ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 833 เป็นเด็กหนุ่มที่แสนดีขนาดไหน ข้าจะเขียนถึงเจ้าให้ดี
ตอนที่ 833 เป็นเด็กหนุ่มที่แสนดีขนาดไหน ข้าจะเขียนถึงเจ้าให้ดี
“แค่กๆ”
ฉินหมอมอรีบยกยามาให้เหล่าฮูหยิน
ช่วงไม่กี่วันมานี้เหล่าฮูหยินไม่สบาย
ถ้าไม่ติดว่าร่างกายไม่แข็งแรง นางก็อยากไปหวงหลงพร้อมหลานชายด้วย
กลับเฟิ่งเทียนไปดูหน่อย ไปเที่ยวหวงหลงที่ไม่เคยไปเลยสักครั้ง
ลู่พั่นอยากเลื่อนกำหนดเดินทางออกไป แต่เหล่าฮูหยินไม่ยอม ปากบอกว่า เจ้ารีบไป ไม่อย่างนั้นนางจะไม่ได้พักผ่อนดีๆ สักที คิดแต่จะไปอยู่ข้างกายหลานชายตลอดเวลา ไม่ยอมพักผ่อน
ในความเป็นจริง เหล่าฮูหยินอยากให้ลู่พั่นไปที่ไหนกัน ก็แค่นางรู้ว่าหลานชายมีเรื่องร้อนใจ เจอคนในครอบครัวหมดแล้ว นางอยากให้หลานชายไปเจอคนที่เขาอยากเจอมากที่สุด
ยิ่งไปกว่านั้น ทางเมืองหลวงเปิดเผยออกไปแล้วว่าบุตรสาวสกุลซ่งถูกพระราชทานงานอภิเษกสมรสกับหลานชายของนาง พ่อพั่งยาเป็นผู้ว่าการเขต อย่าเห็นว่าอยู่ไกล อีกไม่นานก็คงได้ยินข่าว
ถ้าหลานชายของนางต้องมาเสียเวลารอนาง เกิดไปถึงไม่ทันเวลา ครอบครัวซ่งจะคิดอย่างไร
สรุปว่าหลานชายของนางต้องไปให้ถึงหวงหลงก่อนที่ข่าวนี้จะไปถึง
อันที่จริงตามความต้องการของเหล่าฮูหยิน เดิมทีนางไม่ได้อยากให้ฮ่องเต้เข้ามายุ่งเรื่องนี้
แต่ไหนแต่ไรอยากให้เหมือนครอบครัวธรรมดาทั่วไป หลานชายของนางได้รับอนุญาตจากว่าที่พ่อตาเป็นการส่วนตัวก่อน ค่อยให้แม่สื่อไปหา ทำเรื่องพวกนี้ให้เสร็จก่อนค่อยบอกกล่าวฮ่องเต้สักหน่อย
อยากทำแบบนั้น
แต่กลับไม่คาดคิดว่าพอหลานชายได้เลื่อนเป็นอ๋อง การเป็นท่านอ๋อง มีหลายเรื่องที่ต้องฟังฮ่องเต้ตัดสินใจ
เรื่องคู่ครองของท่านอ๋องก็ต้องให้ฮ่องเต้เห็นชอบก่อน พระราชทานงานอภิเษกสมรส จากนั้นถึงเริ่มขั้นถัดไป
ดูจากระเบียบขั้นตอนของราชวงศ์ก็รู้ได้ว่า ราชวงศ์ไม่จำเป็นต้องรอความยินยอมจากทางครอบครัวฝ่ายหญิง
จนปัญญา ไม่มีเวลาสนคนนอกกับรอให้หลานชายไปที่หวงหลงก่อนแล้ว เหล่าฮูหยินกับอัครเสนาบดีลู่จึงต้องรีบเข้าวังหลวงไปบอกฮ่องเต้ว่าอย่าเที่ยวจับคู่ส่งเดช มีตัวเลือกไว้อยู่แล้ว
กลัวฮ่องเต้จะดีใจเกินไป กษัตริย์ตรัสแล้วไม่คืนคำ เดี๋ยวถึงเวลาจะเละเทะเสียหน้ากันไปหมด
เหล่าฮูหยินดื่มยาแล้วรีบอมลูกอมพลางพูดกับฉินหมอมอ “เจ้าว่า ทางนั้นจะโทษเขาที่มัดมือชกหรือเปล่า”
อย่าเข้าใจผิดหาว่าใช้อิทธิพลรังแก ประกาศให้คนทั้งแผ่นดินรู้ จากที่ไม่ยอมก็ต้องยอม
นี่ไม่ใช่สิ่งที่นางต้องการ
สิ่งที่นางต้องการมาแต่ไหนแต่ไรคือ ทั้งสองฝ่ายไม่มีการบังคับ ไม่ว่าจะตระกูลลู่หรือตระกูลซ่งต่างยินดีเกี่ยวดองจากใจ แบบนี้หลานชายของนางถึงจะมีความสุขได้ตลอดรอดฝั่ง มีครอบครัวพ่อตาที่รักและเอ็นดูเหมือนลูกแท้ๆ
ฉินหมอมอปลอบเหล่าฮูหยิน “ไม่หรอกเจ้าค่ะ ใต้เท้าซ่งผ่านการสอบจอหงวนมา มีความรู้ความสามารถ โดนเด่นกว่าใครในบรรดาขุนนาง ย่อมเข้าใจเรื่องนี้ได้ ไม่มีทางเข้าใจความจริงใจของคุณชายผิดหรอกเจ้าค่ะ”
เหล่าฮูหยินพยักหน้า สบายใจขึ้น
ทางนั้นก็เป็นคนที่ยอดเยี่ยม
แต่เหล่าฮูหยินก็กังวลเรื่องอื่นขึ้นมาอีก
สรุปว่าแม้ตัวนางจะไม่ได้ตามไป แต่หัวใจกลับลอยไปกับหลานชายด้วย
นางกับฉินหมอมอคุยกันเป็นการส่วนตัว “ตอนนี้ข้ากังวลว่าทางนั้นจะไม่ให้หมินหรุ่ยเข้าบ้าน ไม่ได้เจอคนที่เขาอยากเจอ หึหึ”
คราวนี้กลายเป็นฉินหมอมอที่ตกใจ “จะเป็นไปได้หรือเจ้าคะ”
ใต้เท้าซ่งจะไม่ไว้หน้าได้ขนาดนั้นเชียวหรือ
ต่อให้ตอบตกลงก็ยังไม่ให้เจอหรือ
เหล่าฮูหยินรู้สึกว่า มีความเป็นไปได้ที่หลานชายจะเข้าไม่ได้แม้แต่จวนซ่ง
หากหมินหรุ่ยไม่ใช่ท่านอ๋อง ไม่ใช่หลานชายของจวนผู้สำเร็จราชการ ไม่มียศหรือตำแหน่งที่สูงส่งจนไม่อาจพูดได้ บางทีอาจเข้าไปได้ง่ายๆ
เพราะด้วยนิสัยของครอบครัวซ่ง จริงใจซื่อสัตย์ อีกทั้งยังจิตใจดี
จะเป็นห่วงว่าถ้าไม่ให้ ‘หนุ่มยากจน’ เข้าบ้าน หนุ่มคนนี้อยู่ในหวงหลงที่ไม่คุ้นเคยจะไปพักที่ไหน กินอะไร
แต่พอเป็นหลานชายของนางก็ไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงเรื่องพวกนี้
มีเหรอที่ท่านอ๋องจะไม่มีที่พัก ไม่รับรองก็ไม่เป็นไร คนอื่นแย่งกันรับรองจะตาย
“หลิ่วเฉิงจางมีบ้านอยู่ในหวงหลงด้วยรึ”
“เจ้าค่ะ”
เหล่าฮูหยินแอบนึกรังเกียจแม่ทัพหลิ่วอยู่ในใจ ทำไมเจ้าถึงต้องมีบ้านอยู่ที่นั่นด้วย
หลิ่วเฉิงจางคนนี้ก็คือคนแรกๆ ที่จะแย่งต้อนรับหลานชายของนาง พอถึงเวลา พ่อพั่งยาก็จะเออออตามไป เช่นนั้นก็ไปเถอะ ไปจวนหลิ่วก็แล้วกัน แล้วเมื่อไหร่หลานชายของนางถึงจะได้เจอพั่งยาอย่างมีความสุข
ไปหวงหลงไม่ได้เพื่อไปเจอหลิ่วเฉิงจางเสียหน่อย
ฉินหมอมอกลั้นขำไม่อยู่ กล่อมให้เหล่าฮูหยินนอนกลางวัน
เลิกคิดมากได้แล้ว ยังไม่หายป่วย
อีกอย่าง อะไรที่ท่านทำได้ก็ทำไปหมดแล้ว ขนาดที่ดินพระราชทานยังเลือกให้เป็นที่หวงหลง กลัวว่าคุณชายจะไม่มีข้ออ้างไปได้บ่อยๆ ส่วนที่เหลือ ไม่ต้องกังวลแล้วจริงๆ เรื่องแบบนี้ใช่ว่าจะต้องช่วยปูทางจับมือเดินไปได้ตลอด
เหล่าฮูหยินล้มตัวลงนอน เรียกชื่อของฉินหมอมอ
“เจ้าไม่เข้าใจ ตัดพวกยศและตำแหน่งของหมินหรุ่ยออกไป เรื่องส่วนตัวแบบนี้ เขาก็เป็นแค่เด็กน้อยที่ไร้เดียงสา”
แถมยังปากแข็ง
…
ลู่หมินหรุ่ยที่แสนซื่อในสายตาของท่านย่ากำลังได้รับการต้อนรับจากผู้ว่าการเมืองเฟิ่งหวง
ผู้ว่าการเมืองเฟิ่งหวง (ถังซาน) ไม่ได้มารอต้อนรับที่ศาลาสิบลี้ แต่พาเหล่าเจ้าหน้าที่มารอเพราะได้ข่าวว่าท่านอ๋องจะเดินทางผ่าน รอตั้งแต่เช้ายันค่ำ
ญาติของซ่งเก้าสกุลที่เพิ่งตามเจอ ถูกพวกสาวใช้ปรนนิบัติ หาข้าว หาปลาให้กิน
อย่างหลัวปู้เสีย ลูกชายคนโตของพี่สาวญาติผู้พี่ของท่านย่าหม่าที่ไม่มีแขนขวาแล้ว กำลังใช้แขนซ้ายกินข้าว ถูกสาวใช้สองคนที่หน้าตาสะสวยห้ามไว้ เตรียมป้อนให้
หลัวปู้เสียสวมชุดผ้าทอ “เออะ”
จนถึงตอนนี้เขาก็ยังไม่เข้าใจว่ามันเรื่องอะไรกัน พอถามก็บอกว่าเดี๋ยวถึงที่หมายจะรู้เอง
ส่วนพ่อแม่ของเหอซื่อ สะใภ้ใหญ่ของท่านย่าหม่า สองสามีภรรยาวัยชราถูกพวกสาวใช้ของบ้านผู้ว่าฯ ปรนนิบัติรับใช้ กินอย่างไม่คล่องคอเท่าไร เพราะระหว่างทางมานี้นอนดีกินดีจนรู้สึกเหมือนตายแล้วขึ้นสวรรค์ กำลังท่องเที่ยวอยู่บนชั้นวิมาน
ลู่พั่นนั่งลง ได้ยินนายอำเภอคนหนึ่งที่อยู่ในอาณาเขตเฟิ่งหวงบอกว่าเป็นสหายของซ่งฝูเซิง
อันที่จริงอีกฝ่ายอยากบอกว่า ‘ท่านอ๋อง หากว่ากันตามเหตุผล พวกเราก็เป็นกึ่งสหายร่วมรุ่น’ เขาก็แค่ไม่กล้า ยิ่งไม่กล้าเอ่ยขอบคุณที่ตอนไปสอบในเมืองหลวงได้เข้าพักเรือนรับรองของตระกูลลู่ ไม่กล้าถามท่านอ๋องว่าเห็นธงเกียรติยศหรือยัง แค่พูดถึงซ่งฝูเซิงอย่างอ้อมๆ
นึกไม่ถึงว่าจะถูกใจท่านอ๋อง
“หืม? เข้ามานี่หน่อย”
อดีตถงจวี่เหริน ถงจิ้นซื่อ เวลานี้คือนายอำเภอถง หน้าแดงด้วยความตื่นเต้น คุกเข่าตรงหน้าโต๊ะลู่พั่นท่ามกลางสายตาอิจฉาของคนอื่นๆ
เห็นหรือยัง รู้จักถูกคนก็ได้อาศัยใบบุญ
ลู่พั่นยกมือเล็กน้อย “ตามสบาย”
ชี้ที่นั่งด้านข้าง “นั่งนี่สิ”
อยากฟังเรื่องของพ่อตาให้มากหน่อย
ตอนนั้นเขาไม่อยู่
อยากรู้ความรู้สึกของพ่อตาตอนสอบตก รวมถึงความรู้สึกตอนได้กลับเข้าไปกลายเป็นจิ้นซื่อ มีพูดอะไรบ้าง
จะให้ดีเล่าเรื่องตอนระหว่างทางที่เดินทางไปสอบด้วยก็ได้ เชิญกิน
พอออกจากเมืองเฟิ่งหวงก็เดินทางโดยไม่หยุดพัก
ผ่านเกาะฉินหวง
ขบวนเดินทางของท่านอ๋องตกกลางคืนพักที่เมืองอิ๋งโจว (เกาะหูลู) จากนั้นก็ผ่านเมืองจิ่นโจว เมืองผานจิ่น จนไปถึงเฟิ่งเทียน
คนในพระคลังหลวงต่างตะลึงงัน
“ทะทะทะ ท่านอ๋อง”
ลู่พั่นเดินผ่านกลุ่มคนที่คุกเข่าอยู่เต็ม “ต้าหลัง หูจือ”
อืม ไม่ต้องสนว่าเขาอยู่ข้างนอกมีสถานะอะไร วันที่เขาแต่งงาน เขาเป็นเพียงสามีของพั่งยา เขาต้องเรียกว่าพี่
ต้าหลังกับหูจือถึงกับงง
ใต้เท้าเว่ยประทับตราด้วยความตื่นเต้นดีใจ ต้าหลังเป็นหลานเขยของเขา จับจองหลานเขยคนนี้ได้ทันเวลาเสียจริง เอาไปเลยวันหยุด หยุดยาวๆ
ฮูหยินนายอำเภอตั้งใจไปที่บ้านแม่สามีของชุ่ยหลานโดยเฉพาะ
ตอนแม่สามีของชุ่ยหลานได้ยินว่ามาถามว่าชุ่ยหลานต้องการตามขบวนเดินทางของท่านอ๋องไปหวงหลงหรือไม่ เพราะท่านอ๋องจะไปเยี่ยมผู้ว่าฯ ซ่ง นางก็เก็บอาการไม่อยู่ทันที ตื่นเต้นจนตัวสั่น
เอาแต่เรียกว่าลูกสะใภ้ชุ่ยหลาน
จับหลานชายมาให้พูดคำมงคลต่อชุ่ยหลานที่เป็นแม่ แทบอยากให้ชุ่ยหลานพาไปด้วย
สามีของชุ่ยหลานอยากไปด้วยยิ่งกว่า
แต่ฮูหยินนายอำเภอยิ้มพลางบอกว่า นั่นเป็นขบวนเดินทางของท่านอ๋อง หากไม่มีคำสั่ง ใครก็ห้ามไปรบกวน พ่อบ้านฝากมาเรียกแค่ชุ่ยหลาน
แต่แค่นั้นก็ดีใจกันมากแล้ว
เปิดหีบหาเครื่องประดับให้ชุ่ยหลาน ถ้าชุ่ยหลานไม่ชอบก็ซื้อให้ใหม่
ก่อนออกเดินทาง สามีของชุ่ยหลานได้โอบเมียพลางพูด “ข้าจะคิดถึงเจ้า”
ชุ่ยหลานขึ้นรถม้า
หลี่ซิ่วขึ้นรถม้าพร้อมตั๋วเงินของท่านย่าหม่าและเป่าจื่อ
ลูกสาวกัวคนโตที่แต่งงานกับคนในหมู่บ้านเหรินจยาก็ขึ้นรถม้า
ครอบครัวเหล่าสุยรวมถึงลูกชายกับต้ายาลูกสะใภ้ต้องการคารวะลู่พั่น แต่ลู่พั่นกลับส่ายมือก่อนขึ้นรถม้า ตามสบาย
ออกเดินทาง
ผ่านฝูโจว (ซื่อผิง) ไปถึงหวงหลง
“คุณชาย ต้องไปแจ้งก่อนไหมขอรับ” มีการไปแจ้งล่วงหน้ามาตลอดทางเพื่อที่จะได้มีที่พักดีๆ
ซุ่นจื่ออยากลองฟังดูว่า พอถึงหวงหลงดินแดนของผู้ว่าฯ ซ่ง คุณชายกล้าบอกล่วงหน้าหรือเปล่า
“แค่ก” ลู่พั่นกำมือกระแอม
ตื่นเต้น
ยิ่งใกล้ถึงยิ่งตื่นเต้น
เขากังวลว่าอาซ่งจะทำความเคารพเขา หรือไม่ก็ทำหมางเมินใส่เขา
“ไม่ต้องดีกว่า”
ซุ่นจื่อขอคำชี้แนะเสร็จก็กลับขึ้นม้า มองดอกไม้ข้างทางพลางหัวเราะออกมาเบาๆ
เนื่องจากไม่ได้ไปแจ้งก่อน พอขบวนเดินทางของท่านอ๋องที่ยาวมากปรากฏขึ้นอย่างกะทันหัน มือปราบที่เฝ้าประตูเมืองก็อึ้งตะลึงงัน
“นั่นอะไรน่ะ”
“ไม่รู้สิ เอ๊ะ ม้าเยอะขนาดนั้นน่าจะเป็นระดับไหนเหรอ”
“ไม่รู้ ข้าโตมาขนาดนี้ยังไม่เคยเห็น”
“อ๊า! อ๊าๆ! ข้านึกออกแล้ว เจ้ามันซื่อบื้อ ดูธงนั่นสิ แล้วดูรถม้า ท่านอ๋องมา นั่นท่านอ๋อง รีบไปรายงาน เร็วเข้า!”
ซ่งฝูเซิงกำลังประชุมอยู่ ถูกคนที่วิ่งมาแจ้งข่าวขัดจังหวะ
แม่ทัพหลิ่วกับลูกน้องกำลังขี่ม้ากลับมา
ตอนที่ซ่งฝูเซิงกำลังจะพาเหล่าขุนนางออกไปต้อนรับก็ไม่ทันแล้ว
พวกม้าของลู่พั่นใช่ม้าธรรมดาที่ไหนกัน
ซ่งฝูเซิงออกจากที่ว่าการ ภาพที่เห็นก็คือ มีญาติของเขาทยอยลงมาจากบนรถม้าแต่ละคัน
ลู่พั่นยืนอยู่หน้าคนเหล่านี้
ท่านอา ข้ากลับมาแล้ว
พวกเรากลับมาแล้ว