ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 846-2 ซ่งฝูเซิง ‘ข้าว่าเจ้าชักมีปัญหา’
ตอนที่ 846-2 ซ่งฝูเซิง ‘ข้าว่าเจ้าชักมีปัญหา’
เวลานี้ภายในห้องโถง
ซ่งฝูเซิงกลับมาแล้ว
เฉียนเพ่ยอิงสั่งจัดจานอยู่ในครัวด้านหลัง
พวกยายๆ ช่วยกันยกกับข้าวออกไปคนละจาน
พวกทหารใกล้ชิดกลับไปแล้ว ซุ่นจื่อถูกเฉียนเพ่ยอิงชวนถึงอยู่ต่อได้
ไม่อย่างนั้นคุณชายของเขาคงแล้งน้ำใจ พอถึงที่หมายก็ ‘เจ้ากลับไปเถอะ’
ซุ่นจื่อกำลังช่วยซ่งฝูสี่พ่อของเอ้อร์ยากางโต๊ะ ระหว่างนั้นก็คุยไปด้วย มองสุยเซ่าปัวที่เป็นลูกเขยคนโต เขาแกล้งถามถึง
ซ่งฝูสี่เอ่ยชมสุยเซ่าปัวตามที่ซุ่นจื่อคิด
ซุ่นจื่อแอบพยักหน้าในใจ รู้สึกได้จากคำพูดว่า ลุงรองซ่งคนนี้ไม่ได้มีความคิดอยากปีนป่ายขึ้นที่สูง แค่อยากให้ลูกสาวคนรองได้คู่ครองที่มีปัญญาเลี้ยงดูครอบครัวได้ อย่าเอาแต่เที่ยวเตร่ ครอบครัวสามีคนน้อย ไม่จู้จี้จุกจิก
หนึ่งในนั้นคือคนน้อย
ซุ่นจื่อฟังออกจากการพูดคุยกับซ่งฝูสี่และลุงใหญ่ของซ่งฝูเซิง
อันที่จริงคนในครอบครัวซ่งไม่ได้รังเกียจว่าถ้าครอบครัวของฝ่ายลูกเขยหรือลูกสะใภ้มีสมาชิกเยอะแล้วไม่ดี
คนในครอบครัวซ่งแค่กลัวว่า คนเยอะ ญาติเยอะ เรื่องก็จะเยอะตาม กลัวมาสร้างความยุ่งยากให้ซ่งฝูเซิง
กังวลว่าพอถึงตอนนั้นก็เป็นญาติเหมือนกันหมด ซ่งฝูเซิงเจริญก้าวหน้า เดี๋ยวญาติๆ ของครอบครัวนั้นครอบครัวนี้ก็จะมาขอความช่วยเหลือ
ท่านลุงซ่งกับพวกชายสูงวัยในบ้านก็เลยตั้งเงื่อนไขให้แต่ละครอบครัวว่า
ตอนหาคู่ครองให้ลูกตัวเอง ยอมหาครอบครัวที่คนน้อยดีกว่าเอาครอบครัวใหญ่
ถ้าถูกใจคนที่มีครอบครัวใหญ่จริง พวกเราก็จะช่วยตรวจดูอย่างละเอียด
หากอีกฝ่ายมีญาติที่ค่อนข้างไม่เอาไหน กินเที่ยวเล่นพนัน พวกเราไม่เอาทั้งนั้น
ซุ่นจื่ออยู่ข้างนอกช่วยกางโต๊ะยกเก้าอี้ ระหว่างนั้นก็ได้รู้อะไรมากขึ้นจากการพูดคุย ไว้กลับไปเล่าให้คุณชายฟัง
ส่วนทางลู่พั่นกำลังคุยกับซ่งฝูเซิง ท่านลุงซ่ง ซ่งฝูไฉลุงใหญ่ของฝูหลิง และเหล่าสุย
คุยกันเรื่อยเปื่อย
ซ่งฝูเซิงแนะนำให้ลู่พั่นรู้จักเหล่าสุย บอกว่าเป็นเพื่อนของเขา และเป็นครอบครัวเกี่ยวดองกับบ้านลุงรอง
ลู่พั่นพยักหน้าให้เหล่าสุยเล็กน้อย
เล่นเอาเหล่าสุยประทับใจเหลือเกิน
เขามีเพื่อนเป็นผู้ว่าการเขต บางครั้งพูดออกไปคนนอกก็ไม่อยากเชื่อเท่าไหร่ นี่ยังมีท่านอ๋องทักทายเขาอีก รู้สึกเหมือนฝัน
เล่นเอาเหล่าสุยหน้าแดงก่ำ พอลู่พั่นพยักหน้าให้เขาเสร็จ เขาก็รู้สึกมวนท้องไปสักพัก ท่านอ๋องพยักหน้าให้เขาเชียวนะ แต่เขากลับอยากรีบออกไปจากตรงนี้ ไปนั่งอยู่หน้าประตู
ซ่งฝูเซิงให้เกียรติเขา
แต่เรื่องให้คุยกับท่านอ๋องเขาไม่ไหวจริงๆ หายใจไม่ทัน
ซ่งฝูเซิงเห็นเหล่าสุยเป็นแบบนั้นก็รู้สึกว่าต้องฝึกไว้ ไม่อย่างนั้นไปอยู่ร้านขายของดีฮุ่ยหนิงที่เมืองหลวง เกิดเจอฮ่องเต้ที่แต่งตัวเป็นชาวบ้านออกมาจะทำอย่างไร
ซ่งฝูเซิงเปลี่ยนเรื่องคุย เอาคางชี้ไปนอกห้อง สองพี่น้องแซ่หลัวกำลังผ่าฟืนอีกแล้ว เวลาตื่นเต้นประหม่าก็จะผ่าฟืน
ถามลู่พั่น “อักษรบนหน้าแบบนั้นมีหนทางอะไรไหม”
ครั้งนี้พอรู้ว่าลูกชายสองคนของครอบครัวป้าใหญ่ยังมีชีวิตอยู่ เห็นแก่ท่านย่าหม่า จะปล่อยให้กลับไปเป็นทหารเป็นนักโทษไม่ได้แล้ว
แต่อักษรที่ถูกนาบไว้บนหน้า ทำให้หลัวคนรองจะไปทำงานอะไรก็ไม่สะดวก
ฝูกุ้ยขึ้นเหนือล่องใต้ใครก็รู้จักหมด แต่ต่อให้ฝูกุ้ยเป็นคนพาหลัวคนรองไปทำงานด้วยตัวเอง เจอใครก็ต้องโดนสอบสวนหลายรอบแน่นอน
“ทำในคุกที่นี่ได้”
ซ่งฝูเซิงตั้งใจฟังทันที
เขามีอำนาจสั่งการคุกในหวงหลง ขอแค่มีวิธีเป็นพอ
ลู่พั่นสีหน้าไม่เปลี่ยน “นาบอีกครั้ง นาบจนมันเละก็ไม่มีปัญหาแล้ว” ก็แค่จะร้อนหน่อย
ซ่งฝูเซิง “…” ยังต้องให้เจ้าบอกเหรอ ข้าก็คิดว่าเจ้ามีวิธีเจ๋งๆ
เห็นทีต้องรีบนาบอีกครั้งแล้ว อาศัยความที่ที่นี่มียามีหมอรักษาได้ รักษาตัวเสร็จค่อยให้สองพี่น้องแซ่หลัวกลับไปรับญาติที่อยู่ในเขตครอบครัวทหาร
ส่วนออกมาแล้วจะให้ทำอะไร ดูท่าเขาต้องออกหน้าด้วยตัวเอง คุยกับสองพี่น้องแซ่หลัวให้ละเอียด
กับข้าวเสร็จแล้ว ท่านลุงซ่งจัดแจง นั่งประจำที่ก่อน กินไปคุยไป
เหล่าสุยรีบชิ่งไปเข้าห้องน้ำ กลัวซ่งฝูเซิงจะจัดให้เขานั่งโต๊ะเดียวกับท่านอ๋อง
นั่นเรียกกินข้าวที่ไหน มันคือการทรมานต่างหาก คงไม่กล้าขยับตะเกียบ
ซ่งฝูหลิงมาถึงในเวลานี้
เดินชนเหล่าสุยพอดี “ลุงสุย ได้เวลากินข้าวแล้วจะไปไหน เข้าไปนั่งในห้องใหญ่ด้วยกัน”
“อ่อๆ เอ่อคือ ลุงจะไปดูลุงรองของเจ้าหน่อย”
ตัวยังมาไม่ถึง แต่เสียงมาถึงก่อนแล้ว
ลู่พั่นนั่งตัวตรงมาแต่ไหนแต่ไร คนอื่นมองไม่ออกว่าเขารู้สึกอย่างไร
ในความเป็นจริงนิ้วของเขาขยับ
ซ่งฝูหลิงออกมาแล้ว
ชุดสีแดงอมชมพู กระโปรงยาวอัดกลีบสีเขียวหยก ขณะเดินเผยให้เห็นรองเท้าผ้าปักสีหยกขาว
วันนี้ซ่งฝูหลิงทำผมมวย ปักปิ่นอันเล็กสามอัน
ปิ่นสามอันนั้นเป็นชุดเดียวกัน
ลวดลายดอกเหมย ฝังทับทิมขนาดเล็กไว้บนนั้น
พ่อของนางเป็นคนซื้อเครื่องแต่งกายทั้งหมดให้
ซ่งฝูหลิงรู้สึกผิดต่อพ่อเรื่องเมื่อวาน วันนี้เลยแต่งตัวเอาใจหน่อย
พี่สะใภ้ถามนางว่าจะปักปิ่นระย้าไหม ทุกคนยังไม่เห็นเลยนะ
นางตอบว่า ปักปิ่นระย้าอะไรล่ะ ต้องวางทิ้งไว้ระยะหนึ่งแล้ว ไม่อย่างนั้นได้ขัดใจพ่อนาง
“ปู่ทวด ปู่ใหญ่”
“ท่านพ่อ ท่านแม่”
“ลุงใหญ่…”
เอ่อ “ท่านอ๋อง”
ท่านย่าหม่านั่งตำแหน่งประธานโต๊ะของกลุ่มผู้หญิง มองหลานสาวคนเล็กที่แต่งตัวสวยงาม พยายามเก็บอาการไม่ให้ยิ้มปากฉีกถึงหู ทำเสียงจึ๊ๆ อยู่ในใจ
ถึงแม้ปกติพั่งยาเข้าห้องอาหารมาก็ทักทายทุกคนอยู่แล้ว
แต่ทำไมนางรู้สึกว่าวันนี้ดูแตกต่าง ฮี่ๆ ดูเขินอายด้วย
อย่ามาทำเนียน มองออกหรอกว่าเขิน
เห็นได้ยากจริงๆ
ครอบครัวซ่งมีกันถึงแปดยาย
แต่ละคนไม่ธรรมดาทั้งนั้น
จึงไม่ใช่แค่ท่านย่าหม่าที่มองฝูหลิงอย่างอารมณ์ดี
ยายๆ คนอื่นก็มองฝูหลิง จากนั้นก็แสร้งทำเป็นหยิบตะเกียบหยิบชามส่งให้กันแล้วมองลู่พั่น
โดยเฉพาะตอนที่ฝูหลิงทักทายลู่พั่นว่า ‘ท่านอ๋อง’
ภายในใจของแต่ละคน ไอ๊หยา ฮ่าๆๆ
ในความเป็นจริง ซ่งฝูหลิงเห็นลู่พั่น รวมถึงตอนเรียกท่านอ๋อง นางไม่ได้ยิ้มหน้าบาน เพราะพ่อนางจ้องอยู่
แค่พูดตามปกติ พูดจบก็ไปที่โต๊ะท่านย่า
ลู่พั่นก็เหมือนกัน ทำตัวตามปกติ
เขาแค่พยักหน้าเล็กน้อยตอนซ่งฝูหลิงทักทาย ราวกับพูดว่า ‘ตามสบาย’
จบแล้ว
แต่น่าแปลกที่แค่นี้ก็ทำทุกคนรู้สึกยิ้มตาม
ตอนไม่รู้ก็ไม่สังเกตเห็นความผิดปกติ
นับตั้งแต่ทุกคนรู้แล้วก็พบว่าทุกที่มีแต่ดอกรักเบ่งบาน
อย่าว่าแต่พวกยายๆ กับพวกสะใภ้เลย แม้แต่ท่านลุงซ่งยังรู้สึก ตอนลู่พั่นพยักหน้า แววตาที่มองพั่งยามันลึกดั่งมหาสมุทรที่มองไม่เห็นก้นบึ้ง ลุ่มลึก ลึกเหลือเกิน ลึกแบบห้องใต้ดินที่ครอบครัวเขาขุดไว้ซ่อนเสบียง
ภายในห้องโถงตั้งสองโต๊ะ ระหว่างที่กินข้าว ผู้ชายหนึ่งโต๊ะ ผู้หญิงหนึ่งโต๊ะ ทั้งสองคนนั่งแยกกัน ไม่มีการพูดคุยอะไรกัน
แต่เฉียนเพ่ยอิงรู้สึกได้ว่ามีคนมองหลังนาง พูดให้ถูกก็คือ มองลูกสาวนาง
ซ่งฝูเซิงรู้สึกว่า ลู่พั่นเอ๊ย ไอ้หนุ่ม ลุงใหญ่อยากดื่มเหล้ากับเจ้า เจ้ามองไปโต๊ะนั้นทำไม คิดว่าข้ามองไม่ออกเหรอ
ซ่งฝูหลิงยืนขึ้น กินเสร็จแล้ว
เดิมทีทุกคนกำลังดื่มด่ำกับบรรยากาศอยู่เงียบๆ แต่ไม่มีใครคาดคิดว่าอยู่ๆ ลู่พั่นก็พูดขึ้น
“เจ้ากินอิ่มแล้วรึ”
เขาสังเกตเห็นว่าวันนี้ฝูหลิงไม่เติมข้าว กินไปแค่ชามเล็กชามเดียว