ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 859-1 นักพรตผู้เคร่งครัด
ตอนที่ 859-1 นักพรตผู้เคร่งครัด
พอสะใภ้ใหญ่พูดว่าหมิงหย่วนเป็นของล้ำค่า ลูกชายคนโตเป็นหญ้า แม่หยางก็รู้สึกเสียดแทงใจในเวลาเดียวกัน
นางก็อยากให้ลูกชายทั้งสองคนได้เรียนหนังสือ
ตอนที่สามียังมีชีวิตอยู่ ลูกชายคนโตยังพอได้เรียนอยู่บ้าง
ครอบครัวนางไม่ได้มีแค่หมิงหย่วนที่ได้รับคำชมจากอาจารย์ที่เปิดสำนักศึกษาส่วนตัวว่าเป็นเด็กที่มีอนาคต ตอนที่ลูกชายคนโตยังเล็กก็มักได้รับคำชมอยู่บ่อยๆ เช่นกัน
แต่อยู่ดีๆ เสาหลักของครอบครัวก็มาเสียไป นางเป็นผู้หญิงคนเดียวต้องเลี้ยงลูกชายสองคน ไม่มีงานอะไรที่นางสามารถทำได้อย่างโดดเด่น อย่าว่าแต่เดิมทีนางก็ไม่ได้มีความสามารถอะไรติดตัวเลย ต่อให้มี คนจ้างก็ไม่ต้องการผู้หญิง เรี่ยวแรงมีไม่มาก
อยากได้ความสามารถอะไรก็ไม่มี แล้วจะให้นางส่งเสียลูกชายสองคนอย่างไร
ถ้าเอาตามความคิดที่อยู่ในใจนาง ช่วงที่ลำบากที่สุดแทบทนต่อไปไม่ไหว นางเคยคิดว่าไม่อยากส่งเสียสักคนแล้ว
ครอบครัวมีฐานะอย่างไรก็อยู่แบบนั้นไป
พวกเราเป็นคนจนต้องยอมรับชะตากรรม
แต่ลูกชายคนโตบอกว่า “ท่านแม่ ลืมที่ท่านพ่อสั่งเสียก่อนตายแล้วเหรอ ต้องมีสักคนที่เรียนหนังสือเราถึงจะลืมตาอ้าปากได้ ไม่อย่างนั้นต่อให้มีลูกหลานเต็มบ้าน ก็ต้องมานั่งทำสวนกันหมด ลูกหลานสกุลหยางก็ยังต้องส่งต่อความลำบากจากรุ่นสู่รุ่นอยู่ดี”
ลูกชายคนโตพูดต่อว่า “ท่านแม่ ข้าจะช่วยท่านแม่ส่งน้องเรียนเอง”
เพราะคำสั่งเสียของพ่อ ลูกชายคนโตถึงได้ขยันทำงานสุดชีวิต หน้าเพาะปลูกก็ทำสวน เหนื่อยจนหลังค่อมทั้งที่อายุยังน้อย ยามว่างจากการทำสวนยังต้องออกไปขายแรงงาน ทั้งงานระยะสั้นระยะยาว เพื่อเงินแค่ไม่กี่ทองแดง ถูกคนตบตีด่าทอ ทำงานสารพัด
ลำบากลูกคนโตแล้วจริงๆ
นานวันเข้า ถึงขั้นที่ว่าแม้แต่คนเป็นแม่อย่างนางก็ชินแล้วกับการเอาเปรียบลูกชายคนโตกับหลานชายคนโต มีอะไรดีๆ ก็เอาให้หมิงหย่วนก่อน
ก็เพราะคิดว่า ไหนๆ ก็ลำบากเพื่อหมิงหย่วนขนาดนี้แล้ว ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ทนได้ จะเอาให้สบายทั้งคู่ได้อย่างไร มันต้องมีสักคนที่ถูกเลี้ยงดูให้ได้ดีไปเลย
หากว่ากันตามเหตุผลก็คือร้อนตัว ถูกสะใภ้ใหญ่ย้อนจนพูดไม่ออก เวลานี้แม่หยางไม่รู้จะทำอย่างไรต่อ
แต่คนเป็นแม่ ไม่อยากยอมรับความจริงที่ว่า เห็นลูกชายคนโตเป็นหญ้า ลูกชายคนเล็กเป็นของล้ำค่า ไม่ใช่แค่เพราะกลัวเสียหน้า บางทีอาจยังมีความเจ็บปวดของแม่ที่ไม่มีความเท่าเทียมให้กับลูกอยู่ด้วย
เป็นลูกที่นางคลอดมาทั้งนั้น แถมยังมีแค่สองคน มีเหรอจะไม่รัก ยังต้องให้ลูกสะใภ้มาด่าปาวๆ ด้วยเหรอ
คนที่ต้องการเปิดบาดแผลและความน้อยเนื้อต่ำใจนี้ ควรเป็นลูกชายที่นางคลอดมากกว่า
“เจ้าก็รู้ว่าตัวเองปากเปราะยังจะทำอวดดี ยืนเถียงฉอดๆ กลับเข้าห้องไปเดี๋ยวนี้เลยนะ! คนที่รู้สึกแย่ที่สุดคือหมิงหย่วน เจ้ายังจะมาซ้ำเติมกันอีกเหรอ”
ไม่เพียงแต่สะใภ้ใหญ่จะไม่เข้าห้อง ยังเอามือข้างหนึ่งเท้าเอว มืออีกข้างชี้หยางหมิงหย่วนกับแม่แล้วตะโกนพูด
“ข้าเนี่ยนะซ้ำเติม ข้าทำเพื่อเขาทั้งนั้น…
…แค่พูดถึงหมิงหย่วนนิดหน่อย คนนี้ก็มาห้าม คนนั้นก็ปกป้อง…
…ถ้าพี่สะใภ้อย่างข้าปล่อยให้พวกท่านแม่เป็นแบบนี้ต่อไป ครอบครัวเราคงได้ถูกคนอื่นมองเป็นคนโง่แล้ว…
…หมิงหย่วน เจ้าอย่าเอาแต่เงียบ เรื่องแค่นี้จะตาสว่างได้หรือยัง…
…อย่าคิดว่าตัวเองอ่านหนังสือมาเยอะ เจ้ายังคิดได้ไม่เท่าข้าเลย…
…เจ้าทุ่มเทให้คนแซ่ซ่ง แทบอยากนับถือเขาเป็นอาแท้ๆ ไม่สิ พ่อมากกว่า เดี๋ยวก็เรียกท่านอา เดี๋ยวก็อาจารย์ ครอบครัวเรามีฐานะแบบไหน ช่วงนั้นฐานะเจ้าเป็นอย่างไร ยังจะเอาของขวัญไปให้พวกเขา…
…คิดว่าทางนั้นเขาจะเห็นแก่เงินน้อยนิดของเจ้าเหรอ ข้าจะบอกให้นะ พวกเขาไม่ได้เห็นค่าของเจ้าแม้แต่นิดเดียว…
…ไหนจะร้านขายของดีท้องถิ่นนั่นอีก นับตั้งแต่เปิดร้านที่เมืองหลวง เจ้าก็เข้าไปช่วยจัดการนั่นนี่ เพื่อร้านนั้น ยังถูกท้าแข่ง แข่งอะไรสักอย่าง”
สะใภ้ใหญ่โมโหมาก นึกคำนั้นไม่ออก แต่มันก็ไม่สำคัญ
“เพื่อร้านเฮงซวยนั่น พวกเพื่อนร่วมงานต่างหัวเราะเยาะเจ้า…
…เจ้าอย่าคิดว่าตัวเองปิดเงียบแล้วคนในครอบครัวจะไม่รู้ ท่านแม่ถามเด็กติดตามของเจ้าแล้ว…
…เจ้าต้องกลายเป็นตัวตลกเพราะคนแซ่ซ่งนั่น พอถึงเวลา ทางนั้นได้ดิบได้ดี ทางนั้นเหมาสิ่งดีๆ ไปหมด เป็นผลงานของพวกเขาทั้งหมด…
…แล้วเจ้าได้อะไร…
…สิ่งที่เจ้าได้ก็คือ ทำให้ท่านแม่กับพี่สะใภ้หน้าโง่อย่างข้า มีความสุขที่คนในครอบครัวสอบได้จอหงวนได้ไม่กี่วันก็ต้องไปลงแรงลดตัวทำกับข้าวให้คนอื่นกิน เหนื่อยจนมือ จนคอของพวกเราสองคนบวมไปหมด สูญเปล่า…
…เจ้าได้ที่ฝนหมึกกะโหลกกะลามาอันหนึ่ง ยังจะมาบอกว่าแพงเกินไป ไม่อยากได้ เจ้ามันคิดอะไรตื้นๆ คนแซ่ซ่งนั่นน่ะ ได้ทั้งชื่อเสียงได้ทั้งเงินทอง…
…มาบอกว่าอาซ่งลำบาก แล้วเจ้าไม่ลำบากเหรอ…
…คนแซ่ซ่งนั่นก็ควรจะคิดบ้างว่าเจ้าก็ลำบากเหมือนกัน ควรเห็นใจคนที่ทุ่มเทให้เขาบ้าง พอบ้านเขามีเรื่องนิดหน่อยเจ้าก็โดดเข้าไปช่วยก่อนแล้ว กระตือรือร้นยิ่งกว่าช่วยคนในครอบครัวตัวเองอีก เขาไม่ควรรังเกียจเจ้ามากที่สุดด้วยซ้ำ…
…มาตอนนี้ เขาได้ดิบได้ดีปีนขึ้นที่สูง ให้เจ้าไสหัวไปไกลๆ เห็นจดหมายที่แม่เจ้าเขียนอ้อนวอนเป็นสิ่งไม่มีค่า ดีไม่ดีป่านนี้เอาไปเช็ดก้นแล้ว…
…ตอนนี้ข้าพูดแบบนี้เพื่ออะไร…
…หมิงหย่วน ตื่นได้แล้ว มาถึงขนาดนี้แล้ว ข้ากลัวแค่เจ้าจะยังหน้ามืดตามัวทำเพื่อพวกเขาอีก…
…ข้าเป็นพี่สะใภ้ข้ารู้จักนิสัยเจ้า พวกเราเลิกโง่กันเสียที เลิกทำอะไรที่ไม่มีประโยชน์กันได้แล้ว พอถึงเวลาเข้าจริง จะอาจารย์หรืออาก็พึ่งพาไม่ได้ทั้งนั้น…
…มีแค่พี่ชาย ท่านแม่ กับข้า ที่อยู่ข้างเจ้า…
…พวกข้ายังจะหลอกเจ้าได้เหรอ…
…เอาเป็นว่าฟังพี่สะใภ้นะ รีบลืมครอบครัวนั้นไปเถอะ ต่อไปอย่าไปให้ค่าพวกเขา รีบไป…”
สะใภ้ใหญ่ยังพูดไม่จบ กำลังจะเกลี้ยกล่อมให้น้องสามีรับน้ำใจน้องสาวของพระสนมกุ้ยเฟยไว้ แบบนั้นพวกเราก็มีที่พึ่งแล้ว พวกเรายังจะดูถูกครอบครัวซ่งได้ด้วย แต่ทันใดนั้นสามีนางก็วิ่งเข้ามาจากประตูรั้ว
เกวียนล่อที่อยู่ด้านนอกยังไม่ทันผูก บนเกวียนยังมีผลไม้สองเข่งที่เอากลับมาจากบ้านนอก กะไว้ว่าอยากให้คนในครอบครัวได้กินผลไม้ที่สดใหม่
พอพี่ชายหยางหมิงหย่วนเข้ามา ก็ถอดรองเท้าแล้วเริ่มไล่ตีเมียไปทั่วบริเวณบ้าน
วันนี้ต้องซัดเมียให้ได้
เพิ่งมาถึงบ้านก็ได้ยินเมียสั่งสอนน้องชายเขาอย่างกับสั่งสอนลูกหลาน
หมิงหย่วนเป็นน้องสามี ไม่ว่าพี่สะใภ้จะพูดถูกหรือผิด คนมีการศึกษาย่อมไม่เถียง
น้องชายของเขารู้กาลเทศะ เช่นนั้นเขาที่เป็นพี่ใหญ่ก็จะตามใจเมียไม่ได้ ชักเอาใหญ่แล้ว
“โอ๊ย! กล้าตีข้าเลยเหรอ!” สะใภ้ใหญ่หันไปตะโกน “ข้าพูดผิดตรงไหน คนแซ่ซ่งนั่นมันเฮงซวย”
พี่ใหญ่จับเมียกดในห้องแล้วตีด้วยส้นรองเท้า
“หุบปาก พวกเขาเฮงซวยตรงไหน ข้าว่าเจ้านั่นแหละที่ใจดำ…
…ตะกร้าเตรียมสอบของหมิงหย่วน ตั้งแต่สอบจวี่เหรินไปจนถึงจิ้นซื่อก็ทางนั้นให้มา ข้างในมีทั้งของกิน มีเครื่องเขียน ดูก็รู้ว่าเตรียมไว้สำหรับลงสอบหลายสนาม เตรียมพร้อมยิ่งกว่าคนในครอบครัวเตรียมให้เสียอีก…
…ตอนนั้นใครหัวเราะบอกว่าไม่ต้องซื้อแล้ว…
…ตอนที่หมิงหย่วนยังเป็นคนที่ไม่มีอะไร ตอนนั้นใต้เท้าซ่งก็ช่วยรวมบัณฑิตทุกคน ชี้แนะหลายสิ่งหลายอย่าง…
…ยิ่งไม่ต้องพูดถึงตอนไปสอบ ใต้เท้าซ่งช่วยดูแลตลอดทาง พอไปถึงเมืองหลวง ตอนนั้นมีใครรู้เหรอว่าหมิงหย่วนจะได้เป็นจอหงวน วัดร้างมีแต่คนเข้าสอบไปอาศัยอยู่ แต่ใต้เท้าซ่งกลับช่วยจัดแจงดูแลความเป็นอยู่ให้”
สะใภ้ใหญ่พูด “จ่ายเงินทั้งนั้น ไปสอบกินอยู่ก็จ่ายเงินให้คนแซ่ซ่งตลอด”
พี่ใหญ่โมโหยิ่งกว่าเดิม
“เจ้าให้เท่าไหร่ ไม่ได้ฟังที่หมิงหย่วนบอกเหรอ ถ้าให้เขาไปหาที่พักที่กินเองต้องจ่ายมากกว่าเดิมหลายเท่าตัว…
…ช่วยดูแลพาไปตลอดทาง ตอนยังไม่ถึงที่หมาย ระหว่างทางแวะพักก็จัดแจงให้ทุกอย่าง…
…ต่อมายังส่งจดหมายมาบอกม้าพันลี้ให้ช่วยพวกเราย้ายบ้านโดยไม่ต้องเก็บเงิน นั่นกิจการของพวกเขา มาเอาล่อขนของออกไปที จะกินจะพักมีค่าใช้จ่ายทั้งนั้น ครอบครัวซ่งทำมาหากินด้วยกิจการนั้นกลับไม่เก็บเงินสักแดงเดียว…
…ยิ่งไปกว่านั้น แท่นฝนหมึกที่หมิงหย่วนได้มา ตอนราคาแพงที่สุดราคาเท่าไหร พวกเขาทำเรื่องแย่มากนักเหรอวันนี้เจ้าถึงได้ด่าพวกเขาอย่างไม่มีชิ้นดี”
เอาแค่นี้ พี่ใหญ่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าระหว่างทางซ่งฝูเซิงให้คำชี้แนะแก่หยางหมิงหย่วนตลอด แน่นอนว่าต่อให้รู้ก็ไม่มีทางเข้าใจอย่างถ่องแท้
แต่ในความคิดของพี่ใหญ่ ช่วยจัดการเรื่องที่กินเรื่องที่พักให้ น้องชายของเขาได้พึ่งพาไม่หลงทางไม่เจ็บป่วย อยู่ในสนามขุนนางไร้ที่พึ่ง ใต้เท้าซ่งอายุมากกว่า ช่วยชี้แนะน้องชายเขาได้ นี่ก็เป็นน้ำใจที่มากโขแล้ว
แม่หยางวิ่งเข้าห้องมาห้ามทั้งน้ำตา “หยุดตีได้แล้ว เจ้าใหญ่ ลูกเจ้าใกล้เลิกเรียนแล้ว เดี๋ยวเขาตกใจ บ้านเราก็ไม่ได้ใหญ่โตด้วย ประตูหน้าต่างเปิดกว้างหมด ฟังแม่นะ เพื่อนบ้านแถวนี้รู้กันหมดว่าน้องเจ้าเป็นขุนนางใหญ่ เจ้าทำนางร้องไห้โวยวาย เดี๋ยวพรุ่งนี้ได้ลือกันไปทั้งซอย”
มือของพี่ใหญ่ที่กำลังจะตีหลังเมียหยุดชะงัก มือซ้ายที่กดหลังเมียอยู่ก็ผ่อนแรงลง
แต่ติดตรงที่เวลานี้พี่สะใภ้ใหญ่ของหยางหมิงหย่วนไม่รับน้ำใจแม้แต่น้อย
วันนี้พอได้พูดบางอย่างออกมา เรื่องในอดีตก็ย้อนกลับมาในใจของสะใภ้ใหญ่
อีกทั้งหลายปีแล้วที่ไม่ได้โดนทุบตี พอถูกกระทำขึ้นมาอีกครั้ง ไม่ต้องบอกเลยว่าน้อยใจขนาดไหน
ไม่รู้ทำไม นางเอาอารมณ์ไปลงกับแม่หยาง
“ข้าทำเพื่อใคร ไม่ใช่เพราะน้อยใจแทนเจ้าเหรอ…
…เจ้ามันเหมือนคนโง่ ยังจะมาตีข้าอีก…
…เจ้าฟังแม่เจ้าพูดนะ ห้ามเจ้าตีข้าเพราะกลัวน้องชายเจ้าขายหน้า นี่แหละแม่เจ้า ลำเอียงไม่มีสิ้นสุด
เจ้ามาเกิดในครอบครัวนี้ก็เพื่อเป็นขี้ข้ารองมือรองเท้าให้น้องชายกับแม่ของเจ้า!”