ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 858-1 เจ้ามันเห็นแก่ผลประโยชน์
ตอนที่ 858-1 เจ้ามันเห็นแก่ผลประโยชน์
ติงเจียนสงสัยหนักมากว่าผู้ว่าฯ ซ่งเขียนอะไรมาให้ฮ่องเต้
ถ้าเขาไม่อยู่ตำแหน่งนี้ก็คงไม่สงสัย
ปกติติงเจียนรู้ดีว่าฮ่องเต้ไม่ชอบจดหมายที่ส่งมารบกวนเป็นการส่วนตัว
ทุกวันจะมีฎีกาจากแต่ละท้องที่ส่งมาเป็นจำนวนมาก ถ้าเป็นเรื่องานก็แล้วไป เพราะอย่างน้อยก็เป็นเรื่องที่สมควร
แค่กลัวว่าจะเป็นจดหมายส่วนตัวของขุนนางใหญ่
เพราะมันจะมีสารพัดเรื่องเลยทีเดียว
เอาแค่ก่อนหน้านี้ มีขุนนางใหญ่ต้องการส่งผลไม้เฉพาะของท้องถิ่นมาให้ฮ่องเต้ให้ได้
เรื่องนี้ฮ่องเต้ปฏิเสธไปสองครั้งแล้วเมื่อหนึ่งเดือนก่อน นี่ก็ยังจะส่งจดหมายส่วนตัวมาอีกเป็นครั้งที่สาม
เจตนาดีก็จริง แต่พอฎีกาแบบนี้มีเยอะเข้าก็น่ารำคาญ
วันๆ ฮ่องเต้สะสางงานยังจะไม่ทัน ยังต้องมาสนใจเรื่องไร้สาระพวกนี้อีก นี่ถ้าขุนนางใหญ่ของแต่ละท้องที่ทำแบบนี้เยอะเข้า รวมๆ กันก็เป็นจำนวนมหาศาล
ตอนนั้นติงเจียนเห็นฮ่องเต้ข่มความโกรธ
เขาคิดว่าตอนนั้นฮ่องเต้น่าจะคิดอยู่ในใจว่า กินๆๆ รู้จักแต่กิน ทางบกทางน้ำขนแต่ของกิน ทำไม ราชสำนักร่ำรวยนักเหรอ หรือว่าท้องถิ่นของพวกเจ้าร่ำรวยมาก
แต่ฮ่องเต้ข่มอารมณ์นั้นไว้ สั่งให้เขาเขียนตอบกลับไปว่า
ถึงแม้จะหาได้ยากแต่ก็มีคนเคยกิน
ข้าถามแล้ว มันไม่ได้อร่อยขนาดนั้น
ท่านกินแทนข้าให้เยอะๆ ก็พอ ไม่ต้องถามเรื่องนี้อีก
ตอนนี้ติงเจียนเลยกำลังคิดว่า หรือผู้ว่าฯ ซ่งก็เอาอย่างคนอื่นด้วย ที่หวงหลงผลิตของดีท้องถิ่นอะไรได้อีก เลยอยากจะส่งมาให้ฮ่องเต้
อ่อ
ฮ่องเต้ในเวลานี้อ่านจดหมายพลางรู้สึกอารมณ์ดีอย่างบอกไม่ถูก
ไม่เพียงแต่ขุนนางซ่งจะไม่ได้อยากส่งของอะไรมาให้เขา ยังรบกวนเขาด้วย
รบกวนฮ่องเต้ เรื่องแค่นี้ต้องมารบกวนถึงฮ่องเต้ เล่นของสูงเลยนะ
ขอหมอมออบรมมารยาท นี่เป็นเรื่องที่เล็กมากในสายตาฮ่องเต้ ถ้าเป็นขุนนางใหญ่คนอื่นไม่ถือเป็นเรื่องเลยด้วยซ้ำ
ฮ่องเต้นึกไม่ถึงว่าจะมีวันที่ขุนนางมาขอร้องเขาเรื่องนี้
ปกติจะขอให้ฮ่องเต้ฟังคำชี้แนะ ขอให้ฮ่องเต้ไว้ชีวิต
แต่ขุนนางซ่งไม่ได้จงใจ
แต่ละถ้อยคำมาจากใจ
ขอบคุณการพระราชทานงานอภิเษกครั้งนี้ รู้สึกดีใจมาก แต่ขณะเดียวกันก็กลุ้มใจพอสมควร
เพราะตัวเองมีชาติกำเนิดต่ำต้อย ความรู้ยังด้อยอีกมาก
ยอมขอร้องฮ่องเต้ให้ช่วยหาหมอมออบรมมารยาท ดีกว่าขอร้องจวนผู้สำเร็จราชการ
ทั้งยังบอกในจดหมายอีกว่า วันหน้าลูกสาวของเขากลายเป็นพระชายา หากนางต้องการให้ทางเขาออกหน้าจัดการปัญหายาก เขาจัดการไม่ได้ก็ยังจะมาขอร้องฮ่องเต้อีก
ฮ่องเต้วางจดหมายลง ยกถ้วยขึ้นจิบชา
ความรู้สึกภายในใจของฮ่องเต้ที่ไม่อาจบอกคนนอก อบอุ่นหัวใจ
ขุนนางซ่งประสบกับเรื่องที่จนปัญญากลับเลือกบอกเขา
บอกมาตามตรงว่าไม่อยากให้สกุลซ่งเอาแต่พึ่งพาตระกูลลู่นับจากนี้ไป
ไม่อยากให้ลูกสาวถูกคนดูถูกหลังจากแต่งออกไป ราวกับว่ามีพวกญาติๆ อีกเป็นกองที่อยากอาศัยบารมี
ไม่อยากให้คนอื่นดูถูกว่าพอลูกสาวแต่งกับคนฐานะดี คนทั้งสกุลซ่งก็จะยิ่งได้ยกระดับฐานะตัวเอง
ไม่อยากถูกหาว่าเกาะบารมีใคร
นี่ไม่ใช่สิ่งที่คนสกุลซ่งต้องการ
แต่ไหนแต่ไรมา คนสกุลซ่งแค่อยากอาศัยความภักดี อาศัยความสามารถตัวเอง อาศัยทำคุณงามความดีต่อฮ่องเต้ ราชสำนักและชาวบ้านให้มากๆ เพื่อทำให้สกุลซ่งที่เคยตกอับเจริญก้าวหน้าขึ้นทุกย่างก้าว
เรื่องทั้งหมดที่กล่าวมา ขุนนางซ่งเขียนบอกเล่าผ่านน้ำหมึกในจดหมาย
ฮ่องเต้รู้สึกหวั่นไหว อยากอาศัยโอกาสนี้ส่ง ‘คนของตัวเอง’ ไปที่บ้านสกุลซ่ง
แต่อีกใจหนึ่งก็ปฏิเสธ
ขุนนางซ่งเขียนบอกความในใจมาในจดหมาย นี่เป็นครั้งแรกที่ขอร้องเขา เขาต้องส่งคนที่สะอาดหมดจดไป
ฮ่องเต้ขึ้นเกี้ยวไปยังตำหนักของอดีตฮองเฮา
ติงเจียนเขียนจดหมายตอบกลับแทนฮ่องเต้ อีกไม่กี่วันหมอมอจะไปที่หวงหลง
ระหว่างตอบจดหมายติงเจียนก็รู้สึกว่าพ่อตาของน้องชายเป็นคนสุดยอดจริงๆ
ตอนนี้เขารู้สึกไม่นับถือใครแล้ว นับถือแค่คนนี้
ทำอะไรก็ถูกใจฮ่องเต้ไปหมด นี่ถ้าไม่ใช่คนที่สุดยอดแล้วจะเป็นอะไร
ถ้าเขาเป็นฮ่องเต้ก็ไม่ชอบให้เกาะกลุ่มเหมือนกัน
พวกเจ้าเกาะกลุ่มเกี่ยวดองกันคิดจะทำอะไร คิดจะรวมหัวกันมาต่อต้านข้าเหรอ หรือสมคบคิดหาผลประโยชน์ส่วนตัว
แต่ถ้ามองไปไกลๆ ขุนนางทั้งฝ่ายบุ๋นและบู๊ในราชสำนักต่างก็เกี่ยวดองกันทั้งนั้น
เรื่องแบบนี้เป็นเรื่องที่จนปัญญาสำหรับฮ่องเต้ มาจากความเหมาะสมทางฐานะ แต่ในความเป็นจริงชวนให้ตะขิดตะขวงใจ
โดยเฉพาะกับคนที่อยากเรียกใช้งาน บางครั้งรู้สึกจนปัญญาเพราะการแต่งงานที่ทำให้คนคนนั้นต้องเข้าไปอยู่ในบ่วงความสัมพันธ์ เลยต้องคอยสังเกตจับตาดูให้ดี
ส่วนพ่อตาคนนี้ของน้องชาย ไม่เคยเขียนจดหมายมาหาฮ่องเต้เลย อยู่ๆ ก็เขียน ‘จดหมายแสดงความจริงใจ’ มาให้ฮ่องเต้อย่างไม่พูดพล่ามทำเพลง ใครจะไปรู้ว่าคิดอะไรอยู่
ในสายตาของติงเจียน นี่ก็คือการแสดงความจริงใจ
เห็นเรื่องเล็กเป็นเรื่องใหญ่ เป็นฝ่ายแสดงท่าทีไม่ขอเข้าหาตระกูลลู่ก่อน คนไม่รู้ยังจะคิดว่ากลัวตระกูลลู่ฉวยโอกาส
ทั้งยังทระนงตน สกุลซ่งไม่คิดจะพึ่งพาตระกูลลู่
สกุลซ่งก็คือสกุลซ่ง สกุลซ่งไหวแน่นอน ต่อให้ต้องตายก็จะขอพึ่งตัวเอง
ถึงขั้นที่ในจดหมายยังมีแสดงออกถึงความหยิ่งในศักดิ์ศรีของคนมีความรู้ความสามารถ เวลาเปลี่ยนเหตุการณ์เปลี่ยน ใครจะกล้าพูดได้ว่าถ้าเขาพึ่งความภักดีที่มีต่อฮ่องเต้ พึ่งความสามารถสร้างผลงาน วันหน้ายังจะสู้ตระกูลลู่ไม่ได้อีกเหรอ
นี่คือความมั่นใจในตัวเอง เป็นความกล้าหาญที่ขอรับปากฮ่องเต้ว่าจะปกครองท้องที่ให้ดี
ติงเจียนสังเกต เขาทำงานต่อหน้าพระพักตร์มานานขนาดนี้ ทำพูดไป นี่แหละตรงใจฮ่องเต้ ฮ่องเต้ชื่นชมคนแบบนี้ ยอมให้ทระนงตน อาจจะมีทำผิดพลาดบ้าง ดีกว่าเอาคนที่ไม่มีดีอะไร
แม้แต่เขาก็ด้วย
ทุกคนต่างเป็นมนุษย์
คิดดูสิว่าถ้าเราเป็นฮ่องเต้ เอาใจเขามาใส่ใจเรา ไม่ดีใจเหรอที่มีขุนนางอย่างผู้ว่าฯ ซ่ง
แบบนี้เรียกรู้กาลเทศะ
นอกจากนี้ ในขณะที่ติงเจียนตอบจดหมายแทนฮ่องเต้ เขายังแอบน้อยใจแทนขุนนางใหญ่คนอื่นแบบเล่นๆ
เพราะขุนนางใหญ่บางคนก็มีคนที่คิดแบบเดียวกับซ่งฝูเซิงในจดหมาย อีกทั้งก็ทำแบบนี้
ในราชสำนัก แต่งงานเกี่ยวดองแล้วอย่างไร งานคืองาน เรื่องส่วนตัวคือเรื่องส่วนตัว ความคิดไม่ตรงกันก็พร้อมจะฉีกหน้า
จะครอบครัวเขาหรือครอบครัวท่านตาก็ทำแบบนี้กันทั้งนั้น
เฮ้อ ก็แค่ไม่มีโอกาสได้แสดงท่าทีต่อฝ่าบาท
ผลที่ได้ก็เลยไม่สู้คนที่รู้จักพูดแบบนั้น เช่น ผู้ว่าฯ ซ่ง
ต่อไปผู้ว่าฯ ซ่งจะทำได้หรือเปล่าก็ยังไม่รู้ แต่เขาแสดงท่าทีได้ทันเวลา นับเป็นคนที่สุดยอดจริงๆ
ติงเจียนคิดในใจ อยากท่องเนื้อหาในจดหมายจริงๆ วันหน้าน้องชายกลับมาจะได้ท่องให้ฟัง
ดูพ่อตาของเจ้าสิ บอกว่าไม่อยากพึ่งพาเจ้าต่อหน้าฝ่าบาท เขาอยากแกล้งน้องชายเล่นหน่อย
ส่วนฮ่องเต้เวลานี้ไปถึงตำหนักของอดีตฮองเฮาแล้ว
เขามองภาพเหมือนของอดีตฮองเฮาก่อน นั่งอยู่ตามลำพังสักพัก
ฮองเฮากับเขาลำบากกันมามาก
ตระหนก หวาดกลัว ไม่กล้าเดินผิดแม้เพียงก้าวเดียว ตอนนั้นถูกพระชายาขององค์ชายองค์อื่นหยามเกียรติอยู่ไม่น้อย
เมื่อบ้านเมืองรวมเป็นปึกแผ่น เฉลิมฉลอง แต่งตั้ง ช่วงนี้เขางานยุ่งมาก นานแล้วที่ไม่ได้มานั่งที่นี่
ตอนฮ่องเต้ออกมาได้ตั้งใจกำชับหมอมอสูงวัยที่เคยอยู่ข้างกายอดีตฮองเฮา อยากให้ไปช่วยอบรมสอนมารยาทพระชายาของอวี้ชินอ๋อง
หมอมอสูงวัยคนนี้อายุเจ็ดสิบแล้ว
นางคุกเข่าลงตรงหน้าฮ่องเต้ ขอบคุณที่ฮ่องเต้มีเมตตาให้นางออกจากวังหลวง มีเรื่องดีแบบนี้ก็ยังนึกถึงนาง ยิ่งไปกว่านั้นขอบคุณที่ในช่วงหลายปีนี้ฮ่องเต้เมตตาดูแลพวกคนแก่ที่เคยอยู่ข้างกายอดีตฮองเฮาเป็นอย่างดี
เพียงแต่นางยังคงปฏิเสธ ให้เหตุผลกับฮ่องเต้ว่านางอายุมากแล้ว อยากอยู่กับอดีตฮองเฮาไปตลอด ตั้งแต่เริ่มจวบจนวาระสุดท้าย
พอปฏิเสธแล้ว หมอมอคนนี้ก็เรียกจิ่งหมอมอกับเจิงหมอมอที่อายุสี่สิบกว่าเกือบห้าสิบมา
นางขอร้องฮ่องเต้ อยากให้หมอมอสองคนนี้ออกจากวังหลวงไปปรนนิบัติพระชายาอวี้ชินอ๋อง
หมอมอทั้งสองคนพอได้ยินก็ตกใจมาก ตอนแรกสุดอยากปฏิเสธ
แต่หมอมอสูงวัยเกลี้ยกล่อมพวกนางเป็นการส่วนตัว นับตั้งแต่อดีตฮองเฮาเข้าวังหลวงถูกเลือกตัว พวกเจ้าก็ถูกส่งมาดูแลนางตลอด
ฮ่องเต้ในตอนนั้นยังเป็นเพียงองค์ชาย ไม่เป็นที่โปรดปราน คิดดูก็รู้ว่าอดีตฮองเฮาที่ถูกเลือกในตอนนั้นย่อมไม่โดดเด่น สถานะไม่สูงในบรรดาสตรีที่ถูกเลือก
หมอมอสองคนนี้อยู่กับอดีตฮองเฮานับแต่นั้นมา กินข้าวที่เย็นชืดกับเจ้านาย ทนหนาวไม่มีถ่านด้วยกัน ในวังหลวงถ้าคิดจะกลั่นแกล้งคนอื่นมีวิธีมากมาย
เรียกได้ว่าแทบไม่มีวันดีๆ
ต่อมาติดตามอดีตฮองเฮาไปที่เฟิ่งเทียน โอรสของอดีตฮองเฮาทยอยตายไปทีละคน พวกนางที่ติดตามข้างกายอดีตฮองเฮาร้องไห้กันตาแทบบอด สุดท้ายอดีตฮองเฮาก็จากไป ทิ้งพวกนางใช้ชีวิตบั้นปลายอยู่ในวังหลวง