ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 843-1 รังแกคนซื่อ
ตอนที่ 843-1 รังแกคนซื่อ
แสงแรกของยามเช้าโผล่พ้นขอบฟ้า ราวกับผ่านห้วงเวลามานับพันปี
หมี่โซ่วนั่งอยู่ตรงบันไดหน้าห้องหนังสือ มองท้องฟ้าที่กำลังจะสว่าง ใบหน้าเต็มไปด้วยน้ำตา หัวใจเปียกชื้น
ท่านลุง ไม่ต้องกลัว
หากวันหนึ่งท่านลุงกับท่านป้าแก่แล้ว อยู่กับพี่ไม่ได้ พวกท่านลืมแล้วเหรอว่ายังมีหมี่โซ่วอยู่
ถ้าพี่แม่ทัพเล็กกล้าไม่ดีกับพี่สาวข้า ข้าจะไปหาเขา ให้เขาคืนพี่สาวของข้ามา
บ้านของน้องชายก็คือบ้านของพี่สาว
ลู่พั่นถึงกับ…งง
อยู่ๆ หมี่โซ่วก็วิ่งเข้ามากอดท่านอาแล้วร้องห่มร้องไห้ด้วยกัน
เขาทำอะไรแล้วเหรอ
ซ่งฝูเซิงชี้กระดาษกับพู่กันที่อยู่บนโต๊ะ “มองอะไร เขียนไป”
หมี่โซ่วถูกซ่งฝูเซิงโอบไว้ เขาก็มองลู่พั่นพลางพูด “พี่ชาย ครอบครัวเราคุยผลประโยชน์ก่อนความรู้สึกส่วนตัว เขียนเถอะ”
ลู่พั่นนั่งอยู่หน้าโต๊ะเขียนหนังสือ จับพู่กัน แต่กลับไม่รู้ว่าต้องเขียนอะไร
ได้ยินว่าเวลาครอบครัวอื่นสู่ขอ ทั้งฝ่ายชายและหญิงจะเขียนพวกรายการสิ่งของ
ฝ่ายหญิงเสนอเงื่อนไข ต้องการสินสอดเท่าไร ต้องการทรัพย์สินติดตัวเท่าไร
แต่พอมาถึงเขา ท่านอาไม่เอาอะไรทั้งนั้น แค่ต้องการหนังสือรับรอง ต้องการหนังสือหย่า
เขายังไม่ได้แต่งงานก็ต้องมาเขียนหนังสือหย่าแล้วรึ
สุดท้ายลู่พั่นก็จรดพู่กัน เขียนด้วยลายมือที่หนักแน่น หนังสือให้คำมั่นสัญญา
เขารับไม่ได้จริงๆ ที่จะต้องเขียนคำว่า ‘หย่า’ ด้วยตัวเอง
พูดตามตรง แม้แต่พวกเหตุการณ์ที่ท่านอาจินตนาการก็ไม่เคยมีในสมองของเขามาก่อน
เขานึกสภาพไม่ออกจริงๆ ฝูหลิงในวัยแก่ชรา โศกเศร้าจนจิตใจด้านชา คุกเข่าสวดมนต์หน้าพระพุทธรูปทุกวัน
ยิ่งไปกว่านั้นภาพฝูหลิงถูกเขาขังไว้เรือนหลัง ไม่ให้ออกนอกจวน เขาก็จินตนาการไม่ออก
เขาจินตนาการได้เพียงว่า เขาเลิกงานแล้วฝูหลิงก็ยังไม่กลับบ้าน
จินตนาการได้เพียงว่า ฝูหลิงมีคำศัพท์ใหม่ๆ กับความคิดสร้างสรรค์มากมายที่เขามักจะไม่เข้าใจ กลัวฝูหลิงโกรธแล้วขังเขาไว้ข้างนอก ไม่สนใจเขา
พอนึกได้แบบนี้ ลู่พั่นก็คิดว่า ควรให้ท่านอาเขียนจดหมายรับรองให้เขามากกว่า ทำไมถึงกลายเป็นเขาเขียนเองล่ะ
ใครควรรับรองให้ใครกันแน่
แต่เขาไม่กล้าพูด
ลู่พั่นมองซ่งฝูเซิง
แต่แค่มองแวบเดียวก็ใจอ่อนแล้ว คิดในใจ เฮ้อ
เริ่มเขียนอย่างยอมรับชะตากรรม
เพราะเขานึกถึงตอนที่พวกพี่สาวแต่งงานออกเรือน
พี่ใหญ่ ลูกสาวคนโต แต่งเป็นคนแรก
วันที่พี่ใหญ่แต่งงาน ในจวน นอกจวนประดับประดาอย่างยิ่งใหญ่ แต่วันนั้นท่านพ่อกลับนิ่งเงียบ
มาจนถึงพี่สี่ แม่ทัพมั่วแอบบอกเป็นนัยๆ ว่าต้องการสู่ขอให้ลูกชาย
ในบางความหมาย ท่านพ่อในตอนนั้นกับอาซ่งในวันนี้ก็คือมีความรู้สึกเดียวกัน
ท่านพ่อปฏิเสธ
ท่านพ่อก็เป็นทหาร เดิมทีไม่ควรรังเกียจทหารด้วยกัน แต่กลับไม่อยากยกพี่สี่ให้แต่งกับครอบครัวทหาร
บ้านเมืองยังไม่รวมเป็นปึกแผ่น หน้าที่ของทหารก็ยังไม่จบสิ้น
ท่านพ่อบอกว่า ลูกชายของแม่ทัพมั่วจะต้องไปออกรบแน่นอน
ตระกูลลู่ไม่ขออะไรมาก พี่สี่เป็นลูกสาวคนเล็ก แค่อยากให้ครอบครัวลูกเขยให้เกียรติลูกสาวคนเล็กของเขา อยู่กันไปจนแก่เฒ่า
จึงสั่งให้ท่านแม่หาครอบครัวที่ฐานะต่ำกว่าหน่อย แม้จะเป็นครอบครัวบัณฑิตยากจนก็ไม่เป็นไร
คิดๆ ดู ตอนนั้นความคิดของท่านพ่อก็คงเหมือนกับอาซ่ง
เมื่อครู่อาซ่งบอกว่าไม่อยากยกฝูหลิงให้เขา เพราะรังเกียจที่สถานะของเขาสูงส่ง
คิดว่าแต่งกับคนที่ฐานะต่ำกว่าจะจัดการง่าย
ความจริงเป็นที่ประจักษ์ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่แต่งกับคนฐานะสูงกว่าหรือต่ำกว่า พี่เขยสี่ก็คือคนที่แย่ที่สุดในบรรดาพี่เขยทั้งหมด
ตระกูลลู่ของเขาเอาอยู่ไหม สุดท้ายก็ต้องทำเอาหูไปนาเอาตาไปไร่
พี่สี่ยอมรับชะตากรรม
ครั้งแรกที่พี่เขยสี่ทำเกินไป นางเอาไม่อยู่ ขี้ใจอ่อน ตระกูลลู่ของพวกเขาออกหน้าให้แล้วอย่างไร
อืม วันหน้าเขาเป็นพ่อ เขาก็ต้อง…
ลู่พั่นที่ยังไม่ทันได้แต่งงานก็ต้องมานั่งเขียน ‘หนังสือหย่า’ ยังไม่แต่งงานเวลานี้ แต่ก็เริ่มจินตนาการว่าถ้าเขามีลูกสาว วันหน้าเขาเป็นพ่อตา เขาควรเลือกลูกเขยอย่างไร
ทำพูดไป พอคิดไปขนาดนี้ลู่พั่นก็ชักมีอารมณ์ร่วม
‘หนังสือรับรอง’ นี้ ในที่สุดก็มีแรงบันดาลใจเขียน
ลู่พั่นเขียนด้วยอารมณ์ที่ว่า ‘เขาจะเป็นลูกเขยที่ดี ขอให้ว่าที่ลูกเขยของเขาในอนาคตก็ดีต่อลูกสาวของเขาด้วย’
พ่อตาซ่งฝูเซิง เป็นพ่อและเป็นสามีที่ดีขนาดไหน
ในฐานะสามี ยามที่ลำบากที่สุดก็ไม่ทอดทิ้งไปไหน
ยามมั่งมีก็ยังทำตัวเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน
เลี้ยงหมี่โซ่วเหมือนเป็นลูกแท้ๆ
หมี่โซ่ว หลานชายของครอบครัวฝ่ายหญิง เป็นเด็กที่จิตใจโอบอ้อมอารี
ทุกอย่างที่กล่าวมา เมื่อเวลาผ่านไปดุจสายน้ำ จากผมดำเป็นผมหงอก จากวัยหนุ่มไปจนแก่เฒ่า พูดเหมือนง่ายแต่ทำยาก
แต่พ่อตาซ่งฝูเซิงทำได้แล้ว
วันนี้ ลู่พั่น ลู่หมินหรุ่ยจะเอาพ่อตาเป็นแบบอย่าง สืบทอด รับช่วงต่อ
ลู่พั่นขยับพู่กันเขียนไม่หยุด
เน้นชื่นชมพ่อตาซ่งฝูเซิงเป็นหลัก สร้างความรู้สึกร่วมกันว่านับจากนี้ไปครอบครัวลู่และครอบครัวซ่งมีโชคชะตาร่วมกัน
อนาคตอีกหลายสิบปี มีเป้าหมายที่สามีภรรยารักใคร่กลมเกลียว ให้เกียรติให้อภัยซึ่งกันและกัน
อธิบายอย่างรอบด้าน หากในอนาคตเกิดปัญหาต่างๆ เขารับปากว่าตัวเองจะใช้ท่าทีสุขุมเยือกเย็น พูดคุยกันอย่างเสมอภาคในการแก้ไขความขัดแย้ง
มองพ่อตาเป็นตัวอย่าง เรียนรู้จากพ่อตา ในขณะเดียวกันก็ริเริ่มวิธีเจรจาใหม่ๆ ให้เกิดความเข้าใจระหว่างสามีภรรยามากที่สุด
เพื่อให้ลูกเขยของตัวเองในรุ่นต่อไปก็เขียนด้วยความจริงใจแบบเขาในวันนี้ ชื่นชมพ่อตาลู่หมินหรุ่ย
ส่งต่อรุ่นต่อรุ่น อย่าปฏิบัติไม่ดีต่อลูกสาวของเขากับฝูหลิง
“เรียนใต้เท้าพ่อตา ข้าเขียนเสร็จแล้วขอรับ” ลู่พั่นลุกออกจากโต๊ะ ใช้สองมือยื่นส่งให้
หมี่โซ่วกำลังซักผ้าเช็ดหน้า เมื่อครู่เช็ดหน้าให้ท่านลุงเสร็จแล้ว เขายังไม่ได้เช็ดให้ตัวเอง พอได้ยินแบบนั้นก็ชะงัก
รีบทิ้งผ้าเช็ดหน้าอยากไปอ่านหนังสือรับรองที่เพิ่งเสร็จสดๆ ร้อนๆ ด้วย
ต้องให้เขาอ่าน
ถ้าท่านลุงแก่แล้ว พี่เขยทำไม่ได้ เขายังต้องถือหนังสือรับรองฉบับนี้ไปทวงถามพี่เขย
ซ่งฝูเซิงเหลือบมองลู่พั่นแล้วมองหนังสือรับรอง เขารับมา
อ่านไปได้ไม่กี่บรรทัดเขาก็แอบพยักหน้าในใจ
อืม เป็นความจริง
ที่ชมเขามันถูกทั้งนั้น เขียนได้ดี
เพียงแต่พออ่านถึงตอนท้าย ซ่งฝูเซิงก็หมดคำจะพูด
หมอนี่อินเนอร์มาเต็ม จงใจยั่วโมโหเขาหรือเปล่า จินตนาการช่างบรรเจิดเหลือเกิน ยังไม่ทันไหนถึงไหนลูกสาวก็โผล่มาแล้ว จะออกเรือนแล้ว
ซ่งฝูเซิงถลึงตาใส่ใบหน้าหล่อเหลาของลู่พั่น อยู่ไหนล่ะลูกสาวเจ้า
ในเวลานี้เอง ทันใดนั้นก็มีคนแหวกม่านประตูพลางพูด “ทำอะไรกัน ใครอยู่ในนี้ ทำไมตื่นเร็วกว่าข้าที่มานึ่งซาลาเปาอีก”
อ๊ะ หมี่โซ่วเหรอ
หมี่โซ่วเจ้าตื่นเช้าขนาดนี้ดูท่าจะไม่อยากตัวสูงแล้ว เด็กคนอื่นที่ตัวสูงก็เพราะนอนเก่งทั้งนั้น ดูพี่สาวเจ้า…
ท่านย่าหม่ารู้สึกไม่ชอบมาพากล จากนั้นก็สังเกตเห็นว่าลูกชายก็นั่งอยู่ในนี้ด้วย พอมองเข้าไปให้ดีๆ “เอ๊า หมินหรุ่ย เจ้าอยู่ที่นี่ได้อย่างไร นี่มันตอนเช้าหรือเย็นของอีกวันแล้วกันล่ะ”
ท่านย่าหม่าชักมึน มองลู่พั่น เกิดความรู้สึกลวงตา คิดจริงว่าเมื่อวานนางอาจตื่นเต้นดีใจเกินไปจนหลับไปแล้วหนึ่งวันหนึ่งคืน
“ท่านย่า” ลู่พั่นทักทาย
สีหน้าของซ่งฝูเซิงไม่ค่อยเป็นธรรมชาติ “ยังไม่ข้ามไปอีกวัน เขาไปจวนหลิ่วแล้วมาอีกรอบ ข้าให้เขาเขียนหนังสือรับรอง มีเหรอจะให้สู่ของ่ายๆ”
“นะ หนังสืออะไรนะ”
ย่าหม่าไม่สนเรื่องนั้น รีบดึงกระดาษหลายใบจากในมือลูกชายมาอ่าน
อ่านเสร็จนางก็ ไอ๊หยา คุณพระคุณเจ้า ว่างมากนักใช่ไหม ใช้คำพูดหลานสาวว่ายังไงนะ เป็นโรคช่างจินตนาการหรืออะไรนี่แหละ
เรื่องที่ยังไม่มีเค้าลางก็บังคับให้อีกฝ่ายเขียนไว้ก่อน
เรื่องที่ยังไม่เกิด เท่าที่นางรู้จักนิสัยลู่พั่น จะต้องให้คำมั่นแน่ว่าไม่มีทางทำแบบนั้น ไม่มีทางรังแกหลานสาวคนเล็กของนาง แค่นี้ยังไม่พอใจ ยังจะไม่หลับไม่นอนให้เขาเขียนอีก
ถ้าย่ากับแม่ของลู่พั่นรู้เข้าได้สงสารเขาตายเลย
เจ้าสามนี่มันน่าซัดจริงๆ
แค่แกล้งข่มขู่พอเป็นพิธี พูดในสิ่งที่ควรพูดให้ชัดเจนก็พอแล้ว
“ไป ตามย่าไปห้องหมี่โซ่ว นอนสักงีบ”
ไม่ได้นอนทั้งคืน จะเขียนตอนกลางวันไม่ได้หรืออย่างไร
ซ่งฝูเซิงขมวดคิ้ว “ข้ายังพูดไม่จบ ยิ่งอยากเป็นลูกเขยบ้านนี้ก็ยิ่งให้เขาพักที่นี่ไม่ได้ บ้านเราต้องรักษาขนบธรรมเนียม เดี๋ยวคนอื่นเขาจะว่าเอาได้”