ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 831 แค่คิดถึงเจ้าข้าก็ฮือๆๆ
ตอนที่ 831 แค่คิดถึงเจ้าข้าก็ฮือๆๆ
พ่อเซาจีสวมหมวกใบเล็ก สวมชุดของบ่าวรับใช้ ยกมือคารวะอยู่ด้านนอก “นายท่าน แม่ทัพหลิ่วกับฮูหยินมาขอรับ”
ซ่งฝูเซิงหันมองเฉียนเพ่ยอิง
เขาเพิ่งได้ข่าวลู่พั่นได้รับการแต่งตั้งเป็นชินอ๋องเมื่อตอนที่ใกล้เลิกงาน
แย่แล้ว ข่าวยังไม่ทันข้ามคืน สองคนนี้มาตอนไหนไม่มา มาเยือนถึงบ้านตอนนี้ แบบนี้เพ่ยอิงก็ต้องรู้ข่าวสิ
ตามคาด
ตอนที่ท่านลุงซ่ง ลุงใหญ่ ท่านย่าหม่า ซ่งฝูเซิงและเฉียนเพ่ยอิงออกไปต้อนรับ แม่ทัพหลิ่วก็ไม่มีวางมาดอะไรมากมาย มาเจอเป็นการส่วนตัว เขาส่ายมือบอกไม่ต้องพิธีรีตอง
คำแรกก็หัวเราะร่า เสียงดังมาก มองซ่งฝูเซิงแล้วพูด
“ได้รับแจ้งข่าวแล้วใช่ไหม แต่งตั้งยศ ตกรางวัลตามผลงาน ฮ่องเต้แต่งตั้งหมินหรุ่ยเป็นอวี้ชินอ๋อง!…
…ฮ่าๆๆ ส่วยส่วนหนึ่งของหวงหลงก็ต้องยกให้เขา ที่นี่ก็คือที่ดินพระราชทานของเขาเหมือนกัน”
ชินอ๋อง
องอาจสมเกียรติ
ทรงพระเจริญพันปี พันปี พันพันปี
อยู่ใต้คนคนเดียว อยู่เหนือคนนับหมื่น
ลูกชายใครหนอ
นี่ถือเป็นการบูชาที่มีเกียรติสูงสุดแด่มหาขุนพลลู่!
มีลูกก็อยากให้เป็นเหมือนลู่หมินหรุ่ย
ในฐานะที่เป็นอดีตลูกน้องของมหาขุนพลลู่ แม่ทัพหลิ่วตื่นเต้นเหลือเกิน ท่าทีที่เขาแสดงออกในตอนนี้ถือว่าเก็บอาการมากแล้ว
เมื่อครู่อยู่ที่ จวนพอได้ทราบข่าวถึงกับน้ำตาไหล
ช่วงนี้เขาหลั่งน้ำตาสองครั้ง ครั้งแรกคือวันที่รวมบ้านเมืองเป็นปึกแผ่นได้สำเร็จ วันนั้นเขาเมาหัวราน้ำ ภาพในอดีตแวบเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย
อีกครั้งก็คือวันนี้
วันนี้เขาไม่คิดจะเมาเพียงลำพัง รู้ว่าผู้ว่าฯ ซ่ง สนิทกับตระกูลลู่ เลยทนอยู่บ้านไม่ไหว ต้องรุดมาที่นี่
เวลานี้แม่ทัพหลิ่วถูมือพูดด้วยความตื่นเต้น
“ขุนนางสื่อฉือเจี๋ยคงใกล้มาถึงในสองวันนี้…
…น้องซ่ง ครั้งนี้หมินหรุ่ย ไม่สิ ปากข้านี่อย่างไรกันนะ นี่เป็นเรื่องของอวี้ชินอ๋องเชียวนะ!…
…ทางเจ้าเตรียมพร้อมหรือยัง ถ้ายังไม่เตรียม เดี๋ยวข้าจัดการให้…
…ต้องปูพรมแดงตั้งแต่หน้าศาลาสิบลี้ จุดประทัดให้ดังสนั่นหวั่นไหว ประดับโคมไฟไปทั่วหวงหลง…
…ต้องกระจายข่าวไปให้ทั่วทั้งตัวเมืองและตามหมู่บ้าน เฉลิมฉลองกันทั้งเขต”
ซ่งฝูเซิงฟังแม่ทัพหลิ่วที่พูดรัวเหมือนปืนกล เร็วขนาดนั้นมันทำให้เขาปวดหัว
ตอนนี้พอเขาได้ยินชื่อลู่พั่นก็เกิดความรู้สึกเดียว นั่นก็คือ เอ๊ะ เพลงที่ลูกสาวเขาเคยฟังชื่ออะไรนะ
แค่นึกถึงเจ้า ข้าก็ฮือๆๆ
ซ่งฝูเซิงยิ้มแบบที่ไม่ให้เสียมารยาท แต่ก็ไม่ดูกระตือรือร้นเกินไป เขาทำท่าทางบอกให้แม่ทัพหลิ่วตามเขาเข้าไปคุยในห้องพลางพูดว่า
“นั่นเป็นเรื่องที่ข้าไม่กล้าละเลยอยู่แล้ว เขตหวงหลงจะต้องรับรองท่านอ๋องอย่างเต็มที่แน่นอน…
…แต่วันนี้ข้าเพิ่งได้ข่าวตอนก่อนเลิกงาน เย็นมากแล้ว…
…คิดไว้ว่าพรุ่งนี้จะเรียกประชุมทุกคนเพื่อหารือเรื่องรับรองขุนนางสื่อเจี๋ย สร้างหอที่ระลึกท่านอ๋อง รวมถึงท่านอ๋องเสด็จมาแล้วจะประทับตรงไหน เป็นต้น…
…จะไม่ให้ขาดตกบกพร่องแม้แต่เรื่องเดียว”
เรื่องที่กล่าวมาเป็นสิ่งที่ซ่งฝูเซิงตกผลึกได้เงียบๆ ตามลำพังหลังจากที่ทราบข่าว
ขนาดเขายังต้องคิดให้ตกผลึกหลายเรื่อง มีอารมณ์บอกเฉียนเพ่ยอิงกับพวกท่านย่าหม่าที่ไหนกัน
ข้าวเย็นเขากินไม่อร่อยนัก
นั่งที่โต๊ะอาหารมองลูกสาวกินอย่างเอร็ดอร่อย เขา …เฮ้อ
นี่ถือเป็นเรื่องอะไรกัน มันท้าทายซ่งฝูเซิงที่ยังมีความทรงจำของยุคปัจจุบันเหลือเกิน
ถ้าเป็นเมื่อก่อน ตอนนั้นเขามีความสุขที่สุด ยังไม่รู้อะไรทั้งนั้น
พูดกันตามตรง ถ้าไม่รู้อะไรเลย ต้องทำอะไรเพื่อลู่พั่นเขาก็เต็มใจทั้งนั้น มีแต่ความสุข
คิดๆ ดูคงอารมณ์เหมือนแม่ทัพหลิ่ว รู้ว่าลู่พั่นกลับจากทำสงคราม รวมบ้านเมืองเป็นปึกแผ่น เขาคงดีใจจนอยากเมาหัวราน้ำ ไม่มีทางรู้สึกอารมณ์ไม่ดี
แต่ตอนนี้ เขารู้แล้วว่าลู่พั่นคิดเกินเลยกับลูกสาวของเขา
พอเป็นแบบนี้มันก็มองอย่างบริสุทธิ์ใจไม่ได้อีก
เฮ้อ นี่เขายังต้องทำงานให้ลู่พั่นด้วย
สร้างผลงาน เก็บส่วยก็ยังต้องแบ่งให้ลู่พั่นส่วนหนึ่ง
ถ้าลู่พั่นวางมาดนิดหน่อยก็มีสิทธิ์ตบบ่าเขาพลางพูด ‘ผู้ว่าฯ ซ่ง ตั้งใจทำงานนะ หาเงินมาให้ข้า’
จากนั้นเขาที่เป็นผู้ว่าการเขตก็มีหน้าที่ต้องสร้างหอที่ระลึกให้ท่านอ๋อง
และเรื่องสำคัญที่สุดคือ อย่างไรลู่พั่นนก็ต้องมาหวงหลงไม่ว่าจะช้าหรือเร็ว ไม่ว่าจะมาเป็นการส่วนตัวหรือเรื่องงาน เพราะที่นี่ก็ถือเป็นพื้นที่ของลู่พั่นเช่นกัน
พอเขาเจอหน้า ไม่กล้าพูดอะไรทั้งนั้น ต้องคุกเข่าให้ลู่พั่นก่อน
ชินอ๋องจะคุกเข่าให้ฮ่องเต้เท่านั้น รัชสมัยนี้ยังไม่มีพระนางฮองเฮา
ส่วนเวลาเจอพระสนมกุ้ยเฟย หรือพวกสนมที่จัดอยู่ในประเภทเมียน้อย ลู่พั่นแค่ยกมือคารวะทักทายก็พอ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเขาที่เป็นขุนนางขั้นสี่เจอท่านอ๋องเลย
ท่านอ๋องเสด็จ ถ้าท่านอ๋องไม่พูดว่าตามสบาย เขาก็ต้องคาอยู่ในท่าโค้งตัวตลอด
นี่ถ้าเป็นยุคปัจจุบัน เจ้าจะมาเป็นลูกเขย กล้าทำกับข้าแบบนี้เหรอ ท่าทีแบบนี้คิดจะมาขอลูกสาวข้าเหรอ
สรุปว่า ท้าทายความคิดแบบยุคปัจจุบันของซ่งฝูเซิงมาก
ไอ้หนุ่มลู่พั่น เอ็งปีนขึ้นได้สูงขนาดนี้ ถือว่าเอ็งเจ๋ง
“ท่านแม่” เฉียนเพ่ยอิงถูกท่านย่าหม่าดึงเกือบล้มตามไปด้วย
“แม่หลานเซิง ไม่เป็นไรใช่ไหม รีบลุกขึ้นมาเดินสักสองก้าวสิ ยังขยับได้หรือเปล่า”
ทุกคนเข้าไปมุง แม่ทัพหลิ่วกับหลิ่วฮูหยินก็ตกใจ
ทำไมท่านย่าหม่าเดินๆ อยู่ถึงล้มได้ล่ะ
หลิ่วฮูหยินมองสาวใช้ใหญ่ข้างกายเพื่อบอกให้รีบไปตามหมอมา
อายุมากแล้ว ประมาทไม่ได้
ซ่งฝูเซิงก็รีบเดินกลับไปดูท่านย่าหม่า
ท่านย่าหม่านั่งบนพื้นส่ายมือให้ทุกคน
“ไม่ ไม่เป็นไร เท้าซ้ายเหยียบเท้าขวาเลยสะดุดล้มน่ะ”
ท่านย่าหม่าล้มลงไปแรงพอสมควร ถูกซ่งฝูเซิงกับเฉียนเพ่ยอิงพยุงขึ้นมา ยืนอยู่ที่เดิมสักพักไม่กล้าก้าวเท้า ก้นช้ำเขียว ต้องให้นางตั้งสติสักครู่ถึงจะควบคุมไม่ให้เอามือไปนวดได้
หลังจากตรวจดูสักพัก ซ่งฝูเซิงกับเฉียนเพ่ยอิงถึงได้รีบไปรับรองแขกที่ห้องโถง
มีม่านมุกกั้น พวกผู้หญิงคุยกันอยู่ด้านใน ผู้ชายอยู่ด้านนอก
หลิ่วฮูหยินยิ้มพลางพูด “เพ่ยอิง?”
“อ๋า อ่อ เชิญท่านพูด ดูข้าสิ เหม่อเสียได้ หึหึ”
“ข้าบอกว่า คิดๆ ดูหมินหรุ่ย…
…ไอ๊หยา ดูข้าสิ เรียกจนชินแล้วเลยชอบพูดผิดอยู่เรื่อย…
…พวกเราเรียกแบบนั้นไม่ได้แล้ว…
…ไม่รู้ว่าฮ่องเต้พระราชทานงานอภิเษกสมรสให้ท่านอ๋อง สตรีบ้านไหนจะเป็นผู้มีบุญวาสนา อยากกลับเมืองหลวงไปชมพิธีจริงๆ…
…เอาแบบนี้ไหม พวกผู้ชายไม่สะดวกไปจากที่นี่ พอถึงตอนนั้นพวกเราเข้าเมืองหลวงไปด้วยกันดีหรือไม่”
อืม ถ้าไม่เปลี่ยนคน นางก็ต้องไปอยู่แล้ว
เฉียนเพ่ยอิงจะพูดอะไรได้ ตอบไปเพียงว่า “พอถึงตอนนั้นท่านต้องไปกับข้าด้วย ข้าไม่คุ้นเคยเมืองหลวงเท่าไร”
หลิ่วฮูหยินพูดต่อ “ก็แค่ไม่รู้ว่าปีนี้จะจัดทันหรือเปล่า ตั้งแต่พระราชทานงานอภิเษกสมรสไปจนถึงสามหนังสือหกพิธีการ กว่าจะกำหนดวันแต่ง ต้องใช้เวลาทั้งนั้น”
อืม จะกำหนดรายละเอียดได้ตอนไหน จัดเมื่อไร เฉียนเพ่ยอิงคิดในใจ ถ้าไม่เปลี่ยนคนก็น่าจะต้องให้เหล่าซ่งเป็นคนกำหนด
“แต่ข้าเดาว่าไม่นานหรอก เจ้าคิดอย่างไรเพ่ยอิง จวนไหนบ้างที่จะไม่ดูตาม้าตาเรือ ถูกกำหนดให้อภิเษกกับท่านอ๋องยังจะกล้ายื้อเวลาอีก ใครยังจะกล้าทำอวดดีต่อหน้าจวนผู้สำเร็จราชการได้อีก”
เฉียนเพ่ยอิงคิดในใจ มี ท่านอย่ารีบฟันธง คำโบราณ ไม่ว่าเมื่อไรก็ใช้ได้เสมอ เหนือฟ้ายังมีฟ้า เหนือคนยังมียอดคน เหล่าซ่งนี่ล่ะที่กล้า
ในเวลาเดียวกัน
ท่านย่าหม่าพิงกำแพง ไม่กล้านั่งบนเตียง จับมือซ่งฝูหลิงพลางพูด “ย่าเพิ่งรู้ว่าลู่พั่นเป็นชินอ๋องแล้ว เจ้าจะได้เป็นพระชายาอ๋องอวี้แล้วนะ พระชายาอ๋อง!”
ไม่มีใครมั่นใจเท่าท่านย่าหม่าอีกแล้ว
ลู่พั่นรบชนะ วันที่บ้านเมืองรวมเป็นปึกแผ่น ท่านย่าหม่ายืดตัวตรงยิ่งกว่าองค์หญิงใหญ่ สีหน้าภาคภูมิใจ บรรยายความรู้สึกได้ไม่หมด
ตอนนี้นางก็มั่นใจและแน่ใจ ฮ่องเต้พระราชทานงานอภิเษกสมรสแล้วอย่างไร กลายเป็นท่านอ๋องแล้วอย่างไร ลู่พั่นก็ยังคงเป็นลู่พั่นที่จริงใจที่สุด ไม่มีทางกลายเป็นอื่นเด็ดขาด
ใต้หล้านี้ไม่มีผู้ชายคนไหนที่พึ่งพาได้มากกว่าลู่พั่นอีกแล้ว
ลู่พั่นจะต้องขี่ม้าขาวมาในชุดของท่านอ๋อง ดุจเทพจากสรวงสวรรค์ มาพบหลานสาวของนางแน่นอน
จูซื่อที่แย่งมาปรนนิบัติ กำลังถือชามยาเข้าห้อง ถึงกับสะดุดคานประตู
ด้านนอกหน้าต่าง ยาทาที่ท่านลุงซ่งทำเองร่วงหล่นพื้น เกือบต้องเรียกหมอมาอีกครั้งถัดจากท่านย่าหม่า
ตอนเย็นเก่อเอ้อร์นิวกินไปเยอะมาก ตอนนี้ตกใจจนสะอึก
มีเพียงยายหวัง ไอ๊หยา กะแล้วว่าไม่ชอบมาพากล
หลังจากแม่ทัพหลิ่วกับหลิ่วฮูหยินกลับไป ซ่งเก้าสกุลก็เรียกประชุมรวมทั้งหมด
เนื้อหาการประชุมคือ จ้องตากัน