ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 852 มีความรักแบบหนึ่งที่เรียกว่าไม่ยอมปล่อยมือ รักตราบจนชั่วฟ้าดินสลาย
- Home
- ทะลุมิติทั้งครอบครัว
- ตอนที่ 852 มีความรักแบบหนึ่งที่เรียกว่าไม่ยอมปล่อยมือ รักตราบจนชั่วฟ้าดินสลาย
ตอนที่ 852 มีความรักแบบหนึ่งที่เรียกว่าไม่ยอมปล่อยมือ รักตราบจนชั่วฟ้าดินสลาย
“อ๊ากกก!”
บ้านผู้ว่าการเขตมีเสียงร้องโวยวายอันน่าสะพรึงทั้งที่กำลังอยู่ในช่วงมีงานมงคลงานใหญ่
หลัวปู้ตันถูกมัดไว้กับเก้าอี้
เก้าอี้ล้มลงไปแล้ว ศีรษะของเขาแนบพื้น สั่นไปทั้งตัว
รอบตัวเขามีหมอหนึ่งคน เด็กผู้ช่วยหมอสามคน หัวหน้ามือปราบห้องขังสี่คน
มีมือปราบสองคนที่เมื่อครู่ รับหน้าที่กดบ่าของหลัวปู้ตันไว้
อีกสองคน คนหนึ่งถือกะละมังถ่านที่ติดไฟ อีกคนถือเหล็กนาบกำลังมองหลัวปู้ตันด้วยความจนใจ
ครั้งแรกยังไม่สำเร็จ
พูดตามตรง เรื่องนี้ยากมาก ใต้เท้าบอกว่า ทางที่ดีเอาให้เรียบสนิท
หากทำให้เรียบสนิทไม่ได้ ใบหน้ายังมีร่องรอยของการเป็นนักโทษ แบบนั้นก็ต้องเปลี่ยนเป็นเหล็กนาบที่มีลวดลาย จำต้องนาบให้ใบหน้ามีลวดลายอื่น
คนคนนี้เป็นถึงญาติของครอบครัวใต้เท้าผู้ว่าฯ เชียวนะ ร้องอย่างกับหมูถูกเชือด มือปราบสองคนกดบ่าไว้ก็ยังเอาไม่อยู่ มือปราบที่ถือเหล็กนาบแอบรู้สึกไม่กล้านาบต่อแล้ว
หลัวปู้เสียพี่ชายของหลัวปู้ตันนั่งเช็ดน้ำตาอยู่ไม่ไกล ไม่กล้าหันไปมอง
น่าสงสารเหลือเกิน น้องชายของเขาน่าสงสารมาก
น้องพี่ ทุกคนทำเพื่อเจ้าทั้งนั้น
ลู่พั่นเข้ามาในเขตเรือนตอนนี้พอดี
พอเข้ามาก็ขมวดคิ้วเล็กน้อยรับเหล็กนาบมา
ฝูหลิงเกาะขอบหน้าต่างดูเหตุการณ์อยู่ นางถึงกับสะดุ้งตกใจ
หลัวปู้ตันที่ล้มอยู่บนพื้นตกใจหนักยิ่งกว่า
ลู่พั่นบอกว่า “จับเก้าอี้ตั้งขึ้น”
หลัวปู้ตันถูกจับมัดไว้ สีหน้าจนตรอก “ท่านอ๋อง ท่านอ๋อง ขอร้อง ไม่เอานะ”
ลู่พั่นลงมือแบบที่เรียกได้ว่าคล่องแคล่ว เสียงนาบดังฉ่า
ฝูหลิงแอบรู้สึกร้อนตามไปด้วย
คนที่มาดูไม่ได้มีแค่ฝูหลิง มีคนยืนดูอยู่ในเขตเรือนเยอะมาก พวกท่านลุงซ่งก็ปิดตา
มีเลือดไหลที่หน้าด้วย
คนที่ทำงานแบบนี้จะรู้สึกสะใจบ้างไหม
ไม่ได้ดูแลเด็กให้ดี เหนียนเหนียนน้อยกับเจ้าตัวล้างผลาญมุดมาจากไหนไม่รู้
เด็กทั้งสองคนตกใจเบิกตาโพลงเหมือนกระดิ่งทองแดง นั่งจุ้มปุ๊กลงไปบนพื้น
ลู่พั่นคืนเหล็กนาบให้มือปราบ รับผ้าสีขาวมาจากซุ่นจื่อ เช็ดมือพลางมองเด็กสองคนที่นั่งอยู่บนพื้น
ลู่พั่นเข้าบ้านไปแล้วเด็กสองคนนี้ถึงเพิ่งร้องไห้
เข้าไปฟังใกล้ๆ ถึงได้ยินเหนียนเหนียนน้อยพูดว่า “ไอ๊หยาแม่จ๋า”
ครอบครัวซ่งครึกครื้นกันแต่เช้า
รีบเข้าไปช่วยหลัวปู้ตัน
หมอกับผู้ช่วยชุลมุน รีบห้ามเลือด ใส่ยา พันแผล ต้มยา
ล้างเหล็กนาบ ส่งพวกมือปราบที่มาช่วยงานส่วนตัว
เรื่องพวกนี้ก็ยังดึงดูดเฉียนเพ่ยอิงกับท่านย่าหม่าที่อยู่ในห้องไม่ได้
เฉียนเพ่ยอิงกำลังจัดกระเป๋า
ซ่งฝูเซิงเดินวนรอบเมียด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์ “ลู่หมินหรุ่ยพูดอะไรแม่ก็ฟังเหรอ เขาจะออกไปเที่ยวแม่ก็ตอบตกลง ไม่เคยเห็นแม่ยายที่ไหนว่าง่ายเท่าเจ้ามาก่อน”
เฉียนเพ่ยอิงดันเขาออก อย่ามาเกะกะ
พอได้ยินแบบนั้นก็พูดขึ้น
“จะอยู่ที่นี่ทำไม ได้ยินแต่คำสรรเสริญเยินยอ ข้าฟังจนเบื่อแล้ว…
…จอมปลอมทั้งนั้น น่าสนใจตรงไหน…
….อย่างแม่ต้องให้พวกนางมาเยินยอด้วยเหรอ เป็นคนคนละระดับแล้ว…
…ไปเที่ยวเล่นที่เขาฉางไป๋ยังจะสนุกกว่า…
…ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ยังไม่เคยไปเลย…
…ต่อไปถ้าตามพ่อไปรับตำแหน่งที่อื่น การคมนาคมไม่สะดวก ยังจะอยากตั้งใจมาที่อีกเหรอ จะเสียดายไหมล่ะ…
…อีกอย่าง หมินหรุ่ยพูดถูก เขาฉางไป๋ ความหมายดี อยู่กันจนแก่เฒ่า”
เฉียนเพ่ยอิงคิดว่า ลูกสาวกับลูกเขยจะไปเที่ยวฉลองหมั้น แบบนั้นก็ต้องเอานางที่เป็นแม่ยายไปด้วย
ใครใช้ให้ยุคโบราณธรรมเนียมเยอะล่ะ มีนางอยู่ก็สะดวกหน่อย
อีกทั้งก็ยังเป็นปัญหาที่ธรรมเนียมโบราณ แม้ลูกสาวกับลูกเขยจะได้รับราชโองการพระราชทานงานอภิเษกแล้ว แต่ลูกเขยมาบ้านนางทุกวันก็ไม่น่ามองเท่าไร
ไม่อยากตกเป็นขี้ปากพวกที่ต่อหน้าไม่พูดอะไร แต่ใครจะไปรู้ว่าจิตใจสกปรกหรือเปล่า เช่นนั้นพวกเขาไปดีกว่า
ออกไปเที่ยว เดินทาง ขึ้นเขา เดินเล่นให้ทั่ว ใช้ชีวิตด้วยกันทุกวัน
“เจ้ายังไม่ได้ส่งบัญชีเลยนะ”
“ข้าทำเสร็จตั้งแต่สองวันนั้นที่ลูกเขยบอกแล้ว ส่วนที่เหลือให้หนิวจั่งกุ้ยทำก็พอ ก่อนพวกฝูกุ้ยออกเดินทางเอาตั๋วเงินไปเยอะพอสมควร ถ้าไม่พอจะส่งจดหมายมา เจ้าก็ส่งเงินไป”
ซ่งฝูเซิงพูดต่อ
“แต่ข้ายุ่ง นี่เจ้า ยังไม่พูดถึงช่วงเพาะปลูกฤดูใบไม้ผลิที่ยุ่งที่สุด อีกเดือนกว่าๆ งานจัดแสดงสินค้าที่พ่อจัดก็จะเริ่มแล้ว พวกตัวแทนพ่อค้าจากแต่ละเมืองแต่ละอำเภอก็จะมากัน พวกเขาจะเอาสินค้าท้องถิ่นจำนวนมากมาขายให้พวกเรา พวกเราก็จะขายราคาส่งให้พวกเขา ลองคิดดูนะ ระหว่างนี้จะมีเรื่องให้ต้องจัดการตั้งเท่าไร ต้องให้ข้าจัดการ”
เฉียนเพ่ยอิงเหล่มองเหล่าซ่ง “พวกเราก็ไม่ได้บอกเสียหน่อยว่าจะให้เจ้าไปด้วย”
ข้าจะยุ่งหรือว่างแล้วอย่างไร
หมี่โซ่วเข้าห้องมาพอดี อยากถามท่านป้าว่าของๆ เขา…
ซ่งฝูเซิงหันมาถลึงตาใส่ “เจ้าก็ไปด้วยเหรอ อยากหาเรื่องโดดเรียนใช่ไหม”
หมี่โซ่วพูดพึมพำ “ข้ายังเด็ก ไม่ได้รีบสอบจอหงวนสนามถัดไปเสียหน่อย”
อีกอย่าง พี่เขยก็ไปลาหยุดให้แล้วด้วย
เอ้อร์หลังยิ้มหน้าบานเข้ามาในห้อง ซวยพอดี
“เอ้อร์หลัง น้องชายเจ้ายังเด็ก แต่เจ้าไม่เด็กแล้วนะ เรียนหนังสือทิ้งๆ ขว้างๆ ได้อย่างไร”
เอ้อร์หลังเกาหัว คิดในใจ อาสาม ปัญหาของหมี่โซ่วคือไม่รีบร้อนสอบจอหงวน แต่ของข้าคือสอบไม่ติด
ซ่งฝูเซิงเดินวนอยู่ในห้อง วนอยู่สองรอบ สุดท้ายก็ตีหลังมือแล้วพูดด้วยความโมโห “หมายความว่าอย่างไร พวกเจ้าคิดจะทิ้งข้าอยู่บ้านคนเดียวเหรอ”
ภายในอีกห้องหนึ่ง ที่ท่านย่าหม่า
ท่านย่าหม่าก็ไปไม่ได้เหมือนกัน แต่บรรยากาศกลับต่างกัน
เพราะฝูหลิงกับหมินหรุ่ยอยู่ที่ห้องนาง
“ย่าก็อยากไปกับพวกเจ้า”
“ก็ไปด้วยกัน”
“แต่พ่อเจ้าบอกว่า จะเอาขนมปังดำ อิฐนม แผ่นนมตากแห้งของบ้านเราไปวางในงานจัดแสดงสินค้า ขายเป็นของดีท้องถิ่น นอกจากย่าต้องอยู่รับยอดสั่งจองแล้ว ยังต้องให้พวกสาวใช้ทำของตัวอย่างด้วย และก็ต้องสั่งทำอิฐจากโรงงาน ต้องขยายพื้นที่ให้กว้างขึ้น ยังอยากซื้อสาวใช้มาอีกหน่อย เฮ้อ คนไม่พอใช้งานแล้ว”
ซ่งฝูหลิงสงสัย ก่อนหน้านี้ท่านย่าเคยบอกนางว่าทำขนมปังดำแทบไม่ได้อะไร
“ท่านย่ารังเกียจที่ได้กำไรน้อยไม่ใช่หรือ ไม่อยากเสียเวลาทำ”
ท่านย่าหม่าทำสีหน้ากระอักกระอ่วนเล็กน้อย มองหลานเขยแล้วมองหลานสาว
“ก่อนหน้านี้รังเกียจ แต่ก็ทนเจ้าหน้าที่แซ่สวีอะไรนั่นรบเร้าไม่ไหว ลูกน้องพ่อเจ้าที่ดูแลเงินๆ ทองๆ นั่นน่ะ รู้จักเขาใช่ไหม เขามาลงนามในสัญญากับท่านย่าแล้ว…
…เขาเป็นตัวแทนที่ว่าการเขตหวงหลงรับประกันกับท่านย่าว่า ทางการจะช่วยผลักดันอย่างเต็มที่สินค้าท้องถิ่นอะไรก็ตามที่วางในงานจัดแสดง จะไม่มีทางทำเป็นเรื่องเล่นๆ…
…คลังเสบียงของแต่ละเมืองก็ต้องเตรียมเสบียงสำหรับสงครามหรือกักตุนเสบียงอาหารใช่ไหมล่ะ”
ท่านย่าหม่ามองลู่พั่น
ลู่พั่นบอกว่ากักตุนเสบียงอาหาร
“อืม นั่นแหละ เสบียงที่เมื่อก่อนคลังเสบียงของแต่ละท้องที่กักตุนไว้ บางส่วนก็ขึ้นรา ประสบภัยพิบัติน้อยใหญ่ ไหนจะทางใต้ที่เกิดสงคราม ต้องส่งเสบียงไปให้บ่อยครั้ง แถมทางการยังต้องตั้งกระโจมแจกจ่ายโจ๊ก เปลืองเสบียงเปลืองฟืนเปลืองกำลังคน…
…ลองคำนวณต้นทุน หักเสบียงที่ขึ้นราแล้วก็เป็นเงินอยู่ไม่น้อย…
…ครั้งนี้เลยอยากให้เจ้าหน้าที่ที่พาขบวนพ่อค้าจากต่างถิ่นมา ซื้อขนมปังดำกลับไปหน่อย…
…ไม่ใช่ว่าจะเปลี่ยนเสบียงให้เป็นขนมปังดำทั้งหมด แค่ซื้อส่วนหนึ่งไปเก็บไว้ใช้ เวลาฉุกละหุกก็เอาออกมาใช้ได้”
พอพูดถึงตรงนี้ ท่านย่าหม่าก็ตื่นเต้น ถอดรองเท้าขึ้นเตียง นั่งขัดสมาธิพูดกับลู่พั่นและฝูหลิง
“พอย่าได้ฟังแบบนี้ ข้างนอกมีตั้งกี่เมือง ต่อให้กำไรน้อย แต่ก็ได้ขายในปริมาณมาก…
…ถ้าคลังเสบียงของแต่ละเมืองซื้อขนมปังดำของพวกเราไปตุนไว้สำรอง ต่อให้เป็นเขตละเมืองอย่างหวงหลงของเราที่มีประชากรหลายแสนคน นั่นก็ต้องนับพันก้อนแน่นอน…
…ไอ๊หยา สุดยอดอะไรอย่างนี้”
เดิมทีคิดว่าสอนวิธีทำขนมปังดำให้ทหารแนวหน้าไปแล้ว คนที่ทำเป็นก็ย่อมมีมาก
เลยถอดใจ คิดเสียว่าเป็นการสร้างคุณูปการให้หลานเขยที่เป็นวีรบุรุษ
คงไม่มีทางมาทำการค้ากับพวกเราอีก
แต่เจ้าหน้าที่แซ่สวีที่ลูกสามส่งมารู้จักพูดจา มิน่าลูกชายนางถึงได้เรียกใช้
วิเคราะห์ให้นางฟังว่า คนที่ทำเป็นมีเยอะ แต่คนพวกนั้นเป็นใคร รู้จักคนใหญ่คนโตหรือเปล่า พวกเขาทำเป็นกิจการใหญ่โตได้เหรอ พวกเขาได้รับความไว้วางใจหรือเปล่า พวกเขาทำขนมปังดำออกมาวางขาย เจ้าหน้าที่ของแต่ละเมืองไม่กล้าสั่งซื้อหรอก กลัวจะเกิดสถานการณ์อย่างทางการทำให้ชาวบ้านตาย แต่ท่านไม่เหมือนกัน
เจ้าหน้าที่แซ่สวีคนนั้นรู้จักพูดจาจริงๆ
เขาไม่ได้เห็นแก่ที่ว่านางเป็นไท่กงเหริน ไม่ใช่เพราะเป็นแม่ของผู้ว่าฯ แต่งานคืองาน เรื่องส่วนตัวคือเรื่องส่วนตัว
บอกว่า ‘ท่านเป็นประธานสมาคมการค้าอาหารของหวงหลง เป็นหัวหน้าของดีท้องถิ่นประเภทอาหารของพวกเรา ของดีท้องถิ่นอีกทั้งยังมีทางการรับรอง ใครสั่งซื้อก็สบายใจ’
“พวกเจ้าว่า การค้าแบบนี้ท่านย่าจะปล่อยไปเหรอ เกิดมีมาสั่งจองขนมปังดำแสนชิ้นสองแสนชิ้นล่ะ”
ซ่งฝูหลิงพยักหน้า “เช่นนั้นท่านย่าไม่ต้องออกไปเที่ยวกับพวกเราหรอก อยู่หาเงินดีกว่า”
“กว่าจะไปกว่าจะกลับ ย่าคงไม่ได้เห็นพวกเจ้าครึ่งเดือนหรือเปล่า”
ซ่งฝูหลิงตอบ “ครึ่งเดือนที่ไหนกัน ท่านย่าเตรียมใจไว้หนึ่งเดือนเลย”
เด็กคนนี้นี่ ไม่ได้เข้าใจเลย พูดอะไรออกมา อาลัยอาวรณ์หรอกถึงได้พูดแบบนั้น
…
วันออกเดินทาง
แสงตะเกียงเป็นกลุ่มๆ ของครอบครัวซ่งตามลู่พั่นไป
ทันใดนั้นขบวนรถม้าได้ถูกขวางไว้
ใครช่างกล้าขนาดนี้
ลู่พั่นแหวกม่าน หมี่โซ่วก็เกาะแขนเขามองออกไปข้างนอกด้วย
เห็นเพียงท่านย่าหม่ามาพร้อมสัมภาระ
“ท่านย่า” ซ่งฝูหลิงตกใจ
ท่านย่าหม่ายิ้มยิงฟัน มือที่สวมแหวนทองลูบผม “อืม มาแล้ว ไม่ได้ ไม่เจอกันหนึ่งเดือนไม่ได้หรอก ย่าจะไปเที่ยวกับพวกเจ้าด้วย”
นางถึงได้รีบจัดแจงแบ่งงานในร้าน
โชคดีที่หลี่ซิ่วอยู่พอดี ทิ้งลูกสะใภ้ใหญ่ ลูกสาวคนโต กับหลี่ซิ่วไว้ สามคนนี้ช่วยดูแลร้านให้นางได้
ขบวนหยุดอีกครั้งตรงศาลาสิบลี้
คราวนี้ลู่พั่นไม่แปลกใจ ยังไม่ทันที่ซุ่นจื่อที่อยู่ด้านนอกจะรายงาน เขาก็พูดขึ้น “พ่อตาข้าก็มาใช่หรือไม่”
ซ่งฝูเซิงกลับไม่ยอมรับว่าอาลัยอาวรณ์ลูกเมีย
เหตุผลที่เขาอ้างคือ ลู่พั่นเป็นลูกเขยเขาก็จริง แต่ก็เป็นท่านอ๋องด้วย
ซ่งฝูเซิงปั้นหน้าขรึมบอกว่า เขาเป็นผู้ว่าการเขต มีหน้าที่ต้องติดตามท่านอ๋องออกไปสำรวจ นี่ถือเป็นงานหลวง
…
“ไป”
“ไป!”
ลู่พั่นขี่ม้ารอฝูหลิงอยู่ข้างหน้า
ฝูหลิงที่อยู่ในชุดขี่ม้ากำลังไล่ตามเขาไป
ท่านย่าหม่าเกาะขอบหน้าต่างยิ้มพลางตะโกน “ระวังตัวด้วย”
เฉียนเพ่ยอิงกับซ่งฝูเซิงอยู่ในรถม้าอีกคัน นั่งกันอยู่แค่สองคน
ซ่งฝูเซิงอยากดูองค์หญิงกำมะลอเป็นเพื่อนเมีย
เขาคล้องแขนเฉียนเพ่ยอิงพลางร้อง “ขอให้พวกเราเคียงข้างกันไปเรื่อยๆ บุกน้ำลุยไฟใช้ชีวิตไปด้วยกัน…”
เฉียนเพ่ยอิงถูกเหล่าซ่งคล้องแขนก็ยังไม่ลืมปรบมือให้ ร้องได้ดี ต้องตกรางวัล