ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 856-1 ใช้ชีวิตเป็น
ตอนที่ 856-1 ใช้ชีวิตเป็น
สภาพอากาศบนเขาเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
ตอนที่เดินลำบากที่สุดคือเพิ่งไปได้ครึ่งทางก็เกิดฝนตกหนักอย่างกะทันหัน
สัตว์น้อยใหญ่ภายในป่าต่างไปหลบฝนอย่างชาญฉลาดแล้ว คนกลุ่มนี้กลับไม่มีที่ให้หลบ
ทุกคนแบกผ้าห่มไว้แล้วเอาผืนผ้าใบคลุมด้านนอก
ท่านย่าหม่ากอดกระเป๋าสะพายลงมาจากเกี้ยว “ทิ้งเกี้ยว ไม่เอาแล้ว ข้าเดินไหว”
ซ่งฝูเซิงหันกลับมามองท่ามกลางสายฝน สั่งต้าหลังกับหูจือ “ไปประคองท่านย่ามาหน่อย”
พูดจบเขาก็หันไปประคองแขนเมีย
เวลานี้เขาไม่ปวดกระดูกแล้ว สามารถประคองเมียเดินขึ้นไปที่ยอดในรวดเดียวได้ ขอแค่ให้ฝนหยุดตก
“พ่อรีบไปดูหมี่โซ่วหน่อย”
เฉียนเพ่ยอิงไม่เป็นห่วงฝูหลิง
ข้างกายลูกสาวนางมีลู่พั่นที่รบเก่งที่สุด
ตอนนี้ลูกสาวนางเป็นของล้ำค่าของลู่พั่น เอาใจใส่ดียิ่งกว่านางกับเหล่าซ่งเสียอีก
ซ่งฝูเซิงตะโกนเรียกแบบขอไปที “หมี่โซ่ว จินเป่า หมี่โซ่ว ตามมา!”
เวลานี้หมี่โซ่วกำลังกระอักกระอ่วน เขาอยู่ท้ายสุดของกลุ่ม เท้าจมลงไปในโคลน ก้าวไม่ออก
เขารู้สึกเซ็งมาก ทั้งๆ ที่ก็เป็นเส้นทางที่ทุกคนเดินเหมือนกัน แต่เขากลับติดอยู่ตรงนี้
ซ่งจินเป่ากอดขาหมี่โซ่วไว้ กลั้นจนหน้าแดงก่ำ “ย้าก!” พยายามออกแรงสุดชีวิต
จินเป่าโตกว่าหมี่โซ่วไม่เท่าไร ช่วยหมี่โซ่วดึงขาออกมา
สุดท้ายพี่ชายก็คุมแรงไม่อยู่ เด็กน้อยทั้งสองที่มีผืนผ้าใบคลุมกอดกันกลิ้งกลุกๆ ไปชนต้นไม้ใหญ่ หน้าหงายมองฟ้า
มึนงง พออ้าปากน้ำฝนก็ไหลเข้าปากไม่หยุด
ขณะลุกขึ้น หมี่โซ่วที่ก้มอยู่ได้หยุดชะงัก “นั่นอะไรน่ะ”
ไกลออกไปรู้สึกเหมือนมีของดี จมอยู่ในโคลน เขาอยากเข้าไปดูหน่อย
จินเป่าร้อนใจ “อย่าไปนะ จะคลาดกับกลุ่มแล้ว ไป ตามพี่ไปเร็ว นั่นมันงู เดี๋ยวโดนฉกนะ”
หมี่โซ่วถูกจินเป่าดึงมือ พวกเด็กหนุ่มในหมู่บ้านก็วิ่งกลับมาเร่ง หมี่โซ่วเลยทำได้เพียงหันกลับไปบ่อยครั้ง มองจุดที่เหมือนมีของดีซ่อนอยู่
ส่วนทหารใกล้ชิดสองนายที่เบิกทางอยู่หน้าสุดก็ไม่กล้าประมาทแม้แต่น้อย
น้ำฝนบดบังสายตาของพวกเขา
พวกเขาใช้เคียวฟันกิ่งไม้ใบหญ้าที่เกะกะขวางทาง ระหว่างนั้นก็มองสำรวจรอบๆ ไปด้วย
ตอนฝนไม่ตก พวกเขาสามารถวิ่งไปด้านหน้าสุด คนหนึ่งปีนต้นไม้สังเกตการณ์ อีกคนเอาหูแนบพื้นฟังเสียงดูว่ามีสัตว์ขนาดใหญ่รวมกลุ่มกันอยู่ใกล้ๆ หรือเปล่า
ตัวเดียวน่ะไม่กลัวหรอก พวกเขาแต่ละคนล้มเสือตัวสองตัวได้สบาย แต่กลัวว่าสัตว์ขนาดใหญ่จะมาเป็นฝูงสิบตัวยี่สิบตัว แบบนั้นต้องยืนยันให้แน่ใจก่อน
หนึ่งในทหารที่เบิกทางอยู่ๆ ก็ลื่นล้ม เกือบตกลงไปในหลุมใหญ่ที่นายพรานขุดไว้ ในนั้นเต็มไปด้วยโคลนหลังฝนตก
ด้านบนมีกองหญ้าคลุมอยู่ ทำให้มองเห็นไม่ชัด
ทหารใกล้ชิดหันมาบอกด้านหลัง “ระวังด้วย เส้นทางเดินลำบากขึ้นเรื่อยๆ เดินทับรอยเท้าเอา”
ทั้งยังต้องระวังโคลนถล่มจากด้านบน
ลู่พั่นเช็ดน้ำฝนบนใบหน้า ปลดเชือกที่มัดฝูหลิงแล้วมัดใหม่ให้ระยะสั้นลง คราวนี้ฝูหลิงถูกมัดแน่นกว่าเดิมแล้ว
เขาหันมาตะโกนบอกฝูหลิงท่ามกลางฝนที่ตกหนัก
“ยืนหลังข้า”
ฝูหลิงอยู่ในชุดกันฝน สวมหมวกปีกกว้าง บนหน้ามีหน้ากากที่ลู่พั่นใช้ตอนทำสงคราม
หน้ากากนี้ไม่มีปัญหาอะไรนอกจากหนัก ปกป้องใบหน้าได้เป็นอย่างดี เครื่องสำอางที่เติมไว้หลังกินข้าวยังอยู่ พอได้ยินแบบนั้นนางก็รีบยืนตามที่บอกทันที ตอบเสียงดัง “รับทราบ!”
ไปยืนหลังลู่พั่นโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
ลู่พั่นตัวสูง ช่วยบังลมฝนให้นางได้
ลู่พั่นอยู่ข้างหน้า มือข้างหนึ่งกำดาบใช้แทนไม้เท้า ป้องกันลื่นล้ม มืออีกข้างจับมือของฝูหลิงไว้
มือใหญ่ที่แสนอบอุ่นจูงฝูหลิง
แต่เวลานี้ลู่พั่นเปียกไปครึ่งตัวแล้ว
มีทั้งฝนทั้งลมพายุ ลู่พั่นที่อยู่หน้าสุดถูกลมพัดเสื้อกันฝนม้วนขึ้น เขาเปียกหมดตั้งแต่ต้นขาลงไป เข่าเย็นเฉียบ
เวลานี้อยู่ๆ ด้านหลังก็โกลาหลขึ้นมาอีกรอบ
ซ่งฝูเซิงลื่นล้ม พวกเด็กหนุ่มในหมู่บ้านที่ตามมาต่างตกใจกันมาก
เฉียนเพ่ยอิงเดินอยู่ดีๆ เดิมไม่มีทางล้ม แต่ถูกเหล่าซ่งที่คล้องแขนนางไว้ฉุดให้ล้มลงไปด้วย หน้าคว่ำลงไปในโคลน หมวกกระเด็นปลิวไป หมี่โซ่วที่รั้งท้ายกลุ่มรีบใช้เท้าเหยียบหมวกของป้าไว้
ซุ่นจื่อรีบวิ่งกลับมาด้านหลัง “ท่านซ่ง ยังเดินไหวไหม”
ท่านย่าหม่าเดินผ่านลูกชาย นางไม่ได้หยุด ต้องรีบไป เดิมทีก็เดินช้าอยู่แล้ว ยิ่งต้องรีบเอาตัวเองให้รอดก่อน
คนเป็นแม่ไม่แม้แต่จะถาม ปากยังทำเสียงจึ๊ๆ เหมือนดูถูกลูกชายตัวเอง ตอนนั้นลงสนามรบได้อย่างไรนะ
ตอนนี้พวกผู้ชายในครอบครัวเวลาเจอเรื่องอะไร บางครั้งพวกฝูกุ้ยยังสู้คนแก่อย่างนางไม่ได้ด้วยซ้ำ เอาแต่ถอยหลังกัน
แล้วดูลูกชายคนสามของนาง นี่แค่ปีนเขา ขนาดนางยังไม่ล้ม เขากลับล้มไปแล้ว
ท่านย่าหม่าแอบรู้สึกว่า เช่นนั้นอย่างนางก็ลงสนามรบได้ ก็แค่ไม่มีโอกาส
ซ่งฝูเซิงพูดกับทุกคน “ไอ๊หยา ดูเหมือนข้อเท้าจะแพลง”
ลู่พั่นกับฝูหลิงวกกลับมา
ซ่งฝูเซิงกำลังจะพูดว่า ‘ลูกพ่อ พ่อไม่เป็นไร ขยับนิดหน่อยก็ดีขึ้น ไม่ต้องเป็นห่วง’
กลับได้ยินฝูหลิงตะโกนว่า “ท่านแม่ไม่เป็นไรใช่ไหม”
ปากของซ่งฝูเซิงชะงัก “…” เขามันคิดเข้าข้างตัวเองไปหน่อย
ลู่พั่นแหวกพวกซุ่นจื่อออก “ฝูหลิง ปลดเชือกออกแล้วผูกท่านแม่ไว้ ข้าจะแบกพ่อเจ้า”
“ได้”
ต่อมา ด้านหลังลู่พั่นมีแม่ยายกับคู่หมั้นพ่วงไว้ ส่วนบนหลังก็มีพ่อตา
พ่อตาก็แล้งน้ำใจเหลือเกิน เจอทั้งลมทั้งฝนเข้าหน้า เขากลับเอาเสื้อกันฝนปิดหน้าตัวเองไว้อย่างมิดชิด ไม่มีช่วยดึงมาบังหน้าให้ลู่พั่นแม้แต่น้อย
โชคดีที่แม่ยายกับคู่หมั้นดูแลตัวเองดี ตามหลังลู่พั่นไม่เป็นตัวถ่วง ไม่อย่างนั้นลู่พั่นคงต้องออกแรงตรงเอวคอยดึงพวกนางไปด้วย อีกทั้งยังช่วยดันก้นของซ่งฝูเซิงให้ ลู่พั่นจะได้เบาลงหน่อย
ซ่งฝูหลิงคอยเตือนเฉียนเพ่ยอิงอยู่ตลอด
“ท่านแม่ ทุกครั้งต้องยืดเข่าให้ตรง แบบนี้เข่าถึงจะได้พักไปด้วย”
สังเกตเห็นเฉียนเพ่ยอิงช่วยดันซ่งฝูเซิง มือเย็นเฉียบ “ท่านแม่เอามือซุกกระเป๋าลูก เดี๋ยวลูกดันเอง”
สังเกตเห็นว่าเฉียนเพ่ยอิงเดินไม่ไหวแล้ว “ท่านแม่ ตะโกนตามลูกนะ พวกเราเดินพร้อมกัน”
หมี่โซ่วกับพวกจินเป่าวิ่งเข้ามา ซุ่นจื่อก็วิ่งเข้ามาช่วยกันประคองซ่งฝูเซิง พวกเขาก็ตะโกน “หนึ่งสอง หนึ่งสอง” เดินขึ้นเขาอย่างมีระเบียบ
แม้แต่ลู่พั่นที่อยู่ข้างหน้าก็เดินก้าวซ้ายก้าวขวาไปพร้อมกับฝูหลิงอย่างไม่รู้ตัว
ขาที่เริ่มชาก็กลับมามีกำลังวังชาอีกครั้ง
หมี่โซ่วพูดท่ามกลางสายฝน “พี่มักจะพึ่งพาได้มากที่สุดในเวลาที่พึ่งพาคนอื่นไม่ได้”
ฝูหลิงยิ้ม “ขอบใจที่ชมนะน้องชาย”
ลู่พั่นที่แบกซ่งฝูเซิงขึ้นเขาหายใจหอบ พอได้ยินก็ยกมุมปาก
พ่อตาซ่งฝูเซิงแหวกเสื้อกันฝนที่คลุมหัวไว้ ในที่สุดก็ทนไม่ไหว
“เท้าข้าไม่ได้เจ็บมาก ปล่อยข้าลง เจ้าก็เหนื่อยแล้วหรือเปล่า”
“ท่านเดินไหวเหรอ”
“เจ้าก็ประคองข้าสิ”
ภายในวัดปากว้าที่ทรุดโทรม
ทุกคนตัดสินใจพักผ่อนก่อน พรุ่งนี้ถ้าฝนหยุดตกแล้วค่อยเดินขึ้นอีกหนึ่งในสี่ของเส้นทางไปถึงยอดเขา
ไม่อย่างนั้นฝนตกหนักแบบนี้ ต่อให้ขึ้นถึงข้างบนแล้วก็มองอะไรไม่เห็น แถมยังไม่ปลอดภัย
ท่านย่าหม่านั่งอยู่ในวัดร้าง ฝนตกไม่หยุด นางไม่สบอารมณ์เท่าไร พอเงยหน้าก็สังเกตเห็นว่าบางจุดมีฝนรั่ว
ท่านย่าหม่าแลบลิ้นออกมากินน้ำฝน
นี่มันมาหาความสุขบนความลำบากชัดๆ ชักคิดถึงเตียงที่บ้านแล้ว
หนาวจะตายเหนื่อยจะตายอยู่แล้ว
ซุ่นจื่อกับพวกทหารใกล้ชิดกำลังเดินวนรอบวัดปากว้าเพื่อตรวจดู
พวกเด็กหนุ่มในหมู่บ้านไม่สนใจฝนที่ตกหนัก อีกทั้งยังมีเค้าลางว่าจะตกหนักขึ้นเรื่อยๆ พวกเขาออกไปตัดฟืนแถวนั้น หอบกลับมาให้มากหน่อย ต้องใช้ทั้งคืน กลัวใต้เท้าผู้ว่าฯ จะหนาว
แต่กิ่งไม้พวกนี้ก็เปียกชื้นหมดต้องหอบกลับมาผึ่งในวัดก่อน ทางที่ดีหาทางก่อไฟขึ้นมาให้ได้หน่อยก่อนเพื่อผึ่งพวกฟาง
เอาฟางปูพื้นให้ใต้เท้าผู้ว่าฯ กับครอบครัวมีที่พักผ่อน
ลู่พั่นกับพวกต้าหลังกำลังจุดไฟ เป่าขี้ไต้จุดเทียน
ขณะที่เอาเทียนมาวางข้างฝูหลิง ลู่พั่นก็ถามนาง “หนาวหรือเปล่า”
ฝูหลิงนั่งหลับตาอยู่บนกระเป๋าใบใหญ่เงียบๆ ไม่ขยับเขยื้อน
“ฝูหลิง?”
ลู่พั่นตกใจมาก คิดว่านางไม่สบาย
ในความเป็นจริงฝูหลิงอยู่ในพื้นที่พิเศษ เรื่องแรกที่ทำหลังเข้ามาคือเช็ดน้ำมูก เรื่องที่สองคือเทน้ำร้อนที่เก็บไว้ในพื้นที่พิเศษ เอามือแช่ในกะละมังน้ำ ส่งเสียงพิลึก “อื๊อๆๆ สบายสุดๆ ไปเลย”
สองมือหนาวจนแบออกมาไม่ได้ ตอนนี้ทั้งปวดทั้งบวม
โชคดีที่เฉียนเพ่ยอิงที่อยู่ข้างนอกสังเกตเห็นความผิดปกติ หลับตาปี๋เข้ามาในพื้นที่พิเศษ “ลู่พั่นคุยกับลูกอยู่ รีบออกไปเร็ว”
“เขาก็มีเรื่องคุยกับลูกตลอด ท่านแม่ เขาว่าอย่างไรเหรอ”
“หนาวหรือเปล่า”
หลังจากฝูหลิงพูดว่า “ไร้สาระ” นางก็ลืมตาขึ้น “หนาว”
ลู่พั่นโล่งอก หลับตาลง
ชั่วขณะนั้นเขารู้สึกนึกเสียใจที่มาขึ้นเขา
ลู่พั่นเอาผ้าเช็ดหน้าเช็ดเสื้อกันฝนของตัวเองแล้วยื่นเสื้อกันหนาวที่อยู่ด้านในให้ฝูหลิง
เดิมทีเขาอยากถอดเสื้อผ้าที่ไม่เปียกออกมาให้หมด แต่ในขณะที่ถอดจนเหลือแค่เสื้อตัวใน ฝูหลิงก็ยกมือห้าม “ถอดอีกก็จะเป็นภาพที่ไม่เหมาะสมแล้ว”
นางยังไม่ได้เตรียมใจจะเห็นร่างกายเขา ยิ่งไปกว่านั้นนี่ยังอยู่ต่อหน้าคนมากมายด้วย
พอกองไฟกองแรกจุดติดก็ง่ายแล้ว
เสื้อผ้าเปียกของทุกคนถูกเอามาวางผึ่งบนกิ่งไม้ที่ต่อกัน
ฟืนที่เปียกชื้นถูกวางไว้ใกล้ๆ กองไฟ เมื่อเริ่มแห้งบ้างพอจุดติดไฟได้ก็จะถูกเอาออกมา ฟืนถูกนำมาเรียงต่อกัน ใช้ฟืนที่เริ่มแห้งก่อไฟขึ้นมาอีกกองหนึ่ง
ไม่นานก็มีกองไฟเล็กๆ สี่ห้ากอง พวกเด็กหนุ่มในหมู่บ้านฝ่าฝนออกไปเก็บฟืนต่อ
ฝูหลิงเริ่มจัดแจงจะกินข้าว
นางไม่หิว
แต่เมื่อครู่ลู่พั่นมาขอลูกอมจากนาง นางก็รู้ได้ว่าเขาหิวแล้ว
ซ่งฝูเซิงเพิ่งหายเหนื่อย เอามือผิงไฟมาถูเท้า พอได้ยินว่าลูกสาวหิวแล้ว แย่ละ ไม่มีหม้อ เท้าก็ยังเจ็บอยู่ “หมินหรุ่ย รีบพาคนออกไปหาหม้อมาหน่อย คราวนี้พยายามหาหินที่ใส่น้ำได้นะ มีหลุม ตื้นก็ไม่เป็นไร ถ้าไม่มีก็เอามากะเทาะเอง”