ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 847-1 วางกลยุทธ์เพื่อวันข้างหน้า
ตอนที่ 847-1 วางกลยุทธ์เพื่อวันข้างหน้า
ตะเกียบของซ่งฝูเซิงหยุดชะงัก มองลูกสาวที่อยู่อีกโต๊ะหนึ่ง
คิดในใจ
ลูกสาวข้าอยู่บ้านตัวเอง จะกินอิ่มหรือเปล่ายังต้องให้เจ้าถามด้วยเหรอ
ท่านลุงซ่งวางจอกเหล้าลง มองลู่พั่น มองพั่งยาที่ผัดแป้งมาสะสวย จากนั้นก็หลุบตาลงมองโต๊ะ
อืม นี่หรอกของจริง
ก่อนหน้านี้แม้คนทั้งครอบครัวจะรู้ว่าแม่ทัพเล็กชอบพั่งยาของบ้านเขา แต่ภาพความทรงจำไม่กี่ปีก่อนยังคงตราตรึง
ในความทรงจำ ดูเหมือนว่าลู่พั่นจะยังเป็นเพื่อนร่วมรุ่นกับฝูเซิง
นั่งคุยกับฝูเซิง กินเหล้าด้วยกัน ไม่เกี่ยวข้องกับพั่งยา
ไม่มีภาพความทรงจำที่อยู่กับพั่งยา
คราวนี้สิของจริง มันต้องแบบนี้
ถึงกับเอ่ยปากถามพั่งยาด้วยความเป็นห่วง ยังไม่ชัดเจนพออีกเหรอ
พวกผู้ชายและผู้อาวุโสที่อยู่โต๊ะเดียวกับลู่พั่น ทั้งๆ ที่ในใจก็จินตนาการไม่น้อยไปกว่าพวกผู้หญิงเลยสักนิด แต่กลับเอาแต่ก้มหน้ามองต่ำ
เวลานี้ซ่งฝูหลิงที่ถูกถามได้หันกลับไปมองลู่พั่น
ถ้าเป็นคุณหนูตระกูลใหญ่ที่แท้จริงอยู่ตรงนี้ ก่อนตอบจะต้องพูดว่า ‘เรียนท่านอ๋อง’ ‘ตอบท่านอ๋อง’ จากนั้นถึงตอบคำถามว่ากินอิ่มหรือยัง
อย่างไรเสียก็ยังไม่ได้ออกเรือน เป็นแค่เด็กสาวตอบท่านอ๋องส่งเดชได้รึ
ต่อให้ออกเรือนแล้ว คุณหนูตระกูลใหญ่ที่ได้ยินสามีที่เป็นท่านอ๋องถามด้วยความเป็นห่วง ถ้าไม่ลุกขึ้นคารวะขอบคุณก็ต้องตอบด้วยความนอบน้อม ดีใจเป็นทวีคูณ
ทว่าไม่เพียงแต่ฝูหลิงจะไม่ทำอย่างที่กล่าวมา ยังเป็นตัวของตัวเองด้วย
“ข้ากินอิ่มแล้ว ข้าจะไปนั่งกับพวกพี่สาวด้านนอก เจ้าค่อยๆ กินไป”
หันไปเรียกซ่งฝูเซิง “ท่านพ่อ?”
ซ่งฝูหลิงไม่มีความนอบน้อมต่อลู่พั่น กลับจงใจหันไปขออนุญาตจากพ่อว่าขอลุกจากโต๊ะก่อนได้หรือเปล่า
ซ่งฝูเซิงส่ายมือ “ไปเถอะ”
นี่เป็นครั้งแรกที่ทั้งครอบครัวเห็นว่าพั่งยาพูดคุยกับท่านอ๋องอย่างไร
ไม่มีการประจบเอาใจบุคคลที่สถานะสูงส่งถึงเพียงนี้
ไม่มีความเขินอายแบบที่เด็กสาวมียามเจอว่าที่สามี
ไม่มีความถ่อมตัวต่อคนที่เป็นว่าที่หัวหน้าครอบครัว
ยิ่งไปกว่านั้นไม่ได้มีความดีใจที่อยู่ๆ ท่านอ๋องก็เป็นห่วง
ในเวลานี้เองทันใดนั้นแม่ของเหล่าสุยก็พูดขึ้น
หญิงชราคนนี้เดี๋ยวเลอะเลือนเดี๋ยวก็มีสติ คนแบบนี้ไม่กลัวฟ้าไม่กลัวดินมากที่สุด
ลูกชายของนางตื่นกลัวจนไม่อยู่ในห้องโถง จงใจหลบไปนั่งที่โต๊ะด้านนอก แต่นางกลับเอาเรื่อง กล้าพูดแทรกขึ้นมา
อยู่ๆ ก็ถามท่านย่าหม่าว่า “นั่นหลานเขยของเจ้ารึ”
ท่านย่าหม่าหันไปมองลู่พั่นแล้วยิ้มพลางพูด “อืม หลานเขยเล็ก เป็นอย่างไร ดีมากใช่ไหมล่ะ”
ลู่พั่นได้ยินคนพูดถึงเขาก็หันไปมองโต๊ะนั้นอย่างสุภาพ
แม่ของเหล่าสุยเพ่งตามอง อืม หล่อ
แต่งตัวเหมือนคนรวย
นางลืมเรื่องที่ลู่พั่นเป็นท่านอ๋องไปแล้ว
“เด็กคนนี้ใช้ได้ รู้จักถามด้วยว่าอิ่มหรือเปล่า เชื่อข้า หลานสาวคนเล็กของเจ้าเป็นคนมีบุญ…
…ข้าเคยอดอยากมาก่อน แต่งงานไปสามปีไม่เคยได้กินอิ่มสักมื้อ คนจน อย่างไรก็ลำบาก…
…ปีแรก ข้าถูกเขม่นเพราะเป็นสะใภ้ใหม่…
…สามีคิดว่าข้ากินน้อย แม่ของเขายังพูดว่าข้าเลี้ยงง่าย ประหยัดอาหาร หุงข้าวถึงขั้นนับเม็ด ทุกครั้งข้าจะได้กินข้าวแค่ไม่กี่เม็ด…”
แม่ของเหล่าสุยยังไม่ทันพูดจบก็ถูกลูกสะใภ้ดึงไว้ ตกใจลนลานอยากเอาหมั่นโถวยัดปากแม่ผัว
นั่นท่านอ๋องนะท่านแม่ เรียกว่าเด็กคนนี้ได้อย่างไร
เรื่องของท่านอ๋องพระชายาอ๋อง พวกเขาต้องเชื่อที่ท่านแม่บอกด้วยเหรอว่ามีหรือไม่มีบุญ
เฉียนเพ่ยอิงยิ้ม ห้ามภรรยาเหล่าสุย ไม่ต้องห้ามแม่สามีหรอก ไม่ง่ายเลยที่นางจะพูดสักคำ
ภรรยาเหล่าสุยหน้าแดงก่ำ “ไม่ใช่อย่างนั้นน้องสะใภ้ เรื่องมันนานมากแล้ว กลัวพวกเจ้าจะขายหน้า”
ท่านย่าหม่าก็ห้ามด้วย บอกให้ภรรยาเหล่าสุยกลับไปนั่งที่ กินข้าวของเจ้าต่อ ไม่ต้องสนแม่สามีเจ้าหรอก
อีกทั้งยังยิ้มพลางพูด
“ใช่ไหมล่ะ สะใภ้ใหม่คนไหนบ้างไม่เคยอดอยาก ต่อให้เป็นสะใภ้สามของข้าก็เคยอดอยากมาก่อนเหมือนกัน
ไม่ว่าจะตอนนั้นที่พวกเราแต่งกับครอบครัวยากจนถึงขั้นต้องนับเม็ดข้าวสารหุงข้าว หรือจะครอบครัวร่ำรวยที่ตอนนี้ข้ามักได้ไปมาหาสู่บ่อยๆ
เขม่นสะใภ้ใหม่ เป็นเรื่องที่ยากจะหลีกเลี่ยงทั้งนั้น
อย่างไรเสีย มีบ้านไหนบ้างที่เข้าครัวหุงหาอาหารทั้งสิบสองชั่วยาม
อย่างมากครอบครัวที่มีฐานะหน่อยก็จัดหาของว่าง ไม่อย่างนั้นพวกขนมของข้าจะไปขายให้ใคร”
ฝั่งโต๊ะผู้หญิงพากันพยักหน้า เรื่องนี้พวกนางเข้าใจหัวอกมากกว่าผู้ชาย
พอไปอยู่บ้านสามี ที่อยู่ใหม่ เดิมทีครอบครัวก็ยากจนอยู่แล้ว มีเหรอจะกล้าพูดว่ากินไม่อิ่ม อยากกินข้าวอีก
จะมีสักกี่คนที่ใจกล้าหน้าด้านแบบพวกผู้หญิงอวบอ้วนในหมู่บ้านเหรินจยา
ต่อให้เป็นผู้หญิงพวกนั้น ที่กล้าเอ่ยปากก็เพราะแต่งเข้าบ้านอาแท้ๆ ของตัวเอง
ต่อให้เป็นครอบครัวที่ฐานะดีก็ไม่มีทางที่พอแต่งเข้าไป เจ้าอยากกินอะไรก็หุงหาให้โดยไม่สนเวล่ำเวลา ยิ่งไปกว่านั้นตระกูลสูงศักดิ์บางบ้านมีกฎระเบียบ เวลาไหนควรกินอะไร
ยกตัวอย่างเช่น ซ่งเก้าสกุล นับตั้งแต่ฝูเซิงเป็นผู้ว่าการเขต ขุนนางตำแหน่งใหญ่ขนาดนี้ หากว่ากันตามเหตุผลไม่มีทางปล่อยให้หลานเขยหลานสะใภ้ทนหิว
แต่ก็ยังต้องทนหิวเหมือนเดิม
สะใภ้ใหม่แต่งเข้าสกุลซ่งของพวกเรา วันแต่งงาน เจ้าสาวอยากกินข้าว มีเวลาทำกับข้าวให้เจ้าที่ไหนกัน วุ่นอยู่กับการต้อนรับแขกทั้งนั้น อย่างมากก็ทำบะหมี่ให้บ่าวสาวกิน หรือกินขนมนิดหน่อย
พอแต่งเข้ามายิ่งแล้วใหญ่
ลู่พั่นมา เมื่อวานถึงได้ฆ่าหมูฆ่าไก่ วุ่นกันทั้งวัน
ถ้าเป็นยามปกติ สกุลซ่งของพวกเราจะทำกับข้าวตามเวลาเท่านั้น กลางวันมีคนปรนนิบัติที่ไหนกัน งานยุ่งกันทุกคน
ท่านย่าหม่าหันไปมองโต๊ะลู่พั่น รู้สึกพอใจในตัวลู่พั่น
“ถูกต้องแล้ว หมินหรุ่ย ย่าไม่กังวลแล้วว่าพั่งยาแต่งเข้าไปจะอดอยาก…
…เจ้าไม่รู้หรอกว่าย่ากังวลเรื่องนี้อยู่ในใจจริงๆ…
…พั่งยาช่างกิน รักการกิน…
…อย่าเห็นว่าวันนี้นางกินนิดหน่อยก็ลุกจากโต๊ะ เป็นเพราะเมื่อตอนบ่ายลุงใหญ่ของนางไปซื้อไก่ห่อใบบัวมาให้นางหนึ่งตัว นางกินคนเดียวครึ่งตัว แถมตามด้วยขนมอีกไม่น้อย…
…มื้อเย็นนางกินได้เยอะอีกก็แปลกแล้ว”
ลู่พั่นไม่คิดว่าคำพูดของตัวเองแค่ประโยคเดียวจะทำให้ผู้หญิงหลายคนพูดเรื่องที่ต้องเคยทนหิว
ฟังจากที่เล่า สาเหตุที่ต้องทนหิวไม่ใช่แค่เพราะยากจน แต่ส่วนใหญ่เพราะเกรงใจที่แต่งเข้าไปอยู่บ้านสามี
แม้แต่ท่านอาหญิงก็ยังเคยทนหิว
เกรงใจอย่างนั้นเหรอ
มีอะไรให้ต้องเกรงใจ ถึงกับทำให้ท่านย่าต้องกังวลว่าวันหน้าพั่งยาแต่งกับเขาแล้วจะกินไม่อิ่ม
นับตั้งแต่ที่ลู่พั่นเคยเกือบหิวตายอยู่ที่แนวหน้า เขาก็ให้ความสำคัญกับการกินเป็นพิเศษ
ไม่อย่างนั้นเมื่อครู่เขาคงไม่ทนแล้วทนอีก สุดท้ายทนไม่ไหวถึงต้องถามฝูหลิง
เวลานี้พอได้ฟัง ลู่พั่นเหลือบมองสีหน้าของซ่งฝูเซิง
คำพูดของเขาเป็นการตอบท่านย่าหม่า ยิ่งไปกว่านั้นเป็นการให้สัญญากับซ่งฝูเซิง
“ท่านอา บ้านข้าไม่มีเหตุการณ์แบบนี้ แต่ละเรือนมีครัวเล็กของตัวเอง…
…แต่ละเรือนสั่งการกันเองได้ ต่อไปข้าจะให้แม่ครัวประจำการอยู่ตลอดสิบสองชั่วยาม”
ลู่พั่นพูดถึงตรงนี้ก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย ส่วนเรื่องเกรงใจ เขม่นสะใภ้ใหม่อย่างนั้นเหรอ
ไม่มีทางเกิดเหตุการณ์เขม่นสะใภ้ใหม่ สาวใช้ที่คอยคีบกับข้าวมีแต่จะคีบให้ไม่หยุด
“ถ้าแต่งงานไปแล้วจะอยู่ที่จวนอ๋อง ไม่ใช่จวนผู้สำเร็จราชการ ทุกอย่างแล้วแต่พระชายาสั่ง”
เฉียนเพ่ยอิงที่นั่งอยู่โต๊ะผู้หญิงฟังแล้วก็ยิ้ม
เรื่องหิวไม่หิว ถูกทุกคนพูดไปพูดมาจนเป็นประเด็น
ตอนช่วงที่ลูกสาวนางลี้ภัยไม่เคยต้องทนหิวเลยสักครั้ง ใครเก่งถึงขั้นทำให้ลูกสาวนางยอมทนหิวดีกว่าเอ่ยปากออกไปได้
เว้นเสียแต่เจอฮ่องเต้หรืออยู่ในสถานการณ์ใหญ่ๆ ที่ต้องรู้จักวางตัว ถึงจะระวังบ้าง
ท่านย่าหม่าได้ยินลู่พั่นพูดแบบนี้ก็อึ้ง คิดในใจ ทำไมต้องตอบจริงจังแบบนี้ด้วย ย่าก็แค่กลัวเจ้าหน้าเสีย ถึงได้หาเรื่องคุยช่วยกู้สถานการณ์
แต่ท่านย่าหม่าฟังจบก็ยิ้มหน้าบาน
ดีใจที่ลู่พั่นใส่ใจแม้เรื่องเล็กน้อยของพั่งยา
หมินหรุ่ยที่แสนดีของนาง
ซ่งฝูเซิงเงยหน้ามองลู่พั่น
ยังคงปั้นหน้าตึงเหมือนเดิม แค่ฟังจากคำถามของเขาก็รู้ได้ว่าว่าที่พ่อตาคนนี้เริ่มให้ความสำคัญเรื่องแต่งงานแล้ว
“หลังแต่งงานเจ้าไม่อยู่จวนผู้สำเร็จราชการรึ”
“ตั้งแต่แต่งงานจนถึงกลับไปเยี่ยมบ้าน น่าจะอยู่ที่จวนอ๋อง เพราะฮ่องเต้พระราชทานให้ ส่วนหลังจากนั้น”