ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 860-1 เปิดใจ
ตอนที่ 860-1 เปิดใจ
พี่ใหญ่ของหยางหมิงหย่วนก่อไฟหุงหาอาหาร เตรียมทำโจ๊กให้น้องชายกับแม่กิน
เมื่อครู่ลูกชายของเขากินขนมรองท้องหลับไปแล้ว
น้องชายหน้าซีด ดื่มยาจนหมดอย่างสะลึมสะลือ จากนั้นก็หลับไปอีกคน
วุ่นวายมาจนถึงตอนนี้ คนในครอบครัวยังไม่ได้กินข้าว
แม่หยางยกกะละมังน้ำเข้ามาในห้องครัว จะซักผ้าที่เอาไว้วางบนหน้าผากของหยางหมิงหย่วน
ทันใดนั้นลูกชายคนโตก็พูดกับแม่หยางอย่างใจเย็นว่า “ท่านแม่ ข้าขอบอกท่านแม่ก่อน ข้าไม่อยากอยู่กับนางแล้ว ของในบ้าน ที่ดินกับบ้านในตอนนี้ สวนผลไม้ เงิน นางอยากได้อะไรก็เอาไป ไว้รอหมิงหย่วนฟื้นข้าจะบอกหมิงหย่วน ถือว่าข้าติดค้างน้องชาย ต่อไปข้าจะหามาคืนให้”
เล่นเอาแม่หยางตกใจ
ปกติลูกชายคนโตไม่ค่อยพูด แต่ถ้าพูดออกมาก็แสดงว่าเอาจริง
“เจ้าใหญ่ เรื่องแค่นี้อย่าด่วนตัดสินใจ น้องชายเจ้ายังไม่ฟื้นเจ้าก็เป็นขนาดนี้แล้ว…
…ฟังแม่นะ ไม่ต้องเอาเรื่องอื่น ไม่ว่าเมื่อไรลูกก็ต้องการพ่อแม่แท้ๆ…
…ถ้าเจ้าตัดสินใจเพราะเมียเจ้าทำหมิงหย่วนโกรธจนหมดสติ แม่ว่านางก็ไม่ได้ตั้งใจหรอก…
…คำพูดก็ส่วนคำพูด การกระทำก็ส่วนการกระทำ มีบ้านไหนกันที่ใช้ชีวิตเหมือนตามตำราเขียนไว้ได้…
…อีกอย่าง ช่วงหลายปีมานี้ก็ใช่ว่าเจ้าจะไม่รู้ว่าปากของนางเป็นอย่างไร นางแทบอยากแอบซื้อเนื้อแอบกันเงินไว้ส่วนตัว แต่สุดท้ายมันก็ตกถึงพวกเราทั้งนั้น…
…พวกเราผ่านวันที่ยากลำบากมาด้วยกัน แล้วยังจะคิดเรื่องเลิกราได้อีกเหรอ”
แม่หยางนึกเสียใจ ตั้งแต่ลูกชายคนเล็กหมดสติไปนางก็นึกเสียใจอยู่ตลอด
ตอนนั้นไม่รู้ว่าสะใภ้ใหญ่จะอยู่ๆ ก็บ้าคลั่งอาละวาดใส่นาง ทำให้ลูกชายคนโตโมโหทำร้ายเมีย ทำให้หมิงหย่วนทั้งโมโหทั้งร้อนใจจนหมดสติไป
ถ้านางรู้ว่าสะใภ้ใหญ่จ้องจับผิดนาง รังเกียจที่นางเข้าไปห้ามแล้วยังเข้าข้างหมิงหย่วน ตอนนั้นนางจะพูดให้มากหน่อย ไม่ได้ลำเอียง แต่เพราะไม่รู้จะห้ามอย่างไร อยากให้ลูกชายคนโตหยุดนางถึงได้เอาลูกชายคนเล็กขึ้นมาอ้าง
เพราะเวลาลูกชายคนโตโมโหขึ้นมา อ้างอะไรก็ฟังไม่เข้าหู แต่ถ้าบอกว่าจะทำน้องชายเสื่อมเสียชื่อเสียง เขาถึงจะใจเย็นลงบ้าง
“ท่านแม่ นางคิดไม่ได้ ข้าคุยกับนางไปก็เท่านั้น” พี่ใหญ่อดกลั้นอยู่สักพัก รู้สึกจนปัญญาเหลือเกิน เขาพูดต่อ “ข้าเองก็จนใจจะสั่งสอนนางแล้วด้วย”
ภายในใจของพี่ชายหยางหมิงหย่วน
ครอบครัวนี้แซ่หยางก็จริง
แต่ในความเป็นจริง คนที่เป็นเจ้าบ้านคือหมิงหย่วน
ขุนนางที่รับใช้ใกล้ชิดฮ่องเต้ นายท่านที่เป็นจอหงวนเดินแห่ไปรอบเมือง นายใหญ่ของบ้านตัวจริง แต่พอกลับเข้าบ้าน พี่สะใภ้กลับกล้าสั่งสอนคนสถานะแบบนี้เหมือนกำลังสั่งสอนลูก
จิตใจคับแคบ เฮงซวย โง่เง่า กล้าชี้หน้าด่าคำพูดแย่ๆ ออกมาหมด หมิงหย่วนหมดสติไปพร้อมกับโมโหคำพูดเหล่านี้
ถ้าอยู่ข้างนอกมีเหรอหมิงหย่วนจะต้องมาทนเรื่องแบบนี้ ลองกล้าด่าดูสิ
น้องชายของเขาก็แค่คิดว่า ครอบครัวเดียวกัน นี่พี่สะใภ้ของเขา
แต่หมิงหย่วนให้เกียรติพวกเรา พวกเราก็ควรจะไว้หน้าเขาบ้างหรือเปล่า
พี่ชายสงสารน้องชายขนาดไหน เห็นใจน้องชายขนาดไหนที่กว่าจะมีวันนี้ไม่ใช่ง่ายๆ เวลานี้เขาก็รู้สึกไม่อยากยอมให้เมียมากเท่านั้น
ใช่ว่าลับหลังเขาจะไม่เคยกำชับเมียตัวเอง
ก่อนเข้ามาอยู่เมืองหลวง พูดเป็นร้อยรอบตั้งแต่เรื่องเล็กไปจนถึงเรื่องใหญ่ ไม่มีประโยชน์ เมียเขาทำหูทวนลม ไม่ได้เก็บไปคิดเลยสักนิด พูดออกมาอย่างเต็มปากเต็มคำว่าครอบครัวเดียวกัน นางไม่ได้โง่นะ
ก็ไม่ลองคิดดูบ้างว่า ต่อให้เจ้าเคยเสียสละเพื่อครอบครัวก็ไม่ควรไปเจ้ากี้เจ้าการเรื่องน้องสามี
ตอนนี้หมิงหย่วนยังไม่ได้แต่งงาน ต่อให้แต่งแล้ว แม้จะอยู่ในรั้วบ้านเดียวกัน แต่ในความเป็นจริงก็คือสองครอบครัว
ทำไมเจ้าถึงได้อยากยุ่งทุกเรื่อง อยากสั่งสอนไปเสียทุกเรื่อง เพียงเพราะตัวเองเคยลำบากเพื่อหมิงหย่วน
เจ้าเป็นใคร เจ้าจะสอนอะไรหมิงหย่วนได้ เจ้ายังจะมีความรู้มากไปกว่าคนที่ทำงานใกล้ชิดกับฮ่องเต้ได้อีกเหรอ อยากรู้ไปหมดทุกเรื่อง คิดว่าตัวเองเป็นฮ่องเต้หรืออย่างไร ถึงอยากให้น้องชายเขาที่เป็นขุนนางคอยรายงานทุกเรื่อง
เล่นเอาหมิงหย่วนจนปัญญา ถือว่าหมิงหย่วนยังไว้หน้า
ข้อแรกไม่เถียง หันตัวเดินหนีพี่สะใภ้ ข้อสอง ถ้าเอาแต่อธิบายให้พี่สะใภ้ฟัง วันๆ เขาก็ไม่ต้องทำอะไรแล้ว น้องชายของเขาแม้แต่เวลานอนยังต้องคำนวณ มีเรื่องต้องทำมากมาย ดูเอาแล้วกัน ไม่มีแม้แต่เวลาไปเดินเล่นกับเพื่อนร่วมงาน
อีกอย่าง ต่อให้หมิงหย่วนเป็นฝ่ายเล่าเรื่องข้างนอกให้คนในครอบครัวฟังก่อน แม้แต่เขาก็ไม่มีทางยอม
เพราะเมียเขาชอบฟังความไม่ครบ จำแต่สิ่งที่ตัวเองอยากจำ ปากก็ไม่มีหูรูด
เอาแค่ช่วงที่หมิงหย่วนไปหวงหลง พี่ชายคนโตของเมียพาครอบครัวมาถึงเมืองหลวง พอได้ยินว่าหยางหมิงหย่วนไม่อยู่บ้านก็เสียดายถึงกับตบต้นขา บอกว่าอยากให้ช่วยหาที่เรียนให้ลูกหน่อย ถึงขั้นพาลูกมาด้วยแล้ว
ตอนนั้นเองพี่ใหญ่ถึงรู้ว่า เมียของเขาดีแต่คุยโวโอ้อวด
บอกว่าหมิงหย่วนอยู่เมืองหลวงไม่ใช่เรื่องยากที่จะจัดหาที่เรียนให้ จอหงวนหาที่เรียนเป็นเรื่องเล็กๆ เหมือนเที่ยวเล่น
เล่นเอาเขาโมโหมาก หมิงหย่วนไม่เคยบอกว่าต้องลำบากขนาดไหนกว่าจะส่งลูกชายของเขาเข้าเรียนในสำนักศึกษาที่ดีที่สุดในเมืองหลวงได้ หมดเงินไปเท่าไร แต่เขาเป็นพี่ชาย เคยเห็นแค่สองวันนั้นที่น้องชายออกไปดื่มกับคนอื่นเยอะ ต่อมาเรื่องของลูกชายเขาก็สำเร็จ เป็นเรื่องง่ายๆ จริงเหรอ
ลูกชายของเขาก็ไม่ได้ฉลาดหัวดีเหมือนอา เรียนได้ธรรมดาๆ อยากเข้าสำนักศึกษาส่วนตัวที่ดีที่สุด มีเหรอที่อาจารย์จะไม่กลัวเสียชื่อเสียง จะไม่มีเงื่อนไขเลยเชียวเหรอ
เมียของเขาไปคุยโวอีกว่า บ้านในเมืองหลวงใหญ่มาก พวกเจ้าไม่เคยเห็น
คราวนี้อวดอีกว่า มาพักกันได้เลย
อันที่จริงเมื่อก่อนครอบครัวพ่อตาปฏิบัติต่อเขาแย่มาก
ในบ้านมีลูกชายห้าคน ลูกสาวสามคน ลูกสาวสามคนถูกแลกด้วยข้าวสารครึ่งกระสอบแต่งออกไป แค่คิดดูก็รู้ว่าลูกสาวต่ำต้อยกันขนาดไหน แล้วลูกเขยอย่างเขามีเหรอจะได้รับการต้อนรับ
หลายปีมานี้พี่ใหญ่ทำสวนของบ้านตัวเองเสร็จยังต้องไปเก็บฟืนให้บ้านพ่อตา พ่อตาไม่เคยให้ข้าวแม้แต่มื้อเดียว รวมถึงวันแต่งงานด้วย
ในบรรดาลูกเขยสามคน เขาคือคนที่ไม่ได้รับการต้อนรับมากที่สุด ทุกครั้งที่กลับไปยังต้องถูกพ่อตาด่าเรื่องที่เขาส่งเสียน้องชาย
พี่ชายเมียรู้จากในจดหมายที่เมียเขาเขียนกลับไปโอ้อวดที่บ้านว่ามีสวนผลไม้ด้วย จึงบอกว่า “ข้าอยู่ช่วยเจ้าคุมคนงานระยะยาวแล้วกัน”
“มันเป็นของน้องชายข้า พี่ใหญ่ ท่านไม่รู้ น้องชายข้าหาคนมาคอยคุมไว้ก่อนแล้ว…”
“ของน้องชายเจ้าอะไรกัน ทำไมเจ้าพูดมากแบบนี้ น้องสาวข้าเขียนบอกในจดหมายแล้วว่า น้องชายเจ้าทำงานเข้าตาฮ่องเต้มาก พอฮ่องเต้ถูกใจก็ให้ทุกอย่าง มีเหรอน้องชายเจ้าจะเสียดายสวนผลไม้แค่แห่งเดียว ถึงขนาดทำงานใกล้ชิดฮ่องเต้แล้ว อย่ามาหลอกข้าเลย ของของครอบครัวก็คือของของพวกเจ้า ข้าไม่เชื่อหรอกว่าเจ้าไล่คนดูแลออกไม่ได้”
พี่ชายหยางหมิงหย่วนฟังจบก็ตกใจ เมียเขากล้าพูดส่งเดชเอ่ยถึงฮ่องเต้ในจดหมายเลยเหรอ
พี่ชายเมียยังพูดอีกว่า
“เอาล่ะ ดูความใจแคบของเจ้าเข้าสิ อย่าหาว่าข้าบ่นเลยนะ น้องเขยรอง น้องสาวของข้าลำบากกับเจ้ามาหลายปีขนาดนี้ เฮ้อ เจ้าทำกับครอบครัวพ่อตาแบบนี้ ข้าล่ะเคืองใจแทนน้องสาวจริงๆ ช่างเถอะ ไว้ข้าให้น้องชายเจ้าหางานอื่นให้พวกเราแล้วกัน”
“งานอะไร พี่ใหญ่ ตอนนี้ข้าทำสวนอยู่อย่างเดียว”
“น้องข้าบอกว่า น้องชายเจ้ารู้จักกับคนของร้านม้าพันลี้ไม่ใช่เหรอ นั่นก็เหมือนกิจการของครอบครัวตัวเอง เจ้าไม่ต้องห่วง ข้าไม่หางานในเมืองหลวง…
…ถ้าข้าทำงานที่นี่ เจ้าจะให้ข้าพักบ้านเจ้าไหมล่ะ ก็ไม่ ถูกไหมล่ะ แล้วข้าจะกินอยู่ที่นี่อย่างไร…
…มาครั้งนี้นะ น้องเขย ข้าแค่อยากให้น้องชายเจ้าเขียนจดหมายถึงม้าพันลี้ในเฟิ่งเทียน ข้ากับพี่รองพี่สาม รวมถึงลูกพี่ลูกน้องอีกสองคนอยากไปกันหมด อย่างไรเสีย เฟิ่งเทียนก็เป็นบ้านของพวกเรา…
…เจ้าไม่รู้หรอก ม้าพันลี้ของที่นั่นตอนนี้มีแต่คนอยากเข้าไปทำงาน แต่พวกเขาไม่รับคนงานง่ายๆ แล้ว ข้านึกเสียดายจริงๆ ที่ไม่ไปทำตั้งแต่แรก พวกเขาไม่รับคนทั่วไปแล้ว”
ตอนนั้นพี่ชายของหยางหมิงหย่วนปฏิเสธอย่างเดียว ไม่รับปากเลยสักเรื่อง
แค่ซื้อพวกของกินให้บ้านพ่อตากับพวกเด็กๆ ลูกพี่ชายไปอยู่ไม่น้อย ออกค่าเดินทางให้ ทั้งยังให้ดอกฝ้ายไปอีกจำนวนมาก
ปรากฏว่าพอกลับไปแทบจะกลายเป็นศัตรูกัน บอกว่าครอบครัวหยางของเขาตอนนี้ พอได้ดิบได้ดีก็ไม่เอาญาติพี่น้องแล้ว ครอบครัวจอหงวนหยางไม่นับญาติกับใคร มิน่าถึงได้ไม่ถูกกับพวกญาติๆ เข้าใจแล้ว บาดหมางกันขนาดนั้นได้ ตบมือข้างเดียวไม่ดังหรอก