ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 855-1 วัตถุดิบชั้นยอดมักปรากฏตอนเย็น
ตอนที่ 855-1 วัตถุดิบชั้นยอดมักปรากฏตอนเย็น
ระหว่างขึ้นเขา ถ้าแบ่งออกเป็นสี่ส่วน
เส้นทางตอนแรกหนึ่งในสี่
ท่านย่าหม่าสวมงอบ บนงอบมีม่านบางๆ ล้อมรอบ
ด้วยความที่กลัวแมลงจะบินเข้าไป ท่านย่าหม่ายังได้ผูกผ้าพันคอลายดอกสีชมพูเอาไว้ด้วย
นี่เป็นผ้าที่เหลือจากการทำชุดให้พวกหลานสาว นางคิดว่าจะทิ้งก็เสียดาย เลยเอามาเย็บเป็นผ้าพันคอไว้ใช้เอง
มัดให้มิดชิดแมลงก็บินเข้าไปไม่ได้แล้ว
ท่านย่าหม่าสวมเสื้อกันหนาวที่บางหน่อย ด้านหลังสะพายกระเป๋าเป้ ถ้ากางกระเป๋าใบนี้ออกยังเป็นเสื้อให้ความอบอุ่นได้อีกหนึ่งตัวด้วย ในนั้นบรรจุเสื้อกันฝน ยาต่างๆ ลูกอม และของอื่นๆ อีกสารพัด
ตรงเอวมีประบอกไม้ไผ่สามประบอกและมีดอีกหนึ่งเล่ม
ท่านย่าหม่าสวมรองเท้าบู๊ทหนังกวาง ชายกางเกงขายาวที่ลูกสะใภ้ทำให้ถูกยัดอยู่ในรองเท้าบู๊ท ตรงน่องยังถูกมัดไว้แน่น เพื่อป้องกันเส้นเลือดขอด
เอาแค่นี้ก็ดูดีไม่เบาแล้ว
เส้นทางช่วงแรกท่านย่าหม่าเดินขึ้นไม่เหนื่อยเท่าไร
อยากให้นางนั่งเกี้ยว แต่นางปฏิเสธสองครั้ง ไม่นั่ง ยังไหว
ทั้งยังพูดกับซุ่นจื่อที่ผูกกระบอกไม้ไผ่ไว้กับเอวเยอะแยะเหมือนพกระเบิดว่า ช่วงนั้นที่ลี้ภัย กลัวจะมีทหารไล่ตามหลังมา ตอนนั้นนางวิ่งเร็วมาก ไม่แพ้พวกหนุ่มสาว
ซุ่นจื่อตอบว่า “ตอนนี้ท่านเก่งกว่าคนหนุ่มสาวเสียอีก มีประสบการณ์กับกำลังวังชา เท่าที่ข้าดู หนุ่มสาวร้อยคนก็ยังสู้ท่านไม่ได้ด้วยซ้ำ”
ท่านย่าหม่าถูกชมก็ยิ้มหน้าบาน
เอาเป็นว่าเส้นทางช่วงแรกหนึ่งในสี่สำหรับทุกคนสรุปได้ว่า
เหมือนมีอักษรลอยมาบนท้องฟ้า ขึ้นเขาแค่นี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่
เหมือนเป็นเรื่องเล่นๆ ตลอดทางได้ยินเสียงสัตว์คำรามในตอนเช้ามืดก็ไม่เป็นอุปสรรค ไม่กลัว
เดี๋ยวร้องเพลงเดี๋ยวเล่นละคร ท่านย่าหม่ายังปลดผ้าเช็ดหน้ากินลูกอมไปหนึ่งเม็ด
หลังจากขึ้นไปได้หนึ่งในสี่ของเส้นทางเสร็จ เหตุการณ์ก็เปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน
ถ้ามีเพลงประกอบคงเป็นทำนองเศร้าหดหู่
แม้ดวงอาทิตย์จะโผล่ออกมาแล้ว แต่สภาพแต่ละคนก็เหนื่อยล้ามาก
นี่เป็นสภาพของทุกคนที่มาขึ้นเขาต่างต้องเผชิญไม่ว่าจะร่ำรวยหรือยากจน ทุกคนเท่าเทียมกัน
ซ่งฝูเซิงหอบแฮ่ก
หมี่โซ่วกับจินเป่าฝั่งละคน ช่วยกันประคองเฉียนเพ่ยอิงเดินอย่างทุลักทุเล
เอ้อร์หลังเหนื่อยจนเหงื่อไหลย้อยมาตามหน้า ใบหน้าเหมือนมีน้ำมันฉาบอยู่ บนบ่ามีเสื้อกันหนาวของอาสะใภ้สาม
ต้าหลังกับหูจือนอกจากจะต้องแบกสัมภาระของตัวเองแล้วยังต้องสะพายกระเป๋าของอาสามกับอาสะใภ้สามด้วย ยิ่งเดินขึ้นก็ยิ่งสงสัย
พวกข้าไม่เข้าใจจริงๆ อุตส่าห์ได้อาศัยใบบุญทั้งที ได้หยุดยาวสักครั้ง ไม่มีกำหนดกลับ ทำไมถึงไม่อยู่บ้านให้สบายๆ ต้องตามท่านอ๋องออกมา ‘ทำงาน’ ด้วย แถมท่านอ๋องยังไม่รับน้ำใจ
ลู่พั่นที่อยู่หน้าสุดยังเดินอย่างมุ่งมั่น ขณะเดินๆ อยู่ก็พบว่าไปต่อไม่ได้ เดินได้สองก้าวก็ถูกดึงกลับมา ซ่งฝูหลิงที่อยู่ปลายเชือกอีกด้านนั่งอยู่กับที่แล้ว
ลู่พั่นรีบลงมา “เดินไม่ไหวแล้วเหรอ” ใบหน้านางแดงไปหมด แอบชำเลืองมองพ่อตาแม่ยาย ไม่มีสนใจเขา จึงขยับเข้าไปใกล้ฝูหลิง
ซ่งฝูหลิงนั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้น เปิดม่านบังหน้าแล้วถามด้วยเสียงสั่นเครือ “อีกไกลแค่ไหนลู่หมินหรุ่ย”
“ยังไม่ถึงครึ่งทาง”
“อย่าบอกว่ายังไม่ถึงครึ่งทางสิ ข้าใจฝ่อแล้วเนี่ย ไม่อย่างนั้นเจ้าปีนเองเถอะ ข้าไม่ไปแล้ว เดี๋ยวลงไปรอที่ล่างเขา”
ลู่พั่นนั่งยองยิ้มตรงหน้าฝูหลิง
รู้ว่าเป็นการล้อเล่น แต่ไหนแต่ไรมาคู่หมั้นของเขาทำอะไรไม่มีทางยอมแพ้ง่ายๆ
“อย่ามัวแต่นั่งยอง อาศัยช่วงที่ข้าอิดออดลงมานั่งพักเร็ว เจ้าก็พักหน่อย”
“ได้” ลู่พั่นนั่งข้างฝูหลิง
เปิดกระเป๋าน้ำยื่นให้ฝูหลิง
เปิดกระบอกไม้ไผ่เทน้ำเอาผ้าลงไปชุบ มือข้างหนึ่งจับหลังศีรษะของฝูหลิง มืออีกข้างเช็ดหน้าให้ฝูหลิง
ขณะที่ซ่งฝูหลิงถูกเช็ดหน้าก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการกินน้ำ
กินเสร็จก็ยื่นให้ลู่พั่น ให้เขาเก็บกระเป๋าน้ำ
พอลู่พั่นรับมา เขาก็หันไปมองทางพ่อตาแม่ยายอีกครั้ง สังเกตเสร็จถึงกล้าดื่มน้ำต่อจากกระเป๋าน้ำของฝูหลิง
เวลานี้ท่านย่าหม่าที่อยู่ห่างจากลู่พั่นกับฝูหลิงระยะหนึ่งกำลังจะขึ้นเกี้ยว
นางเดินขึ้นเองไม่ไหวแล้ว ขาหมดแรง แม้แต่หมวกม่านก็เบี้ยว
นางบ่นใส่เด็กหนุ่มในหมู่บ้าน “ประคองข้าหน่อย!”
พวกเด็กหนุ่มคิดในใจ มิกล้า ชายหญิงต้องระมัดระวัง
อย่ามามีเงื่อนไขตอนนี้ อยากตบสักป้าบ
ข้าแก่ขนาดนี้แล้วยังจะกลัวพวกเจ้าลูบคลำอีกเหรอ
ท่านย่าหม่าทั้งเหนื่อยทั้งโมโห อยากอาละวาด
อีกทั้งเริ่มนึกเสียใจ
นางไม่ควรขึ้นเขาเลย อยากอยู่ใกล้ชิดกับเด็กสองคนมีตั้งหลายวิธี
นางเดินทางมาด้วยตลอดทาง จากนั้นแค่รออยู่ที่ล่างเขา ไม่ว่าฝนจะตกหรือพายุจะเข้า มันก็ไม่ต่างจากขึ้นเขามาด้วยกันหรอก
ทำไมนางต้องหาเรื่องใส่ตัวด้วยนะ
ทำไม
ท่านย่าหม่าชักสงสัยในชีวิตตัวเองแล้ว
เฮ้อ
อันที่จริงในความคิดของนาง แม้แต่หมินหรุ่ยกับพั่งยาก็ไม่ควรขึ้นเขา
เด็กสองคนนี้ฟั่นเฟือนหรืออย่างไร
คิดดูนะ มีใครบ้างที่มาขึ้นเขาเพื่อเที่ยวเล่น เอาเป็นว่าในบรรดาคนที่นางรู้จักไม่มีหรอก
ขึ้นเขาก็เพื่อทำงานเก็บฟืนขุดผักป่ากันทั้งนั้น
เรื่องที่สุขที่สุดไม่ควรเป็นได้กินอย่างอิ่มหนำสำราญอยู่ในบ้านเหรอ
ในความคิดของท่านย่าหม่าไม่มีคำว่าท่องเที่ยว
อีกทั้งนางรู้สึกว่าหมินหรุ่ยก็ไม่เหมือนคุณชายที่ชอบหาความสุขอยู่กลางป่ากลางเขาด้วย
เพิ่งจะกลับจากสนามรบที่แสนจะสกปรก ร่างกายอับชื้นจนขึ้นตุ่ม ปากก็ตากลมจนลอก นอนหลับพักผ่อนในค่ายกลางแจ้งไม่เพียงพอ ลำบากลำบนกรำศึกท่ามกลางสายฝนและพายุยังไม่พออีกเหรอ ยังจะมาขึ้นเขาให้ได้
อย่างน้อยก็มีแค่หลานสาวคนเล็กของนางที่นางคิดว่ามาขึ้นเขาเพื่อเล่นสนุก
ครอบครัวซ่งของเราอุตส่าห์ได้ออกจากชนบทไปอยู่ในเมือง
นี่กลับได้เรื่อง เฝ้าคิดถึงอยากจะหนีกลับบ้านนอก
อุตส่าห์ลืมความขมขื่นในอดีตที่ถูกทหารไล่ตามบนเขาได้
แล้วมาดูตอนนี้ เดินขึ้นเขาเอง กินไม่สบาย ดื่มพอประทัง ตกกลางคืนยังต้องนอนในวัดร้างหรือไม่ก็ถ้ำ
ทำไม อยากมีความสุขท่ามกลางความลำบากเหรอ
ย่าหม่าเอ๊ย บ่นในใจเยอะขนาดนี้ทำไมไม่พูดออกมาล่ะ อย่าเก็บไว้ในใจสิ
ย่าหม่า ข้าไม่ได้โง่นะ เดินมาตั้งไกลขนาดนี้แล้ว ขึ้นต่อไม่ไหว จะลงก็ไม่ดี แล้วจะบ่นไปให้ได้อะไร
ในฐานะที่เป็นสตรีมีกิจการของตัวเอง เข้าใจเรื่องประสิทธิภาพมากที่สุด คำพูดที่ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาควรพูดให้น้อย เว้นเสียแต่ถ้านางบ่นไปแล้วทุกคนจะเชื่อฟัง ลงจากเขาด้วยกัน
แต่ว่าแม้แต่นางยังนึกเสียดาย ถ้าลงไปตอนนี้ไม่เท่ากับสูญเปล่าเหรอ ไม่ได้เจอบ่อน้ำยิ่งเสียดายมากกว่าเดิม
ก่อนซ่งฝูเซิงเดินเข้ามา ลู่พั่นได้แกะเชือกที่มัดเอวฝูหลิงแล้วยืนขึ้น เดินเข้าไปยื่นกระบอกไม้ไผ่ให้
ซ่งฝูเซิงดันออก เหนื่อยมาก ล้มไปนั่งบนพื้น “ไม่ต้อง ที่ตัวข้ามี เจ้าเอาไว้ดื่มเองเถอะ”
เฉียนเพ่ยอิงก็แทบอยากโถมตัวไปพิงซ่งฝูเซิง
ซ่งฝูเซิงดื่มน้ำไปหอบไป “แย่ละ ไขข้อชักอักเสบ ไม่เช่นนั้นพวกเรากลับกันเถอะ แบบนี้เรียกว่ากันไว้ก่อน กลับตอนนี้ยังมีแรง”
“อะไรอักเสบนะ” ลู่พั่นสงสัย
“ก็โรคที่เป็นตอนไปส่งเสบียงให้เจ้า โรคนั้นมันกำเริบ เจ็บเข่า”
ซ่งฝูเซิงยังไม่ทันพูดจบก็ถูกเฉียนเพ่ยอิงผลัก เตือนทางสายตา ปากไม่มีหูรูด
น่าหงุดหงิด
เมื่อก่อนที่หมินหรุ่ยยังไม่เป็นลูกเขย ไม่เห็นเคยแอบอ้างบุญคุณ
แล้วนี่ทำไมพอเป็นลูกเขยแล้วยังจะทวงบุญคุณอีก
เหล่าซ่งขาดก็แค่พูดกับลูกเขยว่า ‘เจ้าดูแลลูกสาวข้าให้ดี ดูสิ โรคประจำตัวข้าได้มาเพราะเจ้าทั้งนั้น ถ้าเจ้าไม่ดีกับนาง ไม่รู้สึกผิดต่อข้าหรืออย่างไร’
แต่ไม่ลองคิดดูบ้างว่า เกิดหมินหรุ่ยคิดจริง รู้สึกผิดในใจขึ้นมาจะทำอย่างไร
“อย่าไปฟังเขา หมินหรุ่ยก็นั่งพักหน่อยนะ ขาพ่อเป็นมาตั้งแต่ตอนลี้ภัยแล้ว”
อันที่จริงคนที่เหนื่อยจริงๆ คือพวกซุ่นจื่อ
ตรงเอวของพวกเขาเต็มไปด้วยกระบอกไม้ไผ่ นอกจากใส่น้ำแล้วยังมีข้าวปลาอาหารเนื้อสัตว์ต่างๆ อะไรที่หนักๆ อยู่ที่พวกเขาหมด