าขอพบเป็นการส่วนตัว อยากคุยเรื่องส่วนตัวที่พักไว้หลายวัน
ซ่งฝูเซิงเลียริมฝีปาก เงียบไปหลายวินาทีแล้วพูดขึ้น “ให้เขาเข้ามา”
เสมียนฉินตาไว เขารู้สึกได้ว่าระหว่างสองคนนี้ดูกระอักกระอ่วน
ไม่ต้องรอให้ผู้ว่าฯ ซ่งสั่ง เขาเชิญราชทูตหยางเข้าไป รินน้ำชา จากนั้นก็ไปเฝ้าอยู่ด้านนอกเพื่อป้องกันคนมาแอบฟัง
พอแต่งตัวชุดธรรมดาก็กลายเป็นหยางหมิงหย่วนที่ซ่งฝูเซิงคุ้นเคย
เขาพูดด้วยความระมัดระวัง “อาซ่ง วันนั้นข้าพูดสะเปะสะปะไปหน่อย อันที่จริงข้ามีสิ่งที่อยากพูดเยอะมาก สิ่งที่ข้าช่วงชิงมาเพื่อตัวเองได้ยังมีอีกมาก”
“หมิงหย่วน ไม่จำเป็นต้องพูดอะไรมาก ในเมื่อเจ้ามาเพื่อคุยเรื่องนี้ ผ่านมาตั้งหลายวันขนาดนี้ ย่อมต้องให้คำตอบเจ้า ข้าจะเปิดอกคุยกับเจ้า”
“เชิญท่านอาพูด”
“ในฐานะที่ข้าเป็นพ่อ ข้าย่อมรู้จักลูกสาวตัวเองดี จากการคิดทบทวนหลายครั้ง เจ้าไม่เหมาะกับฝูหลิง ข้าไม่ตอบตกลง”
“ท่านอา?” ในดวงตาของหยางหมิงหย่วนเต็มไปด้วยความเศร้า เขาค้นพบว่าเรื่องบางอย่างเขาไม่มีวาสนานั้น
คำพูดปฏิเสธนี้ แสดงว่าเขาไม่มีสิทธิ์อีกต่อไป
ไม่มีโอกาสได้เจอแม่นางซ่งที่ฉลาดหลักแหลมอีกแล้ว
เจอกันครั้งหน้าจะที่ริมถนน หรือมองนางที่กลายเป็นภรรยาของคนอื่นไปแล้ว
และก็ไม่มีโอกาสได้เป็นญาติของอาซ่งที่อบอุ่นของเขาแล้ว
ในจินตนาการมีภาพที่อาซ่งกลายเป็นพ่อตาของเขามากมาย เขากลับบ้านพ่อแม่เป็นเพื่อนฝูหลิง เขาดื่มเหล้าเป็นเพื่อนพ่อตา เขากับฝูหลิงมีลูกด้วยกัน มองลูกวิ่งเข้ามาในเรือนด้วยความร่าเริง ยิ้มพลางดุว่าอย่ารีบร้อน ทั้งหมดกลายเป็นเพียงภาพที่เขานึกคิดไปเอง
“ท่านอา ไม่เหมาะสมตรงไหนหรือ ข้าปรับปรุงได้ ทำให้เหมาะสม”
คำพูดนี้ช่าง…
ซ่งฝูเซิงมองหยางหมิงหย่วนหลั่งน้ำตา
อันที่จริงช่วงหลายวันมานี้เขาได้ยินมาว่าหลังจากที่หยางหมิงหย่วนกลับจากบ้านเขาวันนั้นก็ดื่มเหล้าทุกวัน ทั้งยังล้มป่วยไปหนึ่งรอบ
ตอนนั้นเขาครุ่นคิดในใจว่า
ถ้าหมอนี่ลืมว่าตัวเองมาในฐานะอะไร ทำเสียงานใหญ่ เขาจะยิ่งดูถูกมากกว่าเดิม
แบบนั้นมันไม่ได้เรื่อง
แต่ข้าจะไม่มีทางเตือนเจ้า ไม่มีความจำเป็น แถมเจ้าก็ไม่ได้มองข้าเป็นเพื่อน มองข้าเป็นว่าที่พ่อตา ข้ายิ่งไม่อยากเตือนเจ้าเข้าไปใหญ่ เดี๋ยวเจ้าจะเข้าใจผิด
นึกไม่ถึงว่าหยางหมิงหย่วนจะเริ่มปรับปรุงก่อนออกเดินทาง
แล้วมาดูตอนนี้ ซ่งฝูเซิงพูดขึ้นอีกครั้ง
“ไม่เหมาะสมจริงๆ ไม่เกี่ยวกับอย่างอื่น ไม่ว่าเจ้าจะเชื่อหรือไม่ก็ตาม…
…การแต่งงานไม่ใช่แค่คนสองคนใช้ชีวิต แต่เป็นสองครอบครัว ไม่ขอพูดมากกว่านี้แล้ว…
…หมิงหย่วน เจ้าพาขบวนกลับไปเถอะ…
…หวังว่าเจอเจ้าครั้งหน้าเจ้าจะมีครอบครัวแล้ว นี่ถือเป็นคำอวยพรในฐานะที่เจ้าเรียกข้าว่าอาแล้วกันนะ”
ซ่งฝูเซิงยกถ้วยชาขึ้น นี่ก็คือการส่งแขก ไม่พูดอะไรอีก
จนกระทั่งหยางหมิงหย่วนเดินทางกลับก็ไม่เคยไปปรากฏตัวต่อหน้าซ่งฝูหลิง
ถึงแม้เขาจะอยากพูดคุยกับฝูหลิงต่อหน้า
จริงๆ เขามีโอกาสให้ไปเจอซ่งฝูหลิงไป-กลับร้านขนม ทั้งยังเคยไปที่ร้านหนังสือ
แต่เขาเลือกที่จะไม่รบกวน
เรื่องที่ไม่มีทางสำเร็จก็อย่าไปทำให้ชื่อเสียงของอีกฝ่ายเสียหาย นี่คือความปรารถนาดีที่สุดที่เขามีต่อผู้หญิงที่เขาชอบ
ซ่งฝูหลิงได้รับจดหมายฉบับหนึ่งอย่างไม่ตั้งใจ พออ่านเนื้อความก็เดาได้ว่าเป็นหยางหมิงหย่วน
หยางหมิงหย่วนไม่ได้เขียนเชิงชู้สาวในจดหมาย แต่แสดงความขอโทษที่เคยเอาฝูหลิงไปแต่งหนังสือ
ถึงขั้นที่กลัวมีคนอื่นมาเห็นเข้า ใช้คำเรียกบุคคลที่สามแทน สอดไว้ในหนังสือก่อนฝูหลิงเข้ามาแล้วออกไป
คณะทูตโครยอกลับไปแล้ว ราชทูตหยางเปิดม่านรถม้า มองบรรยากาศของที่นี่อีกครั้ง สมองปรากฏภาพวันนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า เป็นวันที่ฝนตกหนัก เขากอดตะกร้าเตรียมสอบที่พังแล้ว แม่นางซ่งชะโงกหน้าออกมาจากรถม้าแล้วโบกมือให้เขา
ครั้งนั้น มีเพียงครั้งนั้นที่เขาอยู่ในสายตาของแม่นางซ่ง เขาเห็นความใจดีและความเป็นห่วงที่เต็มเปี่ยม
ตอนนั้นเขาคิดเพียงว่า ไม่ต้องขึ้นรถม้า แค่เจ้าโบกมือให้ ข้าก็รู้สึกอบอุ่นหัวใจยิ่งกว่าอะไรทั้งนั้น
สองขบวนสวนกัน
ซ่งฝูเซิงอุตส่าห์ไล่กลับไปได้แล้วหนึ่งคน ฟังดูนะ เขาได้ยินอะไร
ฮ่องเต้ประกาศให้ทุกเมืองได้ทราบโดยทั่วกันว่าแต่งตั้งลู่พั่นเป็นอ๋องแล้ว
แถมยังเป็นชินอ๋อง
จวิ้นอ๋องยังพอว่า ชินอ๋องเลยเหรอ!