Novel PDF » คลังนิยายแปลอัปเดตไว 24 ชม.
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Banner Contact
Advanced
Sign in Sign up
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Banner Contact
Sign in Sign up

ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 841 บอกว่าบังเอิญเจอกันมันจะดีเหรอ + ตอนที่ 842 เหล่าซ่ง ไม่ต้องร้อง ความลำบากของเจ้าข้าก็

  1. Home
  2. ทะลุมิติทั้งครอบครัว
  3. ตอนที่ 841 บอกว่าบังเอิญเจอกันมันจะดีเหรอ + ตอนที่ 842 เหล่าซ่ง ไม่ต้องร้อง ความลำบากของเจ้าข้าก็
Prev
Next
<*>นิยายBookmarksไม่แจ้งเตือนท่านสามรถดูนิยายอัพเดทได้ที่นี่<*>Click

ตอนที่ 841 บอกว่าบังเอิญเจอกันมันจะดีเหรอ + ตอนที่ 842 เหล่าซ่ง ไม่ต้องร้อง ความลำบากของเจ้าข้าก็เคยสัมผัส

ตอนที่ 841 บอกว่าบังเอิญเจอกันมันจะดีเหรอ

ซ่งฝูหลิงขยับไปทางประตูบ้านอย่างเงียบๆ

เหลือบมองพ่อเซาจี

ท่านใช่ไหมที่ทำความแตก

รอก่อนเถอะ ฮึ่ยๆๆ ท่านได้งานที่มั่นคงแล้ว

ต่อไปไม่ว่าพ่อนางจะย้ายไปที่ไหนต้องพาครอบครัวนี้ไปด้วยแน่

เวลานี้ลู่พั่นรู้สึกสับสนยิ่งกว่าซ่งฝูหลิง

ปกติเขาปีนกำแพงขึ้นหลังคาเหมือนเล่นสนุก

วันนี้กลับพลาดล้มที่กำแพงบ้านครอบครัวซ่งถึงสองครั้ง

ขายหน้ามากจริงๆ

กลุ้มที่สุดก็ตอนที่พาฝูหลิงบาดเจ็บไปด้วย แถมตอนนี้ก็ยังถามไม่ได้อีกว่าเป็นอย่างไรบ้าง

ลู่พั่นตามอยู่ด้านหลังซ่งฝูเซิง แอบชำเลืองมองท่าเดินของซ่งฝูหลิงแล้วมองด้านหลังซ่งฝูเซิง

เวลานี้ถ้าซุ่นจื่ออยู่จะต้องตกใจมากแน่นอน

แต่เล็กจนโตคุณชายของเขาไม่เคยต้องกลัดกลุ้มถึงขั้นเอามือกุมขมับ

วันนี้มันเกิดขึ้นแล้ว

…

ซ่งฝูเซิงไม่รู้ว่าควรพูดอะไรแล้ว

คำพูดทั้งหมดมันจุกตั้งแต่ที่ลูกสาวของเขาสอนลู่พั่น สอนผู้ชายหน้าตาเฉยว่า ‘พรุ่งนี้พวกเราก็นัดกันที่นี่ได้’

ตอนนั้นเขาอยู่ในกำแพงฝั่งนี้ พอได้ยินที่ลูกสาวพูดก็รู้สึกเจื่อนอย่างบอกไม่ถูก

เป็นผู้หญิงใจกว้างเหลือเกิน

ซ่งฝูเซิงหยุดเดิน

สองคนที่อยู่ด้านหลังรีบหยุดตาม

พ่อเซาจีรีบเอาโคมไฟลง โค้งตัวเคารพซ่งฝูเซิง จากนั้นก็โค้งตัวให้ลู่พั่นกับซ่งฝูหลิงแล้วเดินออก

ภายในสวนหย่อม

เงียบสงัด

ซ่งฝูเซิงหันหลังให้ลูกสาวกับลู่พั่น

ในเวลาไม่กี่นาทีนี้ ลู่พั่นเห็นใจฝูหลิงมาก

เมื่อก่อนหมี่โซ่วเคยบอกเขาว่า เห็นพี่สาวเขาชอบเอาแต่หัวเราะหน้าทะเล้นแบบนี้ แต่ในความเป็นจริงเป็นคนมีน้ำใจที่สุดในบ้าน มีความรับผิดชอบ

แต่เวลานี้ลู่พั่นไม่ต้องการให้ฝูหลิงรับผิดชอบอะไร

อาซ่งจะต่อว่าเขาอย่างไรก็ได้

เขาไม่กลัวเสียหน้า

เขาอยากให้อาซ่ง…

ซ่งฝูหลิงพูดขึ้นในเวลานี้ “ท่านพ่อ เอ่อคือ ดึกมากแล้ว ลูกอยากกลับไปนอน ได้ไหม ท่านพ่อคุยกับเขาแล้วกัน” ไม่แม้แต่จะมองลู่พั่น

ลู่พั่น “…”

เขารู้สึกจากใจว่าอยากให้ฝูหลิงรีบกลับไปก็จริง แต่ฝูหลิงเจ้า อืม ไหนล่ะความรับผิดชอบ

ซ่งฝูเซิงถึงได้หันกลับมา

พอเห็นซ่งฝูหลิงก็สูดลมหายใจเข้าลึก

ดูลูกสาวเขาสิ

กระโปรงสีชมพูสวยๆ ล้มกลิ้งจนเลอะเทอะไปหมด

ผมเผ้าก็ยุ่งเหยิง

แถมยังใส่ปิ่นระย้าบ้าบอนั่นออกมาด้วย

ชอบปิ่นระย้าอันนั้นมากเลยเหรอ ใส่มันทั้งคืน

ปิ่นเบี้ยวอยู่บนหัว ผมสยายยุ่งเหยิงเหมือนคนบ้า สภาพดูไม่ได้

แต่สุดท้ายซ่งฝูเซิงก็ต่อว่าไม่ลง

ซ่งฝูเซิงดุลูกสาวไม่ลง มีลูกสาวแท้ๆ อยู่แค่คนเดียว

ซ่งฝูเซิงกัดฟันกรอด ลูกสาวแท้ๆ

ต่อให้เขาจะดุจริง ลู่พั่นก็ไม่มีสิทธิ์ฟัง

ซ่งฝูเซิงกวาดตามองฝูหลิง “กลับไปสิ แม่รออยู่ในห้อง”

ซ่งฝูหลิงถอนหายใจยาวทันที วิ่งออกไปโดยไม่ทิ้งเยื่อใยไว้แม้แต่น้อย

เฉียนเพ่ยอิงอยู่ในห้อง แกล้งทุบหลังของซ่งฝูหลิงเบาๆ “ดึกดื่นป่านนี้ไปทำอะไรมา ไม่มีร้านไหนเปิด ไปที่จวนหลิ่วมาเหรอ แล้วดูผมเผ้าเสื้อผ้าสิ ไปมุดถ้ำมาหรืออย่างไร”

“จะเป็นไปได้อย่างไร ท่านแม่ พูดแบบนี้ลูกจะโกรธแล้วนะ ลูกไม่ได้ทำอะไรเลย แค่ไปเปิดร้านขนม ทำขนมเค้ก กินชานมกับลู่พั่น คุยกันสักพัก”

เฉียนเพ่ยอิงถลึงตาใส่ลูกสาว

ไอ๊หยาคุณพระคุณเจ้า ใจกล้าเหลือเกินลูกฉัน

ตีสองกว่าถึงกลับมา

ยุคโบราณไม่มีคาเฟ่ไม่มีร้านชานม ไม่มีให้เลือกก็สร้างทางเลือกให้ตัวเอง

ว่านิดว่าหน่อยมาทำไม่พอใจ เด็กคนนี้มันน่าตีไหมล่ะ

จะไม่ให้เป็นห่วงได้ยังไง อยู่ๆ ก็มีบันไดโผล่มาในตัวบ้าน ลูกสาวหายไปกลางดึก คิดว่ามีโจรเสียอีก ลืมไปแล้วว่าทะลุมิติมาได้อย่างไร

ส่วนเหล่าซ่ง ตกใจจนเกือบลืมใส่รองเท้า

เถาฮวาได้ยินเสียงก็ออกมา ถึงได้บอกว่าน้องสาวไปกับลู่พั่น

ใครเอาบันไดมาวาง

พวกเขาสองคนนัดกันไว้เหรอ

เถาฮวาพูดทั้งน้ำตา “เป่าจู ข้า เอ้อร์ยา ช่วยกันเอาบันไดมาวางให้น้อง หากจะโทษต้องโทษพวกข้า สองคนนั้นไม่ได้นัดกัน บังเอิญเจอกันพอดี”

เถาฮวา คิดจะโกหกใคร

พูดตามตรง ตอนที่เฉียนเพ่ยอิงได้ยินว่าไปกับลู่พั่น ไม่ใช่มีคนเลวเข้ามา นางกลับโล่งอก

โล่งอกแบบเห็นได้ชัด ถูกซ่งฝูเซิงถลึงตาใส่

“คุยอะไรกัน ไม่ได้ทำเรื่องเกินเลยใช่ไหม”

“ท่านแม่” ซ่งฝูหลิงล้างหน้าพลางพูด “ต่อให้ไม่เชื่อในตัวเขาก็ควรเชื่อในตัวลูก ลูกเป็นคุณหนูผู้ว่าฯ นะ”

“ไม่สู้แม่เชื่อเขาดีกว่า เราน่ะมันเจ้าเล่ห์กว่าเขา ตอบมาตามตรงนะ”

ในเวลาเดียวกัน

ในที่สุดซ่งฝูเซิงก็พูดกับลู่พั่น “เป็นถึงท่านอ๋อง มาปีนกำแพง แบบนี้มันดีแล้วเหรอ”

ลู่พั่นหูแดง เลียริมฝีปาก “เรียนใต้เท้าพ่อตา ไม่ดีขอรับ”

ตอนที่ 842 เหล่าซ่ง ไม่ต้องร้อง ความลำบากของเจ้าข้าก็เคยสัมผัส

สถานที่เหมือนตอนหยางหมิงหย่วนมาพูดสู่ขอ

ภายในห้องหนังสือส่วนตัวของซ่งฝูเซิง

ลู่พั่นเรียกพ่อตาเป็นครั้งแรก แอบหวั่นใจอยู่ไม่น้อย หูแดงไปหมด

ซ่งฝูเซิงถูกเรียกว่าพ่อตาครั้งแรก แดงทั้งใบหน้าและลำคอ

“หยุดเลย ข้ายอมรับแล้วเหรอ ถึงได้เรียกแบบนั้น”

“ท่านอา เรื่องนี้ไม่ว่าจะเป็นเมื่อก่อนหรือคืนนี้ก็ผิดที่ข้าทั้งนั้น…

…ไม่ได้มีเจตนาปิดบังท่าน…

…ก่อนไปรบ ข้ายังไม่แน่ใจความรู้สึกของฝูหลิง…

…ตอนอยู่ในสนามรบมีหลายครั้งที่…”

ลู่พั่นพูดถึงตรงนี้ก็หยุด เงียบไปหลายวินาทีถึงพูดต่อ

“ถึงขั้นที่ข้ารู้สึกโชคดีที่ไม่ได้บอกท่านอา…

…รู้จักกันมาหลายปี ข้ารู้ว่าท่านอากับอาหญิงแค่อยากเห็นฝูหลิงมีความสุข ปลอดภัย…

…ดังนั้นพอจบสงคราม ข้ากลับมาอย่างปลอดภัย ข้าถึงมีสิทธิ์มาพูดต่อหน้า ท่านอาวางใจยกฝูหลิงให้ข้าดูแลได้…

…คืนนี้ข้าบุ่มบ่าม…

…อยากได้ยินฝูหลิงพูดความรู้สึกที่มีต่อข้าก่อนที่ข้าจะเปิดเผยต่อท่านอาในวันพรุ่งนี้”

ลู่พั่นรู้ว่าอธิบายมากไปก็ไม่มีประโยชน์

ความผิดของเขามาจากความเห็นแก่ตัว มาจากการที่จิตใจของเขาอยากได้มากขึ้นเรื่อยๆ

ตอนที่ไม่มี ‘เฝ้าคิดถึงคะนึงหา’ สิ่งที่เขาต้องการคือ ฝูหลิงมีความรู้สึกดีๆ ให้เขา ไม่รังเกียจที่เขากลายเป็นสามีก็พอ

พอมี ‘เฝ้าคิดถึงคะนึงหา’ ถึงแม้จะรู้สึกมั่นใจขึ้นมาบ้างก็ยังอยากฟังนางพูดจากปากเอง ‘ข้าชอบเจ้า’ คำพูดที่สวยงามที่สุดในโลก

หลังจากได้พบกัน ใบหน้านั้นก็เคียงข้างเขาในสนามรบมานานเหลือเกิน

เฝ้าคิดถึงอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

จากกันสองปี เขาไม่รู้ว่าฝูหลิงเป็นอย่างไร เขารู้แค่ว่าตัวเองไม่รู้สึกห่างเหินกับฝูหลิง เพราะเจอกันทุกวัน

นางอยู่ในใจเขา เคียงข้างเขาในสนามรบ

ก็แค่ เวลามันยาวนานจนภาพที่ใช้เวลากับฝูหลิงที่อยู่ในสมองของเขามันช่างน้อยจนน่าสงสาร

คืนนี้ ฝูหลิงที่เคยอยู่แต่ในจินตนาการของเขา ปรากฏตัวตรงหน้าเขา ในที่สุดก็ไม่ใช่ผ้าผูกผม เขาเลยทำตัวไม่ถูก

คำพูดไพเราะเขาก็อยากฟัง แต่ที่มากกว่านั้นคืออยากกอดตัวจริงไว้ข้างกายให้แนบแน่น

พอซ่งฝูเซิงได้ยินคำว่าสนามรบก็ใจอ่อน โดยเฉพาะคำพูดนี้ออกมาจากปากของลู่พั่นเอง

เพราะสถานที่แบบนั้น ลองมองไป ไม่มีใครช่วยใครได้ เขาเคยไปมา

ตอนเขียนจดหมายโต้ตอบกับเหล่าเว่ยที่อยู่พระคลังหลวงเฟิ่งเทียน เหล่าเว่ยเคยบอกว่า ราชสำนักไม่ได้ขาดแคลนเสบียง แต่ขาดแคลนยา สภาพแวดล้อมของสมรภูมิทางใต้เลวร้ายมาก มีคนตายไปเยอะมาก

แต่เขาก็ไม่ได้บอกคนในครอบครัว

กลับเปิดดูแผนที่ จินตนาการจนตัวเองรู้สึกเป็นห่วงเหลือเกิน

เป็นห่วงลู่พั่น

ไม่ว่าจะเมื่อก่อนที่เขาเห็นลู่พั่นเป็นสหายที่อายุน้อยกว่า หรือต่อมาหลังจากรู้ว่าลู่พั่นเป็นเด็กหนุ่มที่หมายปองลูกสาวเขา เขาก็เป็นห่วงทั้งนั้น

เขารู้ดีกว่าใครว่า เด็กคนนี้ใจกล้าบ้าบิ่นขนาดไหน

ถ้าทหารของลู่พั่นตายจำนวนมาก ต่อมาเจอกับทหารข้าศึกจำนวนมหาศาล แถวนั้นไม่มีแม้แต่กองหนุน แล้วยิ่งในยุคโบราณที่ข่าวสารล่าช้า กว่ากองหนุนจะรู้ข่าว พวกลู่พั่นอาจตายกันหมดแล้ว

เขาเองก็เข้าใจ ลู่พั่นอาจไม่ได้กลับมาแล้ว

ลู่พั่นไม่มีทางยอมจำนน ถ้าเป็นเขา เขาจะยอมแพ้ก่อน แต่เด็กคนนี้ขอเลือกตายในดินแดนอื่นขณะสู้รบ

พอคิดว่าลู่พั่นจะไม่ได้กลับมาแล้วเขาก็จิตใจไม่เป็นสุข

เด็กคนนี้ นับตั้งแต่เจอกันครั้งแรกระหว่างลี้ภัยก็ได้ทำให้ซ่งเก้าสกุลชูป้ายสีแดงที่หน้าประตูเมืองด้วยความดีใจ

จนเขามาถึงฮุ่ยหนิง แม่ทัพหลิ่วถามเขาด้วยความรู้สึกคาดไม่ถึงว่ารู้จักกับหมินหรุ่ยด้วยเหรอ หมินหรุ่ยพูดถึงนายอำเภอซ่งในจดหมาย

หลายครั้งที่เขาครุ่นคิดขณะมองท้องฟ้าด้านนอก ลู่พั่น เจ้าต้องปลอดภัยนะ ไม่อย่างนั้นที่ข้าช่วยเจ้าไว้ก็สูญเปล่า

ซ่งฝูเซิงเลี่ยงไม่ได้ ให้ตายเถอะ เขามีความผูกพันกับลู่พั่นมากเหลือเกิน

แม้แต่ในเวลานี้…

ได้ยินซ่งฝูเซิงดุลู่พั่น

“นางยังเด็ก ยังคิดไม่ได้ว่าถ้าออกไปกับเจ้ากลางดึก เกิดถูกใครเห็นเข้าจะมีผลลัพธ์ตามมาอย่างไร แต่เจ้าเด็กด้วยเหรอ ข้าไม่ดุนางหรอก ข้าจะดุเจ้า”

ซ่งฝูเซิงโมโหฮึดฮัด

รู้ทั้งรู้ว่าตบมือข้างเดียวไม่ดัง

ทั้งยังได้ยินกับหูที่ลูกสาวชี้ทางให้ลู่พั่น พรุ่งนี้เจ้าค่อยมาใหม่อะไรทำนองนั้น

แต่เขาก็มีเหตุผล

ใครใช้ให้เจ้าเป็นแม่ทัพ แถมตอนนี้ยังเป็นท่านอ๋อง สมองของเจ้า สติปัญญาที่ถึงขั้นวางกลยุทธ์ทำสงคราม เดาได้ว่าศัตรูมีแผนการรบยังไง อยู่ในตระกูลขุนนางใหญ่มาตั้งแต่เด็ก เก่งกว่าฝูหลิงทุกอย่าง เจ้าเก่ง เช่นนั้นข้าจะดุเจ้า

คนหนึ่งนั่ง อีกคนหนึ่งยืน

ลู่พั่นย่อมเป็นคนที่ยืนอยู่

“ใช่ ข้าคิดไม่รอบคอบเอง” ลู่พั่นยอมรับ

เขาไม่ได้อธิบาย พอเจอหน้ากันควบคุมตัวเองได้ที่ไหนกัน แม้กระทั่งร่างกาย เขาก็ควบคุมไม่ได้

คำพูดแบบนี้ ตีให้ตายลู่พั่นก็ไม่มีทางพูดออกไป

ยิ่งไปกว่านั้นไม่ได้อธิบายซ่งฝูเซิงว่าไม่มีใครเห็น เขาแค่ยอมรับผิด

พูดไป อธิบายไปก็ไม่มีประโยชน์

อธิบายไป ท่านอาก็จะตำหนิได้ว่า ‘ไม่มีคนเห็น เจ้าก็เลยคิดว่าเรื่องนี้มันถูกแล้วอย่างนั้นเหรอ’

เวลานี้ซ่งฝูเซิงดื่มน้ำชาให้ชุ่มคอ ดื่มเสร็จก็ปาถ้วยทิ้งให้ลู่พั่นฟัง

เขาดุต่อ

“ประตูใหญ่เปิดกว้าง กลางวันไม่ยอมมาอย่างสมเกียรติ แต่กลับมาตอนกลางคืนแบบลับๆ ไม่หลับไม่นอน…

…ทั้งๆ ที่เป็นความสัมพันธ์แบบบริสุทธิ์ใจ…

…เจ้าทำแบบนี้ เกิดมีคนเห็นเข้า คนข้างนอกได้เอาไปพูดกันเสียๆ หายๆ…

…เจ้าน่ะไม่เป็นไรหรอก คนไม่รู้จะคิดว่า ตระกูลซ่งของข้าอยากเกาะท่านอ๋องอย่างเจ้า”

ลู่พั่นฟังออกตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว ท่านอาเอาแต่เรียกเขาว่าท่านอ๋อง รังเกียจที่เขามีสถานะเป็นอ๋อง

เท่าที่เขารู้จักอาซ่งกับอาหญิง รวมถึงนิสัยยามปกติของครอบครัวซ่ง เรื่องนี้เข้าใจได้ไม่ยาก

แม้อาซ่งจะเป็นขุนนางขั้นสี่แล้ว แต่กลับใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายแบบที่พวกขุนนางส่วนน้อยจะมี

ครอบครัวชาวบ้านคาดหวังอะไรมากที่สุด ครอบครัวซ่งก็คาดหวังแบบนั้น

นี่ก็เป็นสิ่งที่เขาชื่นชมมากที่สุดเช่นกัน

ไม่เคยร้องขออะไรที่เกินตัว

สรุปได้ว่า สถานะของเขาที่เปลี่ยนไป ไม่ได้เพิ่มคะแนนในสายตาของอาซ่ง มีเพียงความไม่สบายใจและกวนใจ

“ท่านอา ข้าไม่ได้อยากเป็นอวี้ชินอ๋อง”

ซ่งฝูเซิงสะอึก

คิดในใจ อย่าเห็นว่าหมอนี่พูดน้อย แต่กลับเดาใจคนได้ตรงจุด

ชัดเจนในคำพูด เขาไม่ได้อยากเป็นท่านอ๋อง แต่ปฏิเสธไม่ได้ จะมารังเกียจเพราะเรื่องนี้ไม่ได้ ถ้าเอาเรื่องที่เป็นอ๋องมาพูดอีกก็เท่ากับไร้เหตุผลสิ้นดี

เวลานี้เฉียนเพ่ยอิงไม่อยู่ ไม่รู้ว่าซ่งฝูเซิงบ่นอะไรในใจ ถ้านางรู้ได้ นางคงเป็นคนแรกที่ลุกออกมาพูดว่า

“ข้าว่าเจ้าไม่มีเหตุผล ลู่พั่นหมายความแบบนั้นเหรอ…

…อีกอย่าง เจ้าก็รู้ว่าตัวเองไม่มีเหตุผล ไม่อย่างนั้นจะรู้สึกร้อนตัวพองขนเหรอ”

เหล่าซ่งที่รู้ดีแก่ใจ เวลานี้สีหน้าแย่มาก “เจ้าหมายความว่าไง”

ลู่พั่นเงยหน้า มองใต้เท้าพ่อตาด้วยความสงสัยก่อน

เขาไม่ค่อยเข้าใจว่าทำไมท่านอาต้องไม่พอใจ

ไม่เข้าใจเขาก็ต้องอธิบายเอง

ความในใจเหล่านี้ ลู่พั่นคิดว่า บนโลกนี้ก็มีแค่อาซ่งหรือว่าที่พ่อตาเขาที่คู่ควรได้ฟัง

และเขาก็จะพูดให้ซ่งฝูเซิงฟังแค่คนเดียว

“ท่านอาน่าจะพอเข้าใจอยู่บ้าง…

…หมินหรุ่ยอยากบอกว่า คนข้างนอกมองจวนผู้สำเร็จราชการสูงส่งมีอำนาจ…

…คนนอกคิดว่าจวนผู้สำเร็จราชการเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ นั่นเป็นการคาดเดาอย่างเลื่อนลอยของพวกเขา…

…ในความเป็นจริง สิ่งที่ท่านปู่ ท่านย่า ท่านแม่ และคนในครอบครัวปรารถนาเป็นสิ่งที่สุดแสนจะธรรมดา ครอบครัวร่มเย็นเป็นสุข สุขภาพแข็งแรง ครอบครัวได้อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา…

…หลายอย่างเหมือนกับครอบครัวของพวกเรา…

…จะผู้อาวุโสในบ้านก็ดี ตัวข้าเองก็ดี ไม่เคยทำเรื่องที่เกินความจำเป็น หรือเฉลิมฉลองอย่างออกหน้าออกตา…

…คนในครอบครัวพอเห็นหมินหรุ่ยกลับมาก็ดีใจจนหลั่งน้ำตา…

…ท่านย่ากับท่านแม่รู้ว่าข้าอยากออกเดินทางมาหวงหลงเพื่อพบท่านอา รู้กันหมดว่าข้าอยากสู่ขอฝูหลิง พวกเขาดีใจกันมาก…

…ช่วยกันสวดมนต์ภาวนาให้ข้าทำสำเร็จ…

…ทั้งยังพูดอีกว่า นี่ต่างหากที่เป็นเรื่องมงคลอย่างแท้จริง…

…แม้หมินหรุ่ยจะอายุยังน้อย แต่ก็อยู่ในสนามขุนนางมาหลายปี…

…ท่านอา เมื่อก่อนข้าเคยคิดว่า ไม่มีครอบครัวไหนที่จะเหมือนครอบครัวข้าได้…

…ในใจของข้า ข้าก็ไม่ได้สนใจสถานะของตัวเอง ข้าเป็นเพียงหมินหรุ่ย…

…จนกระทั่งได้พบท่านอา ได้พบฝูหลิง ได้คลุกคลีกับครอบครัวของเรา…”

“เดี๋ยวนะ”

ซ่งฝูเซิงหรี่ตา

เลิกยกยอปอปั้นเขา ชมครอบครัวตัวเองว่าสมถะให้น้อยๆ หน่อย ข้าไม่หลงกลเจ้าหรอก

ในใจของเขาคิดว่า

เขาขอถอนคำพูดที่เมื่อครู่บอกว่าหมอนี่พูดน้อย

เขาชักงง ทำไมวันนี้พูดมากขนาดนี้ หมอนี่ทะลุกำแพงอะไรในใจออกมาหรืออย่างไร

ฟังดูแล้วกัน แต่ละคำพูดไม่ได้พูดออกมาเปล่าๆ

เป็นการบอกเขาทางอ้อมว่า ครอบครัวเราเหมาะสมกัน จวนผู้สำเร็จราชการเหมือนครอบครัวซ่ง

ทั้งยังบอกเขาทางอ้อมอีกว่า ทางครอบครัวเห็นชอบ ย่ากับแม่ของเขาต่างรอให้เขามาสู่ขอที่หวงหลง

เดี๋ยวก็บอกว่ายินดีมาสู่ขอ เดี๋ยวก็อ้างว่ารอวันที่ครอบครัวจะได้อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา

คิดไปไกลเหลือเกินนะ

“ข้ายอมรับเจ้าแล้วเหรอ อย่ามาพูดว่าครอบครัวเรา เจ้าสู่ขอแล้วหรืออย่างไร ข้ารับปากแล้วเหรอ”

“ท่านอา ข้าลู่หมินหรุ่ยอยากสู่ขอซ่งฝูหลิง ข้ากำลังสู่ขอกับท่าน ได้โปรดช่วยให้ข้าสมความปรารถนาด้วย”

ขณะที่พูด ลู่พั่นที่เป็นถึงท่านอ๋อง แม่ทัพหน้าหยกที่กรำศึกมายาวนาน ได้คุกเข่าลงตรงหน้าซ่งฝูเซิง

ซ่งฝูเซิงลุกพรวด อยากเลี่ยง

เจ้า?

นี่เป็นเรื่องที่ซ่งฝูเซิงคาดไม่ถึง

ขนบธรรมเนียมยุคโบราณที่แสนเฮงซวย

เหล่าซ่งคิด เขาไม่ได้คุกเข่าให้ลู่พั่นก็ถือว่าเกินไปแล้ว

พูดตามตรง ไม่กล้าคิด ตอนนี้อยู่ๆ ลู่พั่นก็คุกเข่าให้เขา

คิดดูแล้วกัน องค์ชายอภิเษก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงคนที่ถูกแต่งตั้งเป็นอ๋องแล้ว

วันสู่ขอ วันแต่งงาน ไม่อยากไปรับที่บ้านเจ้าสาวก็ยังได้ มีขุนนางกรมพิธีการไปแทนก็พอ

รับกลับมา ทั้งสองคนเข้าทางประตูใหญ่พร้อมกันก็เท่ากับเสร็จพิธี

คนที่ขี่ม้าไปรับด้วยตัวเอง นั่นถือว่าให้เกียรติภรรยากับพ่อตามากแล้ว

แต่พ่อตาก็ต้องเป็นคนที่มีอำนาจมากด้วย

สรุปว่า เป็นพ่อตาให้คนที่มีสถานะแบบนี้ แม้แต่จะตดยังไม่กล้า จะจับผิดฝ่ายชายสักนิดก็ยังทำไม่ได้ แถมยังต้องยิ้มแย้มสองมือประเคนลูกสาวให้ ไม่อย่างนั้นจะถูกยักเยียดข้อหาไม่ให้ความเคารพเอาได้ จะถูกเตือนว่าไม่เคารพฮ่องเต้ แล้วทั้งครอบครัวก็จะพลอยเดือดร้อนไปด้วย

‘ความไม่เคารพ’ ของเขามีมากแล้ว แม้ในใจจะไม่รู้สึกยินยอมก็ตาม

เขาเจอลู่พั่นแล้วไม่คุกเข่า ตั้งแต่จับสองคนนี้ได้คืนนี้ก็แสดงสีหน้าไม่ดีใส่ตลอด

อยู่ในสวนหย่อมก็ลงโทษให้ลู่พั่นยืน

เมื่อครู่ปาถ้วยชาให้ลู่พั่นได้ยิน อยากจะขัดจังหวะคำพูดของลู่พั่นก็ทำ อยากจะสั่งให้หุบปากก็สั่ง คิดจะตำหนิอย่างไรก็ทำ

แต่เรื่องคุกเข่า ยุคโบราณเฮงซวย ความแตกต่างของสถานะที่แสนเฮงซวย

ทำไมเขาถึงได้รู้สึกประทับใจในเรื่องที่สุดแสนจะธรรมดาและเป็นเรื่องที่สมควรมากที่สุดอยู่แล้วก็ไม่รู้…

“ลุกขึ้นเดี๋ยวนี้”

ไม่เพียงแต่ลู่พั่นจะไม่ลุก อีกทั้งหลังที่ตั้งตรงอยู่ตลอดแม้ในยามคุกเข่า ทันใดนั้นได้โน้มตัวพูดกับซ่งฝูเซิง

“ท่านอา อยู่ต่อหน้าท่าน ข้าไม่อยากเป็นแม่ทัพ ไม่อยากเป็นท่านอ๋อง

ข้าแค่อยากเป็นลูกเขยของท่านอา เป็นลูกเขยของครอบครัวซ่งจากครอบครัวที่มีอยู่นับหมื่นนับแสน”

หลังจากคำพูดนี้ ซ่งฝูเซิงก็เงียบไปนาน มองลู่พั่นที่คุกเข่าอยู่ตรงหน้าเขา

มองอยู่สักพักแล้วเขาก็หันไปมองนอกหน้าต่าง

เวลานี้ด้านนอกฟ้าเริ่มสว่างแล้ว เช้าวันใหม่กำลังมาถึง

“หมินหรุ่ย ข้าไม่อยากตอบตกลงเจ้าเลยจริงๆ”

ทันใดนั้นน้ำเสียงของซ่งฝูเซิงก็ปนด้วยเสียงสะอื้น

นี่น่าจะเป็นอิทธิพลในยามฟ้าสางแน่ๆ กลางคืนจนถึงก่อนฟ้าสางเป็นช่วงที่อารมณ์ของมนุษย์พรั่งพรูที่สุด ถึงทำให้อารมณ์ของเขาไม่มั่นคง

“ข้าซ่งฝูเซิง ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง ไม่อยากยกลูกสาวให้แต่งกับคนสถานะอย่างเจ้า…

…ข้ากลัว ตอนนี้เจ้าชอบนาง แต่จะชอบไปได้นานแค่ไหน…

…ข้าเป็นผู้ชาย ข้าเข้าใจดี…

…ต่อไปอีกหลายสิบปี ไม่ได้ใช้ชีวิตกันแค่ไม่กี่วัน มีแค่ความชอบพอมันไม่พอ…

…ครอบครัวชาวบ้านธรรมดาเกื้อกูลกัน ครอบครัวที่รับอนุได้อย่างข้าแต่กลับไม่รับมีน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย อาศัยความรับผิดชอบทั้งนั้น…

…บางคน พูดให้ไม่น่าฟังหน่อยก็คือ พวกเขาเปลี่ยนเมียไม่ได้ หรือบางคนเปลี่ยนมาก็ไม่ได้เก่งไปกว่าคนก่อนมากนัก”

ถ้ามีคุณสมบัติมีความสามารถ เปลี่ยนเป็นดาราหญิงดาราชายให้ภรรยาให้สามีได้ คิดดูแล้วกันว่าจะมีกี่คนที่เปลี่ยน

และลู่พั่นก็คือเวอร์ชันยุคโบราณที่เปลี่ยนเมียได้

“ราชสำนักไม่สนเรื่องพวกนี้…

…แม้แต่ฮ่องเต้ พวกขุนนาง ยังต่างร่วมกันชื่นชมผู้หญิง…

…เจ้า หมินหรุ่ย เจ้าจะเปลี่ยนเมียก็เปลี่ยนได้ อยากรับอนุก็รับได้ไม่ต้องสนใจใคร…

…ข้ารู้จักฝูหลิงของข้าดี นางทนไม่ได้หรอก…

…ข้ายังไม่เก่งถึงขั้นจัดการเจ้าได้”

ในที่สุดซ่งฝูเซิงก็พูดความในใจออกมา

อันที่จริง แต่ไหนแต่ไรมาเขาก็ไม่รู้ว่าจะหาผู้ชายแบบไหนให้ลูกสาว

ลูกสาวเป็นผู้หญิงยุคปัจจุบัน ไม่มีความทรงจำของที่นี่แม้แต่น้อย

ฝูหลิงเติบโตมาในระบบกฎหมายที่ยอมให้มีสามีเดียวภรรยาเดียว ถ้ากล้ามีชู้ คนได้มารุมซ้อม แถมถ้าอยากหย่าก็ทำได้

อย่างแย่ที่สุดก็คือ ไม่เพียงแต่เงินที่ปกติครอบครัวฝ่ายหญิงส่งให้จะไม่ได้คืน แถมตอนหย่ายังพ่วงหลานชายหรือหลานสาวกลับมาให้เลี้ยง

ฝูหลิงมีอิสระ ช่างคิด ดูแลตัวเองได้ ความคิดแตกต่างกับผู้หญิงในยุคโบราณอย่างสิ้นเชิง

เขาเป็นพ่อ โดยเฉพาะฐานะอย่างครอบครัวเขา ก็ค่อนข้างมืดแปดด้านในเรื่องเลือกลูกเขยจริงๆ

แต่ในใจของซ่งฝูเซิงก็รู้ดีกว่าใคร ยิ่งเขารักลูกสาวมากแค่ไหนก็ยิ่งรู้ว่าลูกโตแล้ว อย่างไรก็ต้องมีครอบครัว

เขากับเฉียนเพ่ยอิงอยู่กับลูกไปตลอดไม่ได้

เขาเคยนั่งตรึกตรองด้วยตัวเอง ภายใต้สภาพแวดล้อมที่มีอนุได้อย่างถูกกฎหมายในยุคโบราณนี้ อย่างมากก็หาผู้ชายที่กลัวอำนาจของเขาให้ลูกสาว หรือไม่ก็คนที่ต้องพึ่งพาเงินของเขา

อย่างไรเสีย ลูกเขยที่กลัวเขา ไม่กล้าเถียงเขา ย่อมดีกว่าลูกเขยที่ไม่กลัวเขาหรือเปล่า

ปรากฏว่ากลายเป็นลู่พั่น

ลู่พั่น ไอ้หนุ่มหน้ามน ทำให้เขาที่เป็นพ่อต้องจนมุม

ลูกเขยตำแหน่งสูงกว่าเขา ต่อให้เขาไต่เต้าจนตายก็ไต่ไปไม่ถึงตำแหน่งนั้น ลูกเขยไม่กลัวเขาหรอก

“ท่านอา?” ลู่พั่นรีบยืนขึ้น เดินเข้าไปหาซ่งฝูเซิง

เพราะซ่งฝูเซิงหลั่งน้ำตาแล้ว

นี่เป็นครั้งแรกที่ลู่พั่นเห็นด้านที่อ่อนแอของซ่งฝูเซิง

ตอนอยู่สนามรบท่านอายังไม่ร้องไห้เลยด้วยซ้ำ

ตอนข้ามสะพาน กลัวจนไม่กล้าก้าวขา ทั้งยังปากแข็งพูดกับเขาว่า ‘ไม่เป็นไร ข้าไม่กลัว’

ลู่พั่นตกใจมาก ตะลึง ที่มากกว่าคือความสะเทือนใจ

“ท่านอา ข้าไม่มีทางรับอนุ ท่านเองก็พูดแล้ว ด้วยสถานะอย่างข้า ถ้าข้าอยาก ข้าคงทำไปนานแล้ว”

ซ่งฝูเซิงขอบตาแดงก่ำ ปัดป่ายมือขัดจังหวะ

เขาไม่เชื่อคำสัญญาในตอนนี้

เวลานี้แค่เพิ่งเริ่ม อะไรก็ดีไปหมด เคยผ่านมาแล้วทั้งนั้น

เขาแค่ต้องการคำสัญญาในกรณีที่เลวร้ายที่สุด ขั้นพื้นฐานที่สุด

“ถ้าข้าตอบตกลง เจ้ากล้ารับปากข้าได้ไหมว่า วันหน้า ถ้าเจ้าอยากรับอนุ เจ้าไม่รักฝูหลิงของข้าแล้ว เจ้าจะพานางกลับมาส่งคืนข้าได้ไหม…

…ข้ารู้ว่าเชื้อพระวงศ์ ตระกูลลู่ ห้ามหย่าร้าง ภรรยาป่วยตายได้เท่านั้น…

…เจ้าวางใจได้ ตราบใดที่เจ้าไม่ขังลูกสาวข้าไว้ที่เรือนหลัง ปล่อยนางออกมา ข้าจะไม่มีทางตำหนิเจ้า…

…ข้าจะเปลี่ยนชื่อให้นาง ไม่มีทางทำราชวงศ์และตระกูลลู่ของเจ้าเสื่อมเสีย…

…ข้าแค่ขอให้นางได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข”

ฝากนิยายบ้านน้อยๆไว้ด้วยนะคะ บราวนี่ออนไลน์ <จิ้ม>
Prev
Next

Comments for chapter "ตอนที่ 841 บอกว่าบังเอิญเจอกันมันจะดีเหรอ + ตอนที่ 842 เหล่าซ่ง ไม่ต้องร้อง ความลำบากของเจ้าข้าก็"

MANGA DISCUSSION

ใส่ความเห็น

You must Register or Login to post a comment.

Novel PDF

YOU MAY ALSO LIKE

novelpdf0072
หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง
11/02/2024
sdgfdf
ร้อยรักปักดวงใจ
11/02/2023
novelpdf01ba7bf3a
เกิดใหม่ทั้งทีขอลิขิตรักเอง
10/09/2025
e7-4d3a
สามีข้าละกิเลสแต่ไฉนข้ากลับมีลูกหัวปีท้ายปีถึงสามคน
12/06/2026

    © 2020 - 2023 Novelpdf.xyz
    เว็บอ่านนิยาย นิยาย pdf เว็บ “novelpdf.xyz ” เว็บอ่านนิยายสนุกๆ เพลิดเพลินไปกับนิยายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น นิยายวาย, นิยายจีน, นิยายรัก, แฟนตาซี, กำลังภายใน, ผจญภัย สุดยอดวิชากำลังภายใน อัพเดททุกวัน ดฯฌซ,ฑ๊โฌฮฤ

    Sign in

    Lost your password?

    ← Back to Novel PDF » คลังนิยายแปลอัปเดตไว 24 ชม.

    Sign Up

    Register For This Site.

    Log in | Lost your password?

    ← Back to Novel PDF » คลังนิยายแปลอัปเดตไว 24 ชม.

    Lost your password?

    Please enter your username or email address. You will receive a link to create a new password via email.

    ← Back to Novel PDF » คลังนิยายแปลอัปเดตไว 24 ชม.