ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 860-2 เปิดใจ
ตอนที่ 860-2 เปิดใจ
ต่อมาพี่ชายของหยางหมิงหย่วนก็อดทนเก็บความโกรธเรื่องพวกนี้ไว้ ไม่ได้บอกแม่ แต่ในความเป็นจริงแม่เขามองออกนานแล้ว ก็แค่ไม่ถามอะไรมาก อีกทั้งแม่เขาก็รู้นานแล้วว่าเมียเขาชอบแอบขโมยเงินไปเก็บไว้เอง เขาเองก็ไม่มีทางบอกหมิงหย่วน
พี่ใหญ่แค่ลากเมียไปที่กระท่อมในสวนผลไม้ที่อยู่บ้านนอกแล้วด่ายกใหญ่
โมโหแทบบ้า
เมียของเขาร้องไห้จะเป็นจะตาย อยากให้ครอบครัวตัวเองอิจฉานางบ้าง เพราะถูกกดไว้ตั้งแต่เด็ก อยากให้คนในครอบครัวรู้ว่า ตอนนี้นางมีชีวิตที่ดีแล้ว นึกไม่ถึงว่าจะมาหา
ทั้งยังโทษเขาอีกว่า “เจ้าเสียเงินไปเยอะแยะให้บ้านข้าทำไม ข้าแค่อยากให้พวกเขารู้ว่าข้ามีชีวิตที่ดี ข้าไม่ได้อยากเสียเงินให้พวกเขา”
พูดจนสุดท้ายพี่ใหญ่เริ่มใจเย็นลง ฟังจบก็ให้อภัย สวดเมียไปอีกหนึ่งรอบ สรุปได้ว่า น้องข้าคือน้องข้า พวกเราคือพวกเรา
นี่แค่ส่วนหนึ่ง ยังมีอีกหลายเรื่องที่พี่ใหญ่เคยสั่งสอนเมียไป ตอนนั้นสะใภ้ใหญ่ได้แค่พยักหน้ายอมรับ วางใจได้
สิ่งที่เห็นในวันนี้น่าผิดหวังมาก มองเห็นปัญหามากมายจากเรื่องนี้ พี่ใหญ่ถือว่าได้รู้แล้ว เมียเขาไม่เคยเชื่อฟังเลย ไม่อย่างนั้นคงไม่มีทางเกิดเรื่องอย่างในวันนี้
พี่ใหญ่คิดในใจ
เมียแบบนี้ ถ้านางไม่ปรับปรุงตัว วันหน้าหมิงหย่วนแต่งงาน ถ้าไม่ทำให้น้องชายกับน้องสะใภ้ลำบากใจทุกเรื่อง ทำครอบครัวของหมิงหย่วนวุ่นวาย ก็คงทำให้พวกเขาสองพี่น้องต้องขุ่นเคืองใจกันเอง
เขาเหนื่อยเหลือเกิน สอนกันไม่ได้แล้ว ควรอาศัยตอนที่หมิงหย่วนยังไม่แต่งงาน ตัดปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตจากเมียเขา เขาต้องเลิกกับเมียเสีย
แม่หยางร้องห่มร้องไห้เกลี้ยกล่อม แต่ไม่ว่าอย่างไรลูกชายคนโตก็ไม่ฟัง
ลูกชายคนเล็กยังไม่ทันแต่งงาน ทางนี้ก็จะเลิกกับเมียแล้ว
แม่หยางโมโห แต่ละคน คุณพระช่วย ไหนว่ามีฐานะดีขึ้นแล้วชีวิตจะดีขึ้นอย่างไรล่ะ แต่ครอบครัวของนางนี่มันอย่างไรกัน
…
“พี่?”
หยางหมิงหย่วนตื่นมาในยามฟ้าใกล้สาง
เขาได้ยินเสียงที่หน้าห้องก็คิดว่าพี่ชายเฝ้าเขาอยู่
ปรากฏว่าพอเปิดออกไป หยางหมิงหย่วนที่ใส่แต่ชุดตัวในก็รีบดึงอกเสื้อเข้ามาปิด พี่สะใภ้นั่งร้องไห้อยู่ที่ม้านั่งหน้าห้องเขา
ชั่วขณะที่เห็นเขา นางก็ร้องเสียงดังกว่าเดิม “หมิงหย่วน พี่ชายเจ้าไม่เอาข้าแล้ว เพราะเจ้า”
หยางหมิงหย่วนตกใจ เอามือจับศีรษะที่มีผ้าพันอยู่ “พี่สะใภ้ หยุดร้องก่อน ค่อยๆ พูด”
“จะให้ข้าพูดอะไร หมิงหย่วน เจ้าควรรีบไปพูดกับพี่ชายเจ้า บอกเขาว่าเจ้าหมดสติไปเพราะโกรธที่ถูกปฏิเสธสู่ขอ ไม่ใช่เพราะข้า”
หยางหมิงหย่วน “…”
เขาเพิ่งจะฟื้น
ก็ถูกตอกย้ำความจริงที่ว่าเขากับฝูหลิงไม่มีวาสนาต่อกัน
พี่ใหญ่เห็นเมียที่อยู่ด้านหลังน้องชาย เขาก็กำลังจะโยนกะละมังน้ำทิ้ง อยากเข้าไปถีบสักสองที
เพียงครู่เดียว เขาเอาเสื้อผ้าไปซักให้น้องชาย นางก็กลับมารบกวนน้องชายเขาจนได้
สะใภ้ใหญ่รีบไปหลบด้านหลังหยางหมิงหย่วน
“พี่”
พี่ใหญ่ข่มอารมณ์โมโห “หมิงหย่วน ดีขึ้นบ้างหรือยัง”
“ดีแล้วพี่ ข้านอนไปเยอะ เข้าไปนั่งกับข้าในห้องเถอะ ให้ข้านอนอีกก็นอนไม่หลับหรอก”
หยางหมิงหย่วนยกมือบอกให้พี่สะใภ้ที่อยู่ด้านหลังไปนอนสักงีบ ยังไม่เช้าเท่าไร
ท่าทางแบบนี้เป็นการบอกว่า วางใจได้ เขาจะคุยให้
ติดตรงที่แต่ไหนแต่ไรมา สะใภ้ใหญ่เป็นคนดันทุรัง แสร้งทำเป็นว่ากลับห้อง จากนั้นก็แอบฟังอยู่ด้านนอกขณะที่สองพี่น้องคุยกันอยู่ด้านใน
เรื่องแอบฟังคนอื่นคุยกัน ต่อให้เป็นผู้หญิงที่ไม่ได้มีความคิดเท่าไร หากว่ากันตามเหตุผล ไม่ได้เรียนหนังสือมาก็ควรรู้กาลเทศะ
แต่ก็ขวางสะใภ้ใหญ่ที่ศีลธรรมจรรยาต่ำเตี้ยเรี่ยดินไม่ได้ คิดว่าแอบฟังคนอื่นเป็นเรื่องเสียมารยาทนักเหรอ ไม่ได้แอบฟังหมิงหย่วนกับเมียนอนด้วยกันสักหน่อย ถ้าเป็นแบบนั้นนางไม่มีทางแอบฟังหรอก แบบนั้นต่างหากที่เรียกไม่มีมารยาท
“พี่ พวกเราไม่ได้นั่งคุยกันนานแล้วนะ ต้องโทษข้าที่ทำตัวยุ่งอยู่ตลอด”
พี่ใหญ่ถูมือ “ไม่ใช่ เจ้างานยุ่งจริงๆ เรื่องนี้จะโทษเจ้าได้อย่างไร”
“สมควรโทษข้า ก็เหมือนพวกเรื่องที่วันนี้พี่สะใภ้ว่าข้า ถ้าข้าหาเวลาคุยกับคนในบ้านบ้างก็คงไม่ถึงกับทำให้พี่สะใภ้เข้าใจผิด เสียใจแทนข้า”
“นางชอบยุ่งไม่เข้าเรื่อง พูดภาษาคนไม่รู้เรื่อง”
หยางหมิงหย่วนส่ายมือ บอกพี่ชายให้ฟังเขาพูดให้จบก่อน
“ข้าไม่เคยเล่าให้คนในครอบครัวฟัง เรื่องสอบจอหงวน เรื่องหลังจากที่ข้าเข้าสำนักฮั่นหลิน…
…เมื่อก่อนพอข้ากลับมาก็เอาแต่อ่านหนังสือ…
…บางครั้งก็ช่วยท่านแม่เด็ดผัก นางดีใจมาก ยังเอาแต่พูดตลอดว่าถ่วงความก้าวหน้าของข้า…
…พอหมดสติครั้งนี้อยู่ๆ ข้าก็คิดได้ พี่ มีหลายเรื่องที่ไม่ควรเป็นแบบนี้…
…รวมถึงเรื่องที่ไม่เล่าเรื่องตัวเองให้ท่านแม่กับพี่ฟัง แต่ความเป็นจริงข้าก็แค่อยากหลบ…
…คนข้างนอก เราบอกไม่ได้ในคำพูดเดียวหรอกว่าเป็นคนดีหรือคนเลว มันขึ้นอยู่กับใครมองและมองอย่างไร…
…เรื่องราวต่างๆ ก็เหมือนกัน…
…เหรียญมักมีสองด้านเสมอ…
…เมื่อก่อนข้ากลัวว่าถ้าข้าเริ่มเล่าเรื่องก็จะต้องอธิบายให้ท่านแม่กับพี่ฟังมากมาย ทั้งที่บางเรื่องข้าก็อธิบายไม่ถูก คิดว่าพวกพี่ก็ไม่น่าจะสนใจด้วย พูดไปก็ไม่เข้าใจ จะหาว่าน่าเบื่อ ไม่สู้คุยเรื่องผลเก็บเกี่ยว ปีนี้ฝนจะเยอะไหม…
…ปากข้าก็เลยขี้เกียจพูดขึ้นทุกวัน”
พี่ใหญ่เข้าใจแล้ว พูดตามตรงก็คือ เขามันไม่ได้เรื่องเอง ในครอบครัวมีแค่น้องชายที่เก่ง คนที่เหลือเป็นความคิดของชาวไร่ชาวสวนกันหมด
หยางหมิงหย่วนมองพี่ชายตัวเองแล้วส่ายหน้า
ทำไมพี่โทษตัวเองแบบนั้น สิ่งที่เขาต้องการพูดไม่ใช่เรื่องนั้น แต่หมายถึงว่าพี่กับพี่สะใภ้อย่าทะเลาะกัน
ยิ่งไปกว่านั้น นี่เป็นกระบวนการหนึ่งที่คนเคยจนต้องเจอหลังจากมีคนในครอบครัวได้เป็นขุนนาง
เขาคิดว่าต่อให้เป็นซ่งเก้าสกุลที่เอาการเอางานก็ต้องเผชิญกับปัญหานี้ ทุกคนล้วนต้องมีการเปลี่ยนแปลง ชีวิตถึงจะดีได้
“แต่วันนี้พอฟังพี่สะใภ้จบ ข้าก็รู้สึกว่าตัวเองผิดแล้ว…
…ยิ่งข้าไม่พูด พวกท่านก็ยิ่งไม่เข้าใจ…
…อาซ่งเคยบอกว่า แบบนี้เรียกข้อมูลไม่ตรงกัน…
…เหมือนกับที่วันนี้พี่สะใภ้พูด นางรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจแทนข้าที่เคยช่วยเป็นธุระให้ร้านของดีจากฮุ่ยหนิง…
…ในความเป็นจริง เป็นเพราะข้าไปช่วยทางนั้น ทดสอบความรู้กับคนอื่นเพื่อร้านนี้ ข้าถึงได้เข้าตาฝ่าบาท…
…ในสำนักฮั่นหลินมีหลายสิบคนที่เป็นแบบข้า มีอีกหลายคนที่ทำงานในสำนักฮั่นหลินมาหลายปี ทุกคนต่างกำลังต่อแถว แต่เป็นเพราะข้าหมั่นไปช่วย ร้านนั้นถึงได้กลายเป็นคนแรกในรุ่นที่ถูกฝ่าบาทเรียกเข้าไปในห้องทรงพระอักษร”
พี่ใหญ่กับพี่สะใภ้ที่อยู่นอกและในห้องต่างอึ้ง
ต่อมาหยางหมิงหย่วนก็อธิบายอย่างง่ายๆ ให้ฟัง ที่เขาเป็นจอหงวนได้ก็เพราะอาศัยบารมี เดิมทีตำแหน่งจอหงวนควรเป็นของอาซ่งอยู่แล้ว แต่กลับจับพลัดจับผลูมาหล่นใส่เขา
เขาเคยไม่สบายใจ รู้สึกผิด
และก็เป็นการพิสูจน์คำพูดก่อนหน้านี้ของหยางหมิงหย่วน ว่าทำไมเขาถึงต้องทดสอบความรู้กับคนอื่นเพื่อร้านของดีจากฮุ่ยหนิง จนได้เข้าไปอยู่ในสายตาของฮ่องเต้
เพราะในใจของฮ่องเต้รู้ดีที่สุด ติดตรงที่ชาวบ้านหลายคนอาจไม่ค่อยเข้าใจสาเหตุ จำต้องยอมรับผลที่เขาเป็นจอหงวน
แต่ในใจจะต้องไม่ยอมรับแน่นอน
ร้านของดีจากฮุ่ยหนิงจึงกลายเป็นจุดเปลี่ยน
เขาใช้การทดสอบความรู้กับเพื่อนร่วมงาน ทำให้ฮ่องเต้เห็นว่าเขาอาจไม่หมาะกับตำแหน่งจอหงวน แต่การเอาชนะคนที่ถือว่ามีความรู้พอสมควรได้ เขาก็พอมีความสามารถอยู่บ้าง เขาเองก็ดีใจมาก รู้สึกสบประมาทความสามารถตัวเองมาตลอด ชนะอย่างเต็มที่สักครั้ง รู้ว่าตัวเองอยู่ระดับไหน
“หมิงหย่วน ถ้าเจ้าไม่เล่าพี่ก็ไม่รู้เรื่องพวกนี้”
“นั่นสิ ดูนะ พอข้าอธิบายพี่ก็เข้าใจแล้ว ถึงได้บอกว่าต้องโทษข้า”
ดังนั้นสำหรับเขาแล้ว อาซ่งไม่ได้มีค่าแค่ที่ฝนหมึกอันนั้นที่พี่สะใภ้เห็น ไม่ใช่แค่คนมีบุญคุณที่ดูแลที่กินที่อยู่ แถมยังชี้แนะเขา
ภายในใจของเขา อาซ่งมีหลายบทบาทมาก เป็นอาจารย์ที่ช่วยไขข้อสงสัยให้ เป็นผู้ใหญ่ที่ช่วยสอนประสบการณ์ให้เขา ในบ้านเขาไม่มีผู้ใหญ่แบบนี้ อาซ่งมีบทบาทแบบนี้ที่แทนที่อยู่ในใจเขา
ยิ่งไปกว่านั้น เรียกได้ว่าเป็นคนสนิทที่เล่าความในใจได้ เป็นคนชั้นสูงที่เขาได้รู้จัก
พี่สะใภ้ใหญ่อยู่ข้างนอกฟังแล้วก็อึ้ง ในขณะที่นางกำลังตกใจอ้าปากค้างอยู่นั้น ในที่สุดหมิงหย่วนก็พูดถึงประเด็นหลักที่สร้างความขัดแย้งในครั้งนี้ นางจึงรีบเอาหูเข้าไปแนบ