ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 840 ที่รัก เก่งนักก็จัดการต่อหน้าสิ
ตอนที่ 840 ที่รัก เก่งนักก็จัดการต่อหน้าสิ
เวลาตีหนึ่งกว่า ทั้งสองคนคุยกันไปเยอะมาก
บางครั้งลู่พั่นก็กลั้นขำ เจ้ายังเขียนอักษรได้รูปทรงประหลาดอยู่หรือเปล่า
ลายมือเจ้าน่ะสิที่ประหลาด
แต่ฝูหลิงก็ตรงไปตรงมา นางยิ้มพลางพูด “อาจารย์เยียนบอกว่าลายมือของข้าไม่เหมือนพ่อ อยู่ข้างนอก พ่อข้ามีชื่อเสียงมาก ข้าด้อยกว่าเยอะ ถ้าอาจารย์เหยียนรู้ว่าอักษรบางตัวข้ายังไม่รู้จัก คงได้ตะลึงยิ่งกว่า”
“มีอักษรที่เจ้าไม่รู้จักด้วยรึ”
“มีสิ น้อย แต่ก็มี”
ลู่พั่นบอกว่าแค่นี้ก็เก่งมากแล้ว เก่งกว่าที่เขาคาดไว้
ในความเป็นจริง คำพูดที่อยู่ในใจเขาคือ ฝูหลิงเหมือนของล้ำค่า ผู้ชายหลายคนยังสู้นางไม่ได้
เขาได้เห็นหนังสือตัวอย่างที่ตระกูลเหยียนส่งไปเมืองหลวง
“หืม? เจ้าเห็นได้อย่างไร”
ลู่พั่นถามกลับ “เจ้าไม่รู้ว่าโรงผลิตหนังสือที่ใหญ่ที่สุดในหมู่ชาวบ้าน แซ่ฉีรึ”
ซ่งฝูหลิงตะลึง กะพริบตาปริบๆ เถ้าแก่ฉีที่เฟิ่งเทียน ที่แท้บ้านลู่พั่นก็ยังเปิดสำนักพิมพ์ด้วย
ลู่พั่นไม่ปฏิเสธ
เถ้าแก่ฉีเป็นเพียงหนึ่งในหุ้นส่วนของพวกเขา อยู่อันดับห้า
หนังสือเล่มนั้นถูกส่งไปที่เถ้าแก่ใหญ่ฉีในเมืองหลวง เดิมทีต้องการปฏิเสธ เหตุผลที่ให้กับเขาคือหนังสือเล่มนั้นขายยากกว่าหนังสือแบบอื่น อย่างน้อยก็ด้อยกว่าหนังสือสอบจอหงวนอยู่มาก
พอเขากลับมา ได้ยินเฝ้าคิดถึงคะนึงหา อืม ตีพิมพ์
“เฝ้าคิดถึงคะนึงหาเหรอ”
ฝูหลิงเอามือปิดหน้าทันที อย่าพูดเรื่องนี้สิ แค่ตั้งส่งเดช
ตั้งส่งเดชจริงเหรอ
“หึหึ” ลู่พั่นดึงมือฝูหลิงออก เอามากุมอยู่ในมือที่หยาบกระด้างของเขา
ตั้งแต่เขากลับมาจากสนามรบ เดิมทีไม่มีความมั่นใจเลย
มีบางอย่างที่ทำให้ไม่แน่ใจในตัวฝูหลิง
ก่อนไปออกรบ ระหว่างเขากับนางไม่ได้มีการพูดคุยอย่างชัดเจน แต่ตอนอยู่เมืองหลวง พอได้ยินว่าเฝ้าคิดถึงคะนึงหา ชั่วขณะนั้นจิตใจเขาก็เหมือนสงบลง
“เจ้าตกลงปลงใจหลังจากที่ข้าไปแล้วเหรอ”
ฝูหลิงกะพริบตาปริบๆ นางนึกเสียใจที่สอนให้ลู่พั่นพูดเปิดใจ
พอเปิดใจ อะไรที่น่ากระอักกระอ่วนก็พูดออกมาหมด
แบบนี้นางจะตอบอย่างไรดีล่ะ
อันที่จริงแม่ก็เคยถามนางก่อนหน้านี้ว่าชอบลู่พั่นตั้งแต่เมื่อไร มันก็ต้องมีช่วงเวลาหรือเปล่า
ตอนนั้นนางตอบแม่ไปว่า “ไอ๊หยาท่านแม่ พวกเราเป็นผู้หญิงจากยุคปัจจุบัน ถ้าไม่มีดีจะล่อผู้ชายอย่างลู่พั่นมาติดกับได้เหรอ ข้ามีชั้นเชิง มีดีในตัวต่างหาก”
ถูกแม่นางย้อนเข้าให้ “เลิกเพ้อเจ้อ เจ้าน่ะเหมือนแมวที่บังเอิญเจอหนูตาย ต้องคว้าลู่พั่นไว้ให้แน่น”
เฉียนเพ่ยอิงไม่ได้คำตอบก็ไม่ใส่ใจ แต่เรื่องนี้สำคัญมากสำหรับลู่พั่น
เพราะเขาเคยถูกปฏิเสธ
ไม่มีทางลืมได้ลง ยืนอยู่ที่ริมแม่น้ำ สีหน้าของฝูหลิงที่มองเขาเหมือนมองคนโง่
“ลู่หมินหรุ่ย ทำไมหูแดงขนาดนี้”
“ตอบมา”
“สั่งใครน่ะ ข้าไม่มีทางบอกเจ้า ระหว่างคนเรา ต่อให้เป็นต่อหน้าพ่อแม่ข้า ข้าก็ต้องมีความลับของตัวเอง”
ลู่พั่นสงสัย “แต่เมื่อครู่เจ้าเพิ่งบอกอยู่ว่าคบกันก็ต้องเปิดใจ ไม่พูดออกมาก็คบกันยาก”
ซ่งฝูหลิงตอบอย่างไม่รับผิดชอบ “ใช่ ข้าพูดเอง แต่นั่นหมายความว่าให้เจ้าพูด ไม่ใช่ข้า ผู้หญิงไม่ต้องบอกหมด”
ลู่พั่น “…”
ทำไมผู้หญิงไม่ต้องพูด
ซ่งฝูหลิงรู้สึกว่า ทำไมเดตแรกของนางถึงได้ตะกุกตะกักแบบนี้ ตอนแรกก็ต้องสอนแฟนว่าคบกันต้องทำอย่างไร ต่อมาแฟนก็กลายร่างเป็นพ่อหนุ่มช่างสงสัย
เวลานี้นางแค่อยากถามทุกคนว่า คนอื่นเป็นแฟนกันเป็นแบบนี้ด้วยไหม
เรื่องที่พูดคุยไร้สาระได้ขนาดนี้
ใบหน้าที่มีคิ้วครึ่งเดียวของฝูหลิงทำสีหน้าไร้อารมณ์ “เรื่องนี้มันก็เข้าใจได้ง่ายๆ ไม่ใช่เหรอ ผู้หญิง…ข้ากลัวอาย”
ลู่พั่นจนปัญญากับฝูหลิงที่เป็นแบบนี้
สีหน้าแบบนั้นไม่ใช่กลัวอายหรอก เหมือนตอบเขาแบบขอไปที อย่าคิดว่าเขามองไม่ออก
“เช่นนั้นข้าขอถามเจ้า เล่าเรื่องในสนามรบให้ฟังหน่อยสิ บาดเจ็บหรือเปล่า บาดเจ็บตรงไหนบ้าง”
ลู่พั่นอึ้งก่อน จากนั้นก็หูแดงอย่างเงียบๆ
นางต้องการดูร่างกายของเขา
“เอ๊ะๆ เจ้าจะทำอะไร”
“ก็เจ้าบอกเองนี่”
ฝูหลิงร้อนใจ นางชักอยากกลับบ้านแล้ว
ลู่พั่นแสร้งทำเป็นตีหน้าซื่อ ดีนะที่นางหัวไวมองออก
แต่ถ้านับตามเวลาของยุคปัจจุบัน เวลาตีสองทั้งสองคนถึงได้ล็อกประตู
ในหนึ่งชั่วโมงนั้นไม่มีการถอดเสื้อผ้า อย่าเข้าใจผิด
พวกเขาแค่พูดคุยกันธรรมดาๆ
เอาแค่คุยกันธรรมดายังรู้สึกว่าเวลาหายไปไหนหมด ทำไมผ่านไปเร็วขนาดนี้
เช่น ลู่พั่นถามฝูหลิงเรื่องที่ไปพักเรือนรับรองตระกูลลู่
ฝูหลิงถามลู่พั่นว่าได้เป็นท่านอ๋องร่วมพิธีบูชาสวรรค์รู้สึกดีใจไหม
ลู่พั่นตอบว่าไม่ได้รู้สึกอะไร ขั้นตอนยิบย่อย กฎเยอะ
พอคิดว่าตัวเองตอบไปแบบนี้จะทำให้เกิดความเงียบ จึงพูดเสริม
“รู้สึกแค่ว่าสิ้นเปลืองมาก มีคนมาร่วมแสดงความยินดีมากมาย ย่อมไม่มีทางมาร่วมยินดีเฉยๆ
มีอยู่วันหนึ่ง พวกญาติผู้พี่พาลูกมาทักทายเขา เขาให้ของขวัญไปมากในคราวเดียว
ฝูหลิงถามถึงคนในครอบครัวของลู่พั่น ทันใดนั้นก็นึกขึ้นได้เรื่องหนึ่ง ถามลู่พั่นว่า บนรถม้ามีแขวนป้ายจงชินปั๋ว คือพี่สาวคนไหน พี่สาวเจ้าใช่ไหม
“พี่ใหญ่ ทำไมเหรอ”
“นางรู้จักข้าใช่หรือเปล่า ข้าบังเอิญเจอนางตอนไปตะกุยดูผลสอบ”
ลู่พั่นไม่เข้าใจ ฝูหลิงเคยเจอพี่สาวคนโตของเขาด้วย “เรื่องตั้งแต่เมื่อไร อะไรคือตะกุยดูผลสอบ”
“ก็ตอนที่ประกาศผลสอบ หิมะตกบังป้ายประกาศผล ข้าไปดูผลสอบ กระโดดปัดหิมะที่บังชื่อเจ้าอยู่”
ลู่พั่นฟังจบก็เงียบไปสักพัก
“…”
เพราะแบบนี้ในใจของเขาจึงไม่สงสัยเรื่องที่ฝูหลิงมีใจให้เขาตั้งแต่เมื่อไรอีกต่อไป เขาแค่อยากเอาสตรีแสนซื่อผู้นี้มากอดแล้วจูบอย่างดูดดื่ม
แต่ในความเป็นจริง ลู่พั่นโน้มตัวโดยมีโต๊ะคั่นกลาง ท่าทางอ่อนโยนเหลือเกิน เขาแค่โอบศีรษะของฝูหลิงเข้ามาบรรจงจุมพิตลงบนหน้าผากของนางด้วยความทะนุถนอม
ฝูหลิงยังเอามือเช็ดหน้าผากทำหน้างง ทำไมจูบอีกแล้ว
แต่ว่าจูบแบบนี้ ฮี่ๆ นางชอบ
รู้สึกดีเหลือเกิน
…
ทั้งสองคนล็อกประตู หิ้วโคมไฟฟักทองที่พังแล้ว แต่เมื่อครู่ลู่พั่นลองซ่อมยังพอใช้แก้ขัดไปได้ เดินอยู่บนถนน
ถนนในหวงหลงยามเช้ามืด
ลู่พั่นอยากลองจับมือฝูหลิง เอามือที่หยาบกระด้างของตัวเองลองแตะนิ้วของฝูหลิง
ฝูหลิงไม่เข้าใจจริงๆ จูบไปตั้งเยอะขนาดนั้นแล้ว ทำไมตอนนี้จะจับมือยังต้องสังเกตสีหน้าของนางอีก
ฝูหลิงเลยเป็นฝ่ายจับมือลู่พั่นก่อน
ลู่พั่นรีบเอานิ้วสอดประสานทันที หันหน้าไปยิ้มให้ฝูหลิง “ฮี่ๆ”
ลู่พั่นยังอยากเอาชุดคลุมให้ฝูหลิง
ไม่เพียงแต่ฝูหลิงจะไม่รับน้ำใจ ยังสะบัดมือออกด้วย “เจ้าจงใจใช่ไหม ยาวขนาดนี้ เดี๋ยวข้าก็เหยียบเข้าหรอก”
“เช่นนั้นข้า…”
ขณะที่ลู่พั่นกำลังจะบอกว่า เช่นนั้นเดี๋ยวข้ายกชายผ้าให้ ทันใดนั้นหูของเขาก็ขยับ
เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย แถวนั้นไม่มีที่ให้ซ่อนตัว เขาสังเกตตั้งแต่ตอนมาแล้ว
ลู่พั่นเหลือบมองหลังคา อยากพาฝูหลิงขึ้นไป
แต่กลับไม่คิดว่าซ่งฝูหลิงก็ไหวตัวเร็วเหมือนกัน หูดีเหลือเกิน พอได้ยินเสียงฝีเท้ามาจากไกลๆ ก็รีบมุดเข้าไปในชุดคลุมของลู่พั่น สองขาหนีบต้นขาของลู่พั่นอย่างคล่องแคล่ว สองแขนก็กอดเอวของลู่พั่นไว้
ท่าทางฉับไวคล่องตัวแบบนี้ ขนาดลู่พั่นก็ยังตั้งตัวไม่ทัน
“ข้างหน้าคือผู้ใด” มือปราบกลุ่มหนึ่งตะโกนมาแต่ไกล
ชุดคลุมของลู่พั่นเป็นสีดำ ด้านในเหมือนแบกกระเป๋าใบใหญ่ ท่าทางเหมือนเดินเล่น “ระวังคำพูดด้วย”
พูดจบก็เอาป้ายอันหนึ่งมาวางในมือ
พวกมือปราบรีบคุกเข่าลงทันที ตกใจกลัวจนไม่กล้าเงยหน้า
ที่แท้ท่านนี้ก็คือ อวี้ชินอ๋อง
แต่จะว่าไป ท่านอ๋อง กลางค่ำกลางคืนแบบนี้ท่านมาทำอะไร
ทำอะไรก็ไม่บอก แม้แต่เรื่องคืนนี้ที่บังเอิญเจอท่านอ๋องพวกเขาก็พูดไม่ได้ ไม่ได้ยินที่ท่านอ๋องพูดอย่างไร้เยื่อใยเหรอว่า ‘ระวังคำพูดด้วย’
พวกมือปราบคุกเข่าอยู่เต็มๆ เวลาหนึ่งถ้วยชา ไม่กล้าผลีผลามลุกขึ้น
ส่วนสองคนนั้นเดินเลี้ยวถนนเส้นการค้าของหวงหลง
ซ่งฝูหลิงโล่งอก มุดออกมาจากชุดคลุม
ได้ยินเพียงเสียงนางพึมพำท่ามกลางความเงียบของถนนเส้นนี้
“ดีนะที่เจ้าแอบช่วยประคองข้าเอาไว้ ไม่อย่างนั้นข้าเกือบตกลงมาแล้ว มือปราบพวกนั้นต้องสังเกตเห็นข้าแน่”
ลู่พั่นไม่สนใจว่าพวกมือปราบจะเห็นหรือไม่เห็น
ใครจะกล้าถามเขาว่าพาผู้หญิงคนไหนมาด้วย
แต่เขากลัวอาซ่งเข้าใจผิดว่าเขาพาผู้หญิงอื่นออกมากลางดึก
ในหวงหลง เขากลัวแค่อาซ่งคนเดียว
“ลู่หมินหรุ่ย รีบดูให้หน่อยว่าไข่มุกบนหัวหล่นหายหรือเปล่า”
ลู่พั่นคิดในใจ เขาต้องทำปิ่นระย้ามาให้ฝูหลิงอีกหลายๆ อัน ให้นางใช้จนชิน
“ไม่หาย”
เขาตอบพลางแอบบ่นในใจ
ท่านอาก็จริงๆ เลย ทำไมไม่หาซื้อมาให้ฝูหลิงบ้าง
เป็นถึงผู้ว่าฯ แล้วก็ยังไม่ยอมซื้อ
ช่างเถอะ เขากลับมาแล้ว ไม่คิดจะคาดหวังในตัวอาซ่งอีก
เมื่อก่อนก็คาดหวังไม่ได้
ต่อไปไม่จำเป็น
ล่างกำแพงสูง
ในที่สุดก็ถึงบ้าน
ซ่งฝูหลิงขึ้นเอวของลู่พั่นอีกครั้ง
บันไดอยู่ด้านใน กรงเล็บแมวที่ไว้ปีนต้นไม้ปีนกำแพงก็ไม่ได้เอามา ถ้าไม่ได้ลู่พั่นช่วย ฝูหลิงปีนกลับเข้าไปไม่ได้แน่
“จับไว้นะ”
“ได้”
เท้าของลู่พั่นกลับชะงัก “จะเข้าไปแล้วจริงเหรอ”
เขายังไม่ง่วง
ตื่นตัวมาก
คืนนี้เขาตื่นเต้นแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน
เขาตื่นเต้นดีใจ แต่ฝูหลิงโมโหจนตีบ่าเขาไปหนึ่งที ทำไมพอถึงบ้านแล้วก็ชักลีลา
“รีบกลับไปเถอะ ข้าบอกแล้วไม่ใช่เหรอว่า ถ้าอยากเจอกัน พรุ่งนี้ตอนกลางวันค่อยหาโอกาส หรือไม่ก็ตอนเย็น หรือจะเจอกันตอนกลางคืนที่นี่อีกก็ได้ ถ้ายังไม่กลับอีก ย่าข้าจะลุกมาห่มผ้าให้ข้าแล้วนะ นางตื่นเร็วทุกวัน ชอบวิ่งมาดูข้าก่อน”
ลู่พั่นถึงได้แบกฝูหลิง ออกแรงที่เท้ากระโดดขึ้นไปเกาะบนกำแพง
ขณะที่สองมือของลู่พั่นเพิ่งเกาะได้กลับหมดแรงอีกครั้ง
เท้าลื่น เสียงหล่นดังตุบ
ลู่พั่นรีบปกป้องฝูหลิงก่อนตามสัญชาตญาณขณะที่หล่นลงมา
ทั้งสองคนกลิ้งไปหลายรอบ ใช้ร่างกายของตัวเองเป็นฐานรองให้ฝูหลิง
ลู่พั่นถูกฝูหลิงหล่นกระแทกใส่ก็จุกจนร้องอึก
ฝูหลิงก็ไม่ได้ดีไปกว่ากัน กำแพงสูงมาก ลู่พั่นก็ตัวแข็ง
นางนอนอยู่บนพื้น เจ็บจนอยากร้องไห้แต่ไร้น้ำตา “เจ้าใช่แม่ทัพจริงเหรอ ลู่หมินหรุ่ย อย่าหาว่าข้าพูดมากเลยนะ คืนนี้ทำไมเจ้าถึงได้…”
ทันใดนั้นเสียงของซ่งฝูหลิงก็หายไป รู้สึกได้ถึงความผิดปกติ จึงมองตามสายตาของลู่พั่น เงยหน้ามองด้านบน
ไอ๊หยา
ฝูหลิงรีบลุกขึ้น
พ่อนางอยู่บนกำแพง มายืนบนบันไดตั้งแต่เมื่อไร แถมยังไม่ถือโคมไฟ ใบหน้าภายใต้แสงจันทร์ชวนสยองยิ่งกว่าผี
เดี๋ยวนะ เมื่อครู่นางยังสอนลู่พั่นว่าจะเจอนางได้อย่างไร พ่อได้ยินหมดแล้วหรือเปล่า
ส่วนทางด้านในกำแพง เวลานี้ซ่งฝูเซิงลงจากบันไดแล้ว
พ่อเซาจีโค้งตัวถือโคมไฟส่องทางให้ข้างหน้า
เรื่องในวันนี้ความแตกที่พ่อเซาจี
ครอบครัวเซาจีอาศัยอยู่ในห้องเล็กของเรือนด้านหลัง ใกล้กับห้องส้วม
พ่อเซาจีตื่นมากลางดึก มีแมวจรตัวหนึ่งวิ่งผ่านพอดี เขาเลยไล่แมวเพราะกลัวแมวจรจะหลุดเข้ามาในเรือนสร้างความตกใจให้พวกคุณหนูคุณชาย ยังแอบบงงอยู่ว่าแมวมาจากไหน วิ่งมาตลอดทางจนมาพบบันไดอยู่ตรงนี้ เขาตกใจมาก กลัวว่าจะเป็นโจร
ส่วนซ่งฝูเซิง เมื่อตอนเย็นเขาดื่มกับแม่ทัพหลิ่วไปเยอะ ไม่รู้ว่ากินอะไรผิดสำแดงเลยท้องเสียกลางดึก พ่อเซาจีก็เลยมารายงานเขา
ประตูมุมถูกเปิดออก
ซ่งฝูเซิงพูดเสียงเบาแต่ดุ “เข้ามา”