ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 849 คู่สร้างคู่สม
ตอนที่ 849 คู่สร้างคู่สม
ขณะที่ทางนี้ประกาศพระราชทานงานอภิเษก
ลู่ฮูหยินที่อยู่ไกลถึงเมืองหลวงก็กำลังจุดธูปบอกมหาขุนพลลู่
“ท่านพี่ หมินหรุ่ยกลับมาได้ไม่ถึงครึ่งเดือนก็ไป…
…ข้ายังไม่ทันมองเขาจนพอใจก็ต้องเร่งเขาให้ออกเดินทาง…
…หมินหรุ่ยแต่งงาน นี่ต่างหากคือการแสดงความกตัญญูต่อท่านและข้า ต่อท่านพ่อท่านแม่…
…ท่านพี่ ลูกของพวกเราได้รับพระราชทานงานอภิเษกจากฮ่องเต้แล้ว…
…อีกไม่นานก็จะมีครอบครัว พวกเราจะมีลูกสะใภ้แล้ว อีกฝ่ายแซ่ซ่ง…
…ท่านพี่วางใจได้…
…ถึงแม้ท่านพี่จะไม่อยู่ปกป้องหมินหรุ่ยแล้ว แต่ท่านแม่พูดถูก…
…หลังจากหมินหรุ่ยมีครอบครัว นอกจากพวกเราที่รักเขาแล้ว ก็จะมีอีกครอบครัวที่รักเขาเพิ่มเข้ามา…
…คนที่รักและเอ็นดูเขามีแต่จะเพิ่มมากขึ้น…
…ท่านพี่ ลูกของพวกเราเป็นเด็กดีที่สุดในใต้หล้า…
…เขาสร้างบารมีให้ท่านอย่างไม่หยุดหย่อน เมื่อก่อนท่านปกป้องเขามาตลอด เขา…”
ทันใดนั้นลู่ฮูหยินก็หลั่งน้ำตา
สมองเต็มไปด้วยภาพสามีที่จากไป ลูกชายก็ตามไปออกรบติดๆ กัน
ลูกชายเกือบอดตายอยู่ที่แนวหน้า
ลูกชายสอบได้อันดับหนึ่ง ต้องยอมทิ้งกลางทางแล้วไปออกรบเป็นครั้งที่สอง ไปทีก็หลายปี
“ข้าไม่ขอใดอื่น ขอแค่ท่านพี่ช่วยคุ้มครองให้นับแต่นี้ไปลูกของพวกเรามีแต่ความราบรื่น”
…
“ด้วยโองการแห่งฟ้า ฮ่องเต้ทรงมีพระบัญชา…
…ได้ทราบว่าฝูหลิง บุตรสาวแห่งซ่งฝูเซิงผู้ว่าการเขตหวงหลงมีรูปโฉมที่งดงาม ฉลาดหลักแหลม จิตใจเมตตาอารี งามทั้งภายนอกและภายใน ข้ารู้สึกชื่นชมยิ่งนัก…
…อวี้ชินอ๋องของข้า หลานชายแห่งองค์หญิงใหญ่หรงเซี่ยนผู้มีเกียรติแห่งแผ่นดิน หลานชายแห่งผู้สำเร็จราชการกงเหวิน บุตรชายแห่งลู่เหวินเจิ้งมหาขุนพลผู้เกรียงไกร ลู่พั่น ถึงวัยสมควรแก่การมีครอบครัว เป็นคู่ครองที่เหมาะสม…
…นางและอวี้ชินอ๋องถือเป็นคู่ที่สวรรค์สรรค์สร้าง สมกันดั่งกิ่งทองใบหยก…
…ขอพระราชทานงานอภิเษกให้ฝูหลิงบุตรสาวแห่งซ่งฝูเซิงผู้ว่าการเขตหวงหลงกับอวี้ชินอ๋อง…
…พิธีการทั้งหมดขอมอบให้เป็นหน้าที่กรมพิธีการทำงานร่วมกับชินเทียนเจียน[1] จงเจิ้งชิง[2] และเจียนเจิ้ง[3] เลือกวันและเวลาที่เหมาะสมในการจัดพิธี…
…จึงแจ้งให้ทราบโดยทั่วกัน…
…จบราชโองการ”
ประทัดสามแสนนัดดังขึ้นทันทีที่มีคำว่า ‘จบราชโองการ’
ปืนใหญ่เก้ากระบอกแหงนขึ้นฟ้า ยิงเสียงดังสนั่นหวั่นไหว
เมื่อวานฝนยังตกหนักอยู่ แต่วันนี้ท้องฟ้าโปร่งใสแล้ว
ตอนที่ฝูหลิงตามแม่กับท่านย่าที่แต่งเต็มยศออกมา ดวงอาทิตย์กำลังโผล่ออกมาพอดี สาดแสงส่องเครื่องประดับศีรษะให้เปล่งประกาย
เวลานี้ซ่งฝูหลิงได้ยินเสียงประทัดที่ดังสนั่นแก้วหู คุกเข่าตามพ่อ ลู่พั่น ท่านย่า และแม่ สองมือแบออก ก้มวางนาบขนาบพื้น
ลู่พั่นที่อยู่ข้างหน้า พอคำนับเสร็จก็ยืนขึ้นได้
แต่ซ่งฝูเซิงกลับไม่ได้
แม่ทัพหลิ่วขุนนางใหญ่ที่เป็นตัวแทนทำพิธีร่วมกับเขา แม่ทัพหลิ่วที่ถือราชโองการยืนหันหน้าไปทางตะวันตก ซ่งฝูเซิงอยู่ในชุดขุนนาง คุกเข่าหันไปทางเหนือ
นี่เป็นพิธีการเฉพาะสำหรับพ่อของฝ่ายหญิง
หลังจากคำนับสามที ซ่งฝูเซิงที่เป็นพ่อถึงยกสองมือขึ้นเหนือศีรษะ ทำท่ารับราชโองการ แม่ทัพหลิ่วก็เอาราชโองการวางบนมือเขา
นี่ถึงเรียกว่าพ่อตารับราชโองการแล้ว
ขุนนางที่ประกาศราชโองการตะโกนขึ้น “คนในตระกูล คุกเข่า”
ซ่งเก้าสกุลพากันคุกเข่า
สองมือของซ่งฝูเซิงถือราชโองการ ไปคุกเข่าอยู่ด้านหน้าสุดอีกครั้ง นำทุกคนคำนับขอบคุณในพระมหากรุณาธิคุณอีกครั้ง
คิดดูนะ ซ่งฝูเซิงน่ะไม่ขัดใจที่มีลู่พั่นเป็นลูกเขย แต่กลับขัดใจที่ได้ลูกเขยเป็นอ๋องนี่แหละ ยุ่งยาก เขาเกลียดการคำนับที่สุด ให้คำนับอีกสองสามรอบคงสมองเสื่อมแล้ว
และที่น่าโมโหที่สุดคือ ลูกเขยอ๋องแค่พูดขอบคุณหลังจากประกาศราชโองการเสร็จ จากนั้นก็ยืนสูงเด่น ไม่ต้องคุกเข่าอีก กลายเป็นผู้ชมพิธีการ
นี่คือสิทธิพิเศษของคนเป็นชินอ๋อง จวิ้นอ๋อง องค์ชาย
เอาเป็นว่าซ่งฝูเซิงไม่ได้เรื่องมากหรอกนะ แต่มันน่าโมโหจริงๆ
สีหน้าอารมณ์ประมาณว่าพิธีการของราชวงศ์มันน่ารำคาญที่สุด ให้เจ้าแล้วก็ควรจะคุกเข่ารับด้วยความดีใจ ทรมานครอบครัวฝ่ายหญิงชัดๆ
ลูกเขยของเขากลับได้ยืนดูหน้าตาเฉย
แต่ซ่งฝูเซิงก็รู้ว่า ลู่พั่นของพวกเรา เวลานี้ยังถือว่ารู้กาลเทศะ
เพราะหากว่ากันตามเหตุผล ชินอ๋อง องค์ชาย ยังไงก็เป็นคนที่มีสิทธิพิเศษ จะหันมามองพวกเขาก็ได้ มองครอบครัวฝ่ายหญิงรับราชโองการ
ประมาณว่ามีคนสูงศักดิ์มาเป็นพยานให้ด้วยตัวเอง
ท่านอ๋องอย่างข้าจะมาเป็นลูกเขยบ้านเจ้าแล้ว ดีใจกันหรือเปล่า ยิ้มสิ ข้าจะดูให้เห็นกับตา
แต่ลู่พั่นเปล่า
ขณะที่ซ่งฝูเซิงนำคนทั้งครอบครัวคุกเข่า เขาจงใจมองไปทางลู่พั่น
ถือว่ายังรู้จักดูสถานการณ์อยู่บ้าง
ลู่พั่นยืนตัวตรงอยู่ที่เดิม หันหลังให้พวกเขา ไม่กล้าหันกลับมาดู
เหล่าซ่ง เจ้าเข้าใจผิดแล้ว
ไม่ใช่ลู่พั่นไม่กล้ามองเจ้า เกี่ยวอะไรกับเจ้า เจ้าเป็นแค่ขุนนางขั้นสี่
แต่เล็กจนโต โดยเฉพาะตอนนี้ เขาเคยเห็นขุนนางที่ตำแหน่งสูงกว่าเจ้ามากมายทำความเคารพเขา
ไม่ทำความเคารพเขาต่างหากเขาถึงไม่ชิน
ลูกสาวเจ้าไม่ค่อยนอบน้อมกับเขา ถึงได้ดึงดูดความสนใจของเขา
เขาไม่หันไปมองช่วงเวลาประวัติศาสตร์นี้ก็เพราะทนเห็นลูกสาวเจ้าคุกเข่าไม่ได้
เขากลัวจะนึกถึงตอนเจอกันครั้งแรกที่ฝูหลิงคุกเข่าให้เขา เขายังเตะฝูหลิงกระเด็น ใช้เท้าเตะโดนหน้าฝูหลิง ใบหน้านั้นเต็มไปด้วยฝุ่นดินทันที
ในที่สุดฉากสำคัญของแม่ทัพหลิ่วขุนนางตัวแทนก็มาแล้ว
กังวลว่าจะสะดุด จะอ่านโพยก็ดูไม่น่ามอง
แม่ทัพหลิ่วที่อยู่ในชุดสีแดง เมื่อวานท่องบทสำหรับพิธีการอยู่หลายรอบ
วันนี้ตื่นเช้ามาก็ถูกหลิ่วฮูหยินเรียกไปท่องให้ฟัง
“…พระราชทานสายรัดประดับศีรษะและคออย่างละหนึ่งเส้น ปิ่นทองเล็กใหญ่อย่างละสามชิ้น หยกทองประดับหูหกชิ้น กำไลเกลียวทองสี่ชิ้น”
แม่ทัพหลิ่วพักหายใจ
ในขณะที่เขาไล่เรียง สินสอดพระราชทานก็ถูกบรรดาขุนนางของกรมพิธีการนำมาวางให้ซ่งฝูเซิงตรวจดู จากนั้นถึงส่งไปให้คนในครอบครัวใช้สองมือช่วยรับไว้
เวลานี้ชาวหวงหลงพากันตื่นเต้น มาเพื่อชมช่วงเวลานี้
สำหรับชาวบ้านแล้ว คิดว่าใครก็ได้เห็นพิธีแบบนี้ได้ง่ายๆ เหรอ คิดว่าใครก็เป็นชายาอ๋องได้เหรอ
คนทั่วทั้งหวงหลง อืม แม้จะเพิ่งมีเขตนี้ได้ไม่กี่ปี แต่ก็ไม่เคยปรากฏชายาอ๋องมาก่อน นี่เป็นคนแรก
คนเมืองอื่นอยากดูพิธีแบบนี้ อยากเปิดหูเปิดตา แต่ที่นั่นไม่มีให้ดู
“กระดุมทองหนึ่งร้อยเม็ด กระดุมเงินสองร้อยเม็ด…
…หนังสัตว์สำหรับตัดชุดหนึ่งร้อยสี่ผืน…
…หนังสัตว์สำหรับทำหมวกเก้าผืน…
…หนังจิ้งจอกสำหรับทำผ้าห่มสองร้อยห้าสิบผืน…
…ผ้าทอหนึ่งร้อยพับ”
แม่ทัพหลิ่วพักหายใจอีกรอบ
ในเวลานี้เองซ่งฝูหลิงถึงรู้สึกได้ว่าตัวเองกำลังจะแต่งงานแล้ว
ยังไม่ทันจะอะไรเท่าไหร่ นี่แค่ประกาศพระราชทานงานอภิเษก แต่พอลุงหลิ่วพูดไปเรื่อยๆ ราชวงศ์แสดงความขอบคุณที่ครอบครัวซ่งเลี้ยงดูนาง ยกนางให้แต่งงาน นางก็เริ่มขอบตารื้น สูดจมูก พยายามกลั้นน้ำตากลับไป
พระราชทานโดยเฉพาะ
“บิดาซ่งฝูเซิง ทอง เงิน หนังจิ้งจอก หมวกขนเตียว เข็มขัดทอง ของประดับกาย รองเท้าถุงเท้าและอื่นๆ รวมม้าอีกสี่ตัว”
พระราชทานโดยเฉพาะ
“มารดาซ่งเฉียนซื่อ ต่างหูทอง ปิ่นทอง หนังจิ้งจอก และอื่นๆ รวมม้าอีกหนึ่งตัว”
ตอนที่ท่านย่าหม่าช่วยสะใภ้สามรับของพระราชทานได้แอบสังเกตหลานสาวคนเล็ก
มองแล้วมองอีก
นึกสงสัยในใจ นางรู้สึกดีใจมาก ดูสิทางราชวงศ์ให้ของสมน้ำสมเนื้อขนาดไหน รู้ว่าครอบครัวนางเลี้ยงหลานสาวคนนี้ใช้เงินไปไม่น้อย พั่งยาค่าตัวแพงสุดแล้ว ลูกชายคนสามกับเมียทุ่มเทเลือดเนื้อเลี้ยงมาจนโต เฮ้อ
นึกไม่ถึงว่าสีหน้าของหลานสาวคนเล็กกลับแปลกไปนิดหน่อย
พอลองคิดๆ ดู ท่านย่าหม่าก็เข้าใจแล้ว
จึ๊ๆ ยังไม่ทันจะแต่งเลย มีอะไรให้สะอึกสะอื้น ไม่ใช่ว่าเอาเจ้าแลกเงินทองแล้วถีบหัวส่งเสียหน่อย
แต่จะว่าไป พั่งยาเอ๊ย พั่งยาของย่า
ตอนแรกสุดย่าเห็นเจ้าเอาแต่กินแถมยังขี้เกียจ งานอะไรก็ไม่ทำ กลุ้มใจเหลือเกิน
ตอนนั้นเคยคิดแล้วว่าจะหาหลานเขยที่แต่งเข้าบ้าน
คิดดูแล้วกัน ผู้ชายดีๆ ที่ไหนจะยอมแต่งเข้าบ้านผู้หญิง
ปรากฏว่าดูเอานะ นี่ไม่ใช่แค่ได้ลูกเขยดี ยังให้ของขวัญฝ่ายหญิงแบบเอาให้รวยเละ
ดังนั้นอย่ามาไม่ดีใจ ทำเป็นเล่นตัวหวงลูกสาว ต้องยังไงถึงจะพอใจล่ะ
ส่วนทางด้านลู่พั่นเวลานี้หันกลับมาแล้ว
เขามองฝูหลิงที่อยู่ในกลุ่มคน ขมวดคิ้วเล็กน้อย และก็มองออกว่าสีหน้าของฝูหลิงดูแปลกไป
เขาไม่ได้คิดไปในทางที่ว่าฝูหลิงไม่อยากจากพ่อแม่ไป
จะเป็นไปได้ยังไง ยังไม่ทันแต่งออกเลย
ในราชโองการมีหลายส่วนที่จงใจไม่อ่าน ไม่ได้กำหนดวันให้เขา เพราะติดตรงที่พ่อตา
ลู่พั่นคิด
หรือเจ้าประทับใจสินสอดแค่นี้
ยังเร็วไป
เดี๋ยวรอวันพูดคุยอย่างเป็นทางการ นั่นต่างหากถึงเวลาที่ตระกูลลู่ออกโรง
พวกพี่สาวเคยบอกว่า สินสอดของน้องชายคนนี้จะเอาให้แถวยาวจากเฟิ่งเทียนไปจนถึงบ้านของพ่อตาในหมู่บ้านเหรินจยา
พี่สามบอกว่า เอาให้แน่นขนัดตลอดเส้นทาง
[1] ขุนนางที่รับผิดชอบในสำนักหอดูดาวหลวง
[2] ขุนนางที่ดูแลฝ่ายกิจการของราชวงศ์
[3] ขุนนางฝ่ายสำนักพิธี