ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 858-2 เจ้ามันเห็นแก่ผลประโยชน์
ตอนที่ 858-2 เจ้ามันเห็นแก่ผลประโยชน์
หมอมอสูงวัยเกลี้ยกล่อมหมอมอทั้งสองว่า พวกเจ้าควรอาศัยความที่ร่างกายยังมีแรง จากผมดำสู่ผมขาว ถึงเวลาคว้าโอกาสดีแบบนี้ออกจากวังหลวงแล้ว นายใหม่เป็นพระชายาอวี้ชินอ๋อง เป็นที่ถูกใจของอวี้ชินอ๋องได้ ก็แสดงว่าต้องนิสัยดี ต้องดีต่อพวกเจ้าแน่นอน พวกเจ้าก็ต้องดีกับเจ้านายคนใหม่ด้วย
เจ้านายคนใหม่ นางอายุยังน้อย ปรนนิบัตินางด้วยความจงรักภักดี เฝ้ารอวันที่นางจะดูแลครอบครัวได้ กลายเป็นนายหญิงของบ้าน มีลูก ไม่ต้องทนใช้ชีวิตไปวันๆ แล้ว ชีวิตย่อมมีความหวัง
เพราะแบบนี้ จิ่งหมอมอกับเจิงหมอมอที่เข้าวังมาเป็นสาวใช้ตั้งแต่อายุสิบเอ็ด ติดตามอดีตฮองเฮา จนตอนนี้อายุเกือบห้าสิบปี ถึงได้ยอมออกเดินทางสู่หวงหลง
ทางตระกูลลู่ได้ทราบข่าว
ก็ได้ติงเจียนที่เป็นญาติกันส่งข่าวอย่างไรล่ะ
เหล่าฮูหยินยิ้มพลางพูด “หลานชายของข้านี่นะ”
คำพูดเดียวหมายถึงสองคน หมายถึงฮ่องเต้และก็หมายถึงซ่งฝูเซิง
เหล่าฮูหยินยังได้เถียงให้ฉินหมอมอฟังว่า “คิดมากกันไปแล้ว ใช่ไหมล่ะ จวนเราอยู่กันแค่กี่คน มีระเบียบมากมายที่ไหนกัน อีกอย่าง พวกกฎต่างๆ ก็เป็นคนตั้งเองไม่ใช่เหรอ ตราบใดที่เจ้านายไม่ชอบ มันก็แก้กฎกันได้ มีอะไรให้ต้องเรียน”
ฉินหมอมอดีใจมากที่เหล่าฮูหยินเถียงได้แบบนี้ นี่ก็แสดงว่าหายป่วยแล้ว
นางได้ฟังก็พูดขึ้น “อาจกลัวว่าจะเสียมารยาทตอนเข้าวังหลวงนะเจ้าคะ”
ไม่กล้ายกตัวอย่างเวลาไปจวนอื่น กลัวเหล่าฮูหยินจะเถียงอีกว่า “ไปจวนอื่น แค่ไปก็ดีมากแล้ว ใครยังจะกล้าเคร่งครัดเรื่องกฎระเบียบกับหลานสะใภ้ข้าอีก เจ้าลองพูดชื่อให้ข้าฟังหน่อย ใครมันไม่ดูตาม้าตาเรือขนาดนั้น”
แบบนั้นฉินหมอมอคงตอบไม่ได้จริงๆ
นอกจากเชื้อพระวงศ์แล้ว จวนอื่นมีเหรอจะกล้าเคร่งครัดพวกฎระเบียบยิบย่อยกับพระชายาอ๋อง แบบนั้นสมองคงถูกลาเตะทิ้งไปแล้ว ไม่รู้จักดูสถานการณ์
“ข้าแค่รออีกเดือนกว่า ให้หมินหรุ่ยกลับมาก็พอ” สักพักเหล่าฮูหยินก็พูดพึมพำอยู่คนเดียว
อยู่ที่นั่นนานก็แสดงว่าเป็นไปได้ด้วยดี อยู่นานๆ ถึงจะดี
แต่จากคำพูดนี้ก็ฟังออกได้ว่านางคิดถึงหลานชายแล้ว แต่กลับปากแข็ง “ข้าไม่รีบ อยากให้อยู่เที่ยวที่นั่นหลายวันหน่อย”
“หึหึหึ” ฉินหมอมอพัดให้เหล่าฮูหยินอยู่ดีๆ ก็หัวเราะ
เล่นเอาเหล่าฮูหยินแสร้งทำเป็นปั้นหน้าขรึม “ไม่มีมารยาท” กล้าหัวเราะต่อหน้าข้า
ทีแบบนี้มาสอนเรื่องมารยาท นิสัยเด็กจริงๆ เด็กในวัยแก่
ตอนนี้บางครั้งอารมณ์ของเหล่าฮูหยินยิ่งดีก็ยิ่งเอาแต่ใจ
…
ตอนที่หยางหมิงหย่วนใกล้ถึงบ้าน ทันใดนั้นเท้าของเขาก็ชะงัก
นับตั้งแต่เขากลับมาทำงานตามเดิม ก็ได้ยินว่าแม่ทัพลู่ได้รับแต่งตั้งเป็นอ๋อง ได้รับพระราชทานงานอภิเษก
มีข่าวอยู่เรื่อยๆ ว่าฝ่ายหญิงที่ได้รับพระราชทานงานอภิเษกคือซ่งฝูหลิง บุตรสาวของผู้ว่าฯ ซ่ง
ก็แค่ไม่รู้ว่าทำไมราชโองการพระราชทานงานอภิเษกถึงไม่ประกาศออกมาสักที
ดังนั้น ตอนประกาศเขาก็ได้เตรียมใจไว้ก่อนแล้ว
เพียงแต่ พูดตามตรง ตราบใดที่ยังไม่ประกาศเขาก็มีความหวัง เกิดผู้ว่าฯ ซ่งก็ปฏิเสธอวี้ชินอ๋องล่ะ
คนอื่นไม่กล้าทำเรื่องแบบนี้แน่ แต่เขารู้ผู้ว่าฯ ซ่งมีความเป็นไปได้อยู่บ้างที่จะทำแบบนั้น
ปรากฏว่าไม่ปฏิเสธ
วันนี้เขารู้สึกแย่มาก ฮ่องเต้ก็น่าจะมองออก คิดว่าเขาไม่ได้พักผ่อนให้ดีมานานเพราะเดินทางเหนื่อย ก็เลยสั่งให้เขาเลิกงานก่อน
แต่ในความเป็นจริง เขาไม่เหนื่อย แค่ไม่มีอารมณ์ทำงาน แค่อยากเลิกงานก่อน อยากไปดูประกาศเรื่องมงคลนั้นให้เห็นกับตา
พอได้เห็นกับตา เห็นชื่อของซ่งฝูหลิง หยางหมิงหย่วนก็ยืนยิ้มเศร้าอยู่หน้ากระดานประกาศ
เขาถูกปฏิเสธกลับมา ทั้งยังมีความคิดที่จะหาทางกลับไปสู้อีกครั้ง
คิดทบทวนว่าตรงไหนที่ตัวเองยังพยายามได้อีก
ถ้าเขามีตรงไหนที่อาซ่งยังไม่พอใจ เขาก็จะพยายามให้มากกว่าเดิม เพื่อลดระยะห่างกับอาซ่ง กับฝูหลิง
แต่กลับไม่คิดว่าไม่มีโอกาสให้ตัวเองสู้อีกแล้ว นับจากนี้ไปเข้าใกล้นางไม่ได้อีก
เขายังยืนอยู่ที่เดิม แต่นางกลับบินไปสุดขอบฟ้า กลายเป็นพระชายาของชินอ๋อง
นับตั้งแต่เข้าสำนักฮั่นหลิน ไม่สิ นับตั้งแต่สอบจอหงวน หลังจากได้รู้จักอาซ่งกับฝูหลิง เขาก็ไม่เคยปล่อยเวลาให้สูญเปล่า มีแต่พยายามมุ่งหน้า มานะบากบั่น
แต่พอได้รู้เรื่องนี้ เขาก็รู้สึกเหมือนทุกอย่างสิ้นสุดลง อยู่ๆ ก็ไม่รู้ว่าตัวเองต้องการทำอะไร
โทษใครไหม
โทษ
หยางหมิงหย่วนโทษตัวเอง
โดยแก่นแท้เขาเป็นเพียงนกตัวน้อยที่อ่อนแอ ทำอะไรไม่ได้
ยังคงเป็นเด็กหนุ่มที่เคยอยู่ในร้านขนมเมืองเฟิ่งเทียน อดทนต่อความรู้สึกขายหน้า ขอให้แม่เห็นแก่หน้าเขาอย่าขอเงินสองตำลึงนั้นคืน เพียงเพื่อศักดิ์ศรีที่มีอยู่น้อยนิด
ยังคงเป็นเด็กหนุ่มยากจน ที่ไม่ว่าจะพยายามอย่างไรก็ได้แค่มองฝูหลิงอยู่ไกลๆ
ไม่เคยคู่ควรตั้งแต่ต้นจนจบ
หยางหมิงหย่วนรู้สึกแย่ขั้นสุด เวลานี้มาถึงหน้าบ้านแล้วยิ่งไม่อยากเข้าไป
เพราะถ้าประกาศนั้นถูกติดก็แสดงว่ารู้กันทั้งบ้านแล้ว
“ลูกแม่ เรื่องนั้นจริงหรือเปล่า แม่ได้ยินพวกชาวบ้านคุยกัน” แม่หยางได้ยินเสียงก็ออกมารับ เงยหน้าถามลูกชาย
ทางแม่หยางเพิ่งพูดจบ พี่สะใภ้ใหญ่ของหยางหมิงหย่วนก็ออกมาจากในห้อง พูดต่อจากแม่หยาง
“นั่นยังจะหลอกกันได้อีกเหรอ ไม่อยากมีชีวิตแล้วเหรอ เอาเรื่องแบบนี้มาโกหก…
…อย่าหาว่าพี่พูดมากเลยนะหมิงหย่วน เจ้ายังหนุ่ม ครอบครัวเราก็ซื่อเกินไป เกิดมาจากครอบครัวชาวสวน เล่ห์เหลี่ยมไม่เยอะเท่าพวกเขาหรอก พวกเขาพูดอะไรพวกเราก็เชื่อ…
…ไอ๊หยา เชื่อในศักดิ์ศรีเลยจริงๆ…
…ของแบบนั้นมันกินได้เหรอ…
…สมัยนี้มีใครบ้างไม่รังเกียจคนจนชอบคนรวย เจ้ายังจะคิดว่าทางนั้นทดสอบเจ้า ตอนนี้เห็นหรือยัง สูญเปล่าแล้ว!…
…พวกเขาอยากปีนขึ้นที่สูงนานแล้ว มีเหรอจะถูกใจครอบครัวขุนนางเล็กๆ อย่างเรา”
แม่หยางรีบส่ายมือไล่ลูกสะใภ้ “เข้าบ้านไป ไม่ใช่เรื่องของเจ้า”
คำพูดนี้แทงใจดำพี่สะใภ้ใหญ่
เดิมทีนางก็อดทนมานานแล้ว
น้องสาวของกุ้ยเฟยถูกใจน้องชายของสามีนาง แต่น้องสามีไม่ตอบตกลง นางจำต้องเก็บความไม่พอใจไว้
ทำไม แบบนั้นไม่เอาคิดจะเอาองค์หญิงหรืออย่างไร ชาติกำเนิดอย่างเจ้าที่เมื่อก่อนแม้แต่ผักดองก็ยังไม่กล้ากินเยอะ ได้เมียแบบนั้น บรรพบุรุษมีแต่จะชื่นชมยินดี
ตอนนั้นนางอดทน จำต้องอดทน
ก็เพราะคิดว่า น้องสาวของกุ้ยเฟยขาไม่ดีตั้งแต่เกิด เบี้ยวนิดหน่อย แต่ก็เพราะยังมีหวังในตัวลูกสาวสกุลซ่งใช่ไหมล่ะ ต่อให้ตำแหน่งขุนนางจะด้อยกว่าครอบครัวฝ่ายพระสนมกุ้ยเฟยหน่อย แต่โดยรวมในทุกด้านก็เห็นแก่ที่น้องสามีของนางชอบด้วย เพราะแบบนี้ พวกเราถึงยอมให้เข้าหาผู้ว่าฯ ซ่งที่ตำแหน่งขุนนางไม่ใหญ่ ยอมให้เลือกคนที่ถูกใจ
ปรากฏว่าเป็นอย่างไรล่ะ เอาตะกร้าสานไปตักน้ำ รั่วออกหมด ไม่ได้อะไรเลยสักนิด
พี่สะใภ้ใหญ่เท้าเอว
“ทำไมข้าจะพูดไม่ได้ ถ้าไม่มีพวกข้าสองคนที่ลำบากทำมาหากิน จะมีหมิงหย่วนในวันนี้เหรอ…
…ตอนนั้นพวกเรารู้เหรอว่าหมิงหย่วนจะเจริญก้าวหน้าอย่างในวันนี้ได้…
…ข้ามันคนปากเปราะ แต่ก็เลี้ยงดูเขาไม่ได้ปล่อยให้อดตายเสียหน่อย…
…ท่านแม่ อย่ามาถลึงตาใส่ข้า ท่านแม่ออกไปถามดูได้เลย แต่ละคนพูดจาไพเราะเอาหน้าทั้งนั้น ในความเป็นจริงจะมีสะใภ้สักกี่คนที่ยอมอดทนอดกลั้นเลี้ยงดูน้องสามีในช่วงที่ลำบากขนาดนั้น…
…พวกข้าสองคนเป็นคนโง่เหรอ มีแค่เขาที่ล้ำค่าหรืออย่างไร พวกข้าเป็นหญ้า ทำสวนเหนื่อยสายตัวแทบขาด เขาเรียนหนังสือท่องตำรา ลองเป็นบ้านอื่นดูสิ ถ้าแอบคิดไม่ดีหน่อยคงทิ้งตัวถ่วงแบบนี้ไปแล้ว…
…อีกอย่าง พวกเราไม่ได้โง่ ต่อให้ข้าปากร้ายแค่ไหนก็เพราะเห็นเขาเป็นเหมือนน้องชายแท้ๆ…
…เวลานี้เขาผิดหวังเรื่องสู่ขอจนหมดอาลัยตายอยาก ทำไมข้าจะพูดไม่ได้…
…แถมท่านแม่ยังเขียนจดหมายขอร้องอ้อนวอน ขาดก็แค่ไปคำนับ แล้วเป็นอย่างไรล่ะ”
ตอนนั้นที่แม่สามีมาสู่ขอนาง มีแค่ข้าวสารครึ่งกระสอบ
พี่สะใภ้ใหญ่โมโหมาก
น่าโมโหซ่งฝูเซิงที่เห็นแต่ผลประโยชน์