ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 854-2 เรื่องปรัมปราก็คือคลื่นลูกหนึ่ง
ตอนที่ 854-2 เรื่องปรัมปราก็คือคลื่นลูกหนึ่ง
ซ่งฝูเซิงปฏิเสธ ไม่ต้อง แต่เอาเกี้ยวไปหนึ่งหลัง เผื่อท่านย่าหม่าเดินไม่ไหวก็นั่งเกี้ยว ส่วนคนนำทาง หันไปถามลู่พั่น “สิบสองคนพอใช้ไหม”
ลู่พั่นพยักหน้า คนเยอะเรื่องแยะ
“ใต้เท้า ข้าไม่รู้หรอกออกตกเหนือใต้ รู้แค่ว่าถ้าเดินจากหมู่บ้านขึ้นเนินไปทางเหนือ พอถึงยอดจะเห็นบ่อน้ำใหญ่ ตรงนั้นใกล้บ่อน้ำที่สุด ลงไปจะเล่นน้ำในทะเลสาบได้”
เอาเถอะ สระสวรรค์ในสายตาของคนบ้านนอกก็คือบ่อน้ำขนาดใหญ่
“เขาลูกติดกัน เดินไปอีกจะเป็นน้ำตกขนาดใหญ่…” สวยหรือเปล่าไม่รู้ มันก็แค่น้ำ เห็นบ่อยแล้ว รู้แค่ว่าน้ำไหลแรงมาก
“เสร็จแล้วก็กลับมา ข้าจัดให้แบบนี้ ใต้เท้าลองดูนะขอรับ จากนั้นให้พวกเด็กๆ ในหมู่บ้านพาใต้เท้าไปแช่น้ำต่อก็ได้”
ลำบากเจ้าแล้วจริงๆ นั่นเรียกน้ำพุร้อน
รู้แค่ว่าน้ำของที่นั่นร้อนตลอดปี น้ำในหลายสิบบ่อร้อนมากเหมือนกันหมด บ่อน้ำธรรมชาติน้อยใหญ่มีอยู่ที่นั่นเยอะสุด น้ำในนั้นต้มไข่ให้สุกได้ แถมไข่ที่ต้มยังอร่อยด้วย ไข่แดงเป็นสีทองอร่าม
นอกจากนั้นหลี่เจิ้งยังแอบบอกซ่งฝูเซิงอีกว่า ใต้เท้า ขึ้นเขาไปแล้วอย่าเดินส่งเดช ต้องเชื่อฟังพวกคนหนุ่มที่นำทางไป
คราวก่อนท่านซื่อมา
อ๋อ ท่านซื่อก็คือซื่อจ้วง
ซื่อจ้วงพากลุ่มขุดโสมขึ้นเขาผ่านมาที่นี่ ทั้งยังได้ตั้งใจมาหาคนในหมู่บ้านนี้เพื่อถามว่าตรงส่วนไหนของภูเขาที่ไม่ไหว (หมายถึงอย่าไป)
บนเขามีบางจุดที่ห้ามไปจริงๆ
ตรงแถบนั้นมีโสมหลายร้อยปีจำนวนมาก แต่กลับไม่มีใครกล้าเสี่ยงอันตราย
เพราะที่นั่นมีนกชนิดหนึ่ง นกปั้งฉุย ว่ากันว่าพอคนขุดโสมตายก็จะกลายเป็นนกชนิดนี้มาบินวนเวียนเฝ้าอยู่ที่นั่น กินเมล็ดโสมโดยเฉพาะ
ถ้าไปยังบริเวณนั้น นกปั้งฉุยจะร้องส่งเสียงดัง เคยมีคนที่อยู่ล่างเขาเห็นแสงสีแดง จบเห่แล้ว นี่ก็เท่ากับบอกว่ารอตายเสียเถอะ
ฟังจบก็ตาย น่ากลัวมาก
นี่อาจเป็นสาเหตุที่คนท้องถิ่นไปขุดโสมแต่ไม่พูดว่าขุดโสม พวกเขาจะพูดว่าขุดปั้งฉุย
ซ่งฝูเซิงได้ฟังก็อึ้ง ซื่อจ้วงกลับมาไม่เห็นเล่าให้ฟัง “หา?”
ลู่พั่นมองพ่อตาที่ดูเชื่องมงายเหลือเกิน “…”
คิดในใจ คงมีงูหลามเฝ้าอยู่หรือเปล่า คนขุดโสมเลยโดนฉกตาย
ในเวลาเดียวกัน ซ่งฝูหลิงก็คุยถูกคอกับลูกสะใภ้สองคนของบ้านหลี่เจิ้ง
นางคุยได้กับคนทุกวัย หน้าตาน่ารักน่าเอ็นดูมาแต่กำเนิด
สองคนนี้บอกซ่งฝูหลิงว่า บนเขามีวัดปากว้า มีถ้ำทวยเทพ ถ้ำนั้นเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ สวยยิ่งกว่าถ้ำที่มนุษย์ขุด เป็นเรื่องมหัศจรรย์มาก
พวกผู้หญิงเวลาเล่าเรื่องจะเน้นอารมณ์มากกว่าพวกผู้ชาย
บอกฝูหลิงว่า “คุณหนู ทางที่ดีตอนกลางคืนพักในวัดปากว้า คนในหมู่บ้านต่างรู้ว่า ถึงแม้ที่นั่นจะสภาพทรุดโทรม ขออะไรก็ไม่เคยสมหวัง ไม่สู้ไม่ขอดีกว่า แต่กลับไม่เคยมีสัตว์ป่าเข้าไป”
เล่าว่าเมื่อก่อนมีนักพรตกับนักบวชขึ้นเขาลงห้วยจนมาถึงที่นี่ จากนั้นก็ตายอยู่บนเขา
พวกผู้หญิงยังเล่าอีกว่า แต่ไหนแต่ไรมาคนในหมู่บ้านของพวกเขาเคารพยำเกรงภูเขาลูกนี้มาก
พวกคนแก่ที่ตายในหมู่บ้านจะไม่กล้าฝังกันส่งเดช
เพราะเมื่อหลายปีก่อนมีคหบดีชราที่ร่ำรวยมากในอำเภอ พอตายแล้วอยากสร้างสุสานฝังไว้บนเขา ตกกลางคืนกลับฝัน มีเทพมาบอกว่า ถ้ากล้าสร้างไว้ที่นั่นจะทำให้ลูกหลานมีอันเป็นไป
เขาไม่เชื่อเรื่องงมงาย แต่ต่อมาร่างกายที่แข็งแรงอยู่ดีๆ ก็ล้มป่วยตายไป ลูกชายแต่ละคนทยอยเกิดเรื่อง ตายไม่มีเหลือ
ฝันเดียวทำคนตายไปยี่สิบกว่าคน
“หา?” ซ่งฝูหลิงตกใจ
ลู่พั่นที่อยู่ข้างนอก เพิ่งออกห่างจากพ่อตาที่เชื่องมงาย ทางคู่หมั้นก็เริ่มเป็นไปด้วยอีก
ฝูหลิงยังมีถามต่อ “แสดงว่าบนเขาไม่มีสุสานเลย เอาใครไปฝังก็ไม่ได้เลยเหรอ”
ถึงได้บอกว่าที่นี่เป็นชีพจรมังกรสินะ
“ที่ไหนกัน มีสุสานใหญ่อยู่ คุณหนู พวกเราเล่าให้แค่คุณหนูฟังแล้วกัน ถ้าเป็นคนอื่นไม่เล่าหรอกนะ…
…คนแก่ในหมู่บ้าน สมัยยังหนุ่มขึ้นเขาหลบฝน เดินมั่วจนหลงทาง ได้ยินว่าบังเอิญตกลงไปในห้องสุสาน เพียงแต่ใช่ว่าใครก็เปิดประตูหินของห้องสุสานนั้นได้ นั่งอยู่หน้าประตูหนึ่งคืน…
…คนในหมู่บ้านหลายรุ่นเลยปิดปากเงียบ กลัวคนนอกจะมารบกวนพวกเขา แบบนั้นเดี๋ยวหมู่บ้านเราจะซวย…
…อันที่จริงมันอยู่ตรงไหนกันแน่ก็บอกไม่ถูกเหมือนกัน”
“ใหญ่เหรอ ใหญ่ขนาดไหน”
ขณะที่ฝูหลิงถาม ลู่พั่นที่อยู่ข้างนอกก็ตั้งใจฟัง
แต่น่าเสียดายที่สะใภ้ทั้งสองต่างส่ายหน้า พวกคนแก่ในหมู่บ้านก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน
มีคนแก่นักเล่าเรื่องบอกว่า ที่นี่เคยมีแคว้นซย่าตะวันออกที่ลึกลับมาก ในนั้นฝังพวกศพของลูกหลานชนชั้นสูงไว้
บางคนก็บอกว่า ในนั้นเป็นสุสานองค์หญิง องค์หญิงกลายเป็นเซียนไปแล้ว
แต่ส่วนใหญ่ที่พูดกันคือ ในนั้นมีศพมหาขุนพล พวกทาสสร้างให้หลังเขาตาย
ทำพูดไป ลู่พั่นเกิดความสนใจขึ้นมาทันที
ถ้าเป็นสุสานของมหาขุนพลจริง หรือพวกทาสสร้างให้ นี่ต่างหากที่เป็นบ้านหลังสุดท้ายที่ดีที่สุดของคนเป็นขุนศึก นี่ก็แสดงว่าตอนยังมีชีวิตอยู่ผลงานเกรียงไกร เป็นที่นับหน้าถือตา
อีกทั้งที่นี่ก็ดีมาก ยิ่งใหญ่ กว้างขวาง แม้เขาจะฆ่าคนมามากมายนับไม่ถ้วน ไม่เชื่อเรื่องพวกนี้ แต่ก็รู้ว่าถ้ามองในมุมฮวงจุ้ย ที่นี่มีแม่น้ำสายใหญ่หกสาย เปรียบเสมือนชีพจรใหญ่ทั้งหก
หลังเขาตายจะฝังไว้ที่นี่ดีไหม
“ฝูหลิง”
“หา? จะกินข้าวแล้วเหรอ”
“เปล่า ข้าอยากคุยกับเจ้าหน่อย”
ซ่งฝูหลิงหัวเราะในใจ ดูลู่หมินหรุ่ยสิ ดูเขานะ หลบๆ ซ่อนๆ แอบหาโอกาสคุยกับนางอยู่เรื่อย ฮ่าๆ คอยหาเรื่องคุยไม่หยุด
คราวนี้นางเข้าใจแล้ว การคบกันเป็นแฟนก็คือการพูดคุยไร้สาระ มิน่าสมัยเรียนแค่คำถามที่ว่ากินข้าวหรือยัง รูมเมทของนางก็คุยโทรศัพท์หน้าแดงได้อยู่นานสองนาน
ก็ได้ เจ้าจะคุยอะไรล่ะ
“หลังพวกเราตายอยากให้ฝังไว้ที่นี่ไหม”
ในสายตาของลู่พั่น ถ้ามีความคิดนี้ ครั้งนี้ก็จะเอาแต่เที่ยวไม่ได้แล้ว ต้องตั้งใจเลือกสถานที่
รอยยิ้มบนใบหน้าซ่งฝูหลิงหายวับในทันที
อะไรนะ
นางเพิ่งได้ฟังเองว่า ถ้าเลือกทำเลสุสานสุ่มสี่สุ่มห้าจะหมดสิ้นลูกหลาน แต่ลู่พั่นกลับอยากฝังตัวเองไว้ที่นี่หลังตาย
อีกอย่างนะ ลู่หมินหรุ่ย ข้ายังไม่ได้แต่งงานกับเจ้าเลยนะ เจ้าไม่คุยเรื่องงานแต่งกับข้า แต่มาปรึกษาเรื่องหาทำเลสุสานอย่างนั้นเหรอ ข้ายังอายุไม่ถึงสิบแปดเลย
ได้เวลากินข้าวพอดี หมี่โซ่วมาเรียกพี่สาว
ซ่งฝูหลิงกวาดตามองลู่พั่นหัวจรดเท้าแล้วเดินออกด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์
ลู่พั่นสงสัยหนักมาก “…”
ความขัดแย้งอย่างแรกของลู่พั่นกับฝูหลิงได้เกิดขึ้น
นี่ก็คือความแตกต่างของคนยุคปัจจุบันกับยุคโบราณ
ในยุคโบราณ ยิ่งเป็นตระกูลสูงศักดิ์ก็จะยิ่งเลือกทำเลสุสานเร็ว ฮ่องเต้ยิ่งแล้วใหญ่ พอขึ้นครองราชย์ก็เริ่มสร้างทันที
เพราะนี่ไม่ใช่เรื่องที่จะเสร็จได้ในวันสองวัน ใช้เวลาหลายปี ถ้าขนาดใหญ่มากถึงขั้นใช้เวลาหลายสิบปี
อาหารเย็น เกี๊ยวไส้ผักดอง เต้าหู้ผัดแมงล่าล่ากู่ พอเปิดฝาหม้อใหญ่ออก ซาลาเปายัดไส้สีเหลืองอร่ามตา นอกจากนี้ยังมีกับข้าวอีกจำนวนมาก ไก่ผัดเห็ด ต้มหมูสามชั้น เป็นต้น
ซ่งฝูหลิงเอาซาลาเปายัดไส้จิ้มน้ำตาลทราย
เฉียนเพ่ยอิงถามลูกสาว “เป็นอะไร”
“เปล่า”
เฉียนเพ่ยอิงหันไปมองลู่พั่น พบว่าเขาเอาแต่มองสีหน้าของลูกสาวนาง ขาดก็แค่คีบกับข้าวให้แล้ว นางเลยไม่ได้ถามอะไรมาก
หมินหรุ่ยพยายามเอาใจสารพัด ยังอยากจะให้เขาทำอะไรอีก ลูกสาวนางนี่แหละเรื่องเยอะ
แน่นอนว่าเด็กผู้หญิงมักเรื่องเยอะในเวลาแบบนี้ เรื่องเท่าปลายจมูกก็หงุดหงิดได้ สงสัยจะเป็นช่วงนั้นของเดือน
เฉียนเพ่ยอิงไปหารือกับทท่านย่าหม่าระหว่างกินข้าว พรุ่งนี้นางขึ้นเขาจะเอาพวกเครื่องปรุงไปด้วย ให้ท่านย่าหม่าแบกยาไป
สองวันต่อมา กลุ่มคนออกเดินทางขึ้นเขาตอนเช้ามืด
ได้ยินเสียงสัตว์ป่าคำรามบ้างเป็นครั้งคราว
ซ่งฝูเซิง เฉียนเพ่ยอิง ซ่งฝูหลิง ตามหลังลู่พั่นไปติดๆ ตรงเอวของลู่พั่นมีเชือกผูกอยู่เส้นหนึ่ง ปลายเชือกอีกด้านอยู่ที่เอวของฝูหลิง
ฝูเซิงมองด้านหลังร่างสูงใหญ่ที่อยู่ข้างหน้า เวลาที่รู้สึกว่าไม่ปลอดภัย ลูกเขยพึ่งพาได้มากที่สุด
ถ้าไม่มีลูกเขยมาด้วย เขาเป็นผู้ชายในครอบครัว ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ต้องเป็นผู้นำจัดการ ตอนนั้นที่ไปส่งเสบียงก็เหมือนกัน เรื่องเสี่ยงตายก็ต้องวิ่งนำไป
ตอนนี้มีลู่พั่นแล้ว เขาไม่ต้องทำอะไรเลย เดินตามลู่พั่นอย่างเดียว